
หลังศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. ที่ให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบ หาร 100 ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และตอนนี้ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ ไปถึงทำเนียบรัฐบาล เพื่อส่งต่อให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมนำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ลำดับเวลาการเมืองดังกล่าว ทำให้แวดวงการเมืองเชื่อกันว่า พรรคการเมืองที่ยังไม่แข็งแรงพอ อาจจะต้องเร่ง
ตั้งโต๊ะเจรจา-ปิดดีลพูดคุย
กันเองระหว่างพรรคการเมืองที่ดีเอ็นเอการเมืองไปกันได้ เพื่อหารือเรื่อง การรวมพรรค เพื่อสู้กับกติกาเลือกตั้งบัตร 2 ใบ และการคิดคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบหาร 100 ที่เปลี่ยนไปจากระบบการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 อย่างมาก แต่ก็มีบางพรรคที่มีการเจรจารวมพรรคกันก่อนที่เรื่องหาร 100 ปาร์ตี้ลิสต์จะสะเด็ดน้ำเสียอีก เช่น กรณีสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กับกรณ์ จาติกวณิช ที่นำชาติพัฒนามารวมกับพรรคกล้า จนกลายเป็นพรรคชาติพัฒนากล้าในปัจจุบัน
แต่ในส่วนของพรรคอื่นๆ ในการขยับเรื่อง การรวมพรรค ต้องยอมรับว่า พรรคการเมืองที่ถูกจับตามองมากที่สุด คงไม่พ้น พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) ที่กุมบังเหียนโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กับ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่มี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นแกนนำผู้ก่อตั้งพรรค
หลังที่ผ่านมามีข่าวออกมาต่อเนื่องในทางการเมืองในโทนว่า การเจรจารวมพรรคดังกล่าวมีความคืบหน้าเป็นระยะก่อนหน้านี้ แต่มาสะดุดลงหลังแกนนำทั้ง 2 พรรค โดยเฉพาะในวงเจรจาที่มีคนร่วมวงตามกระแสข่าว เช่น อุตตม สาวนายน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ จากฝั่งสร้างอนาคตไทย กับคุณหญิงสุดารัตน์ กับนายโภคิน พลกุล จากฝ่ายไทยสร้างไทย คุยกันหลายรอบ แต่ไม่ลงตัวในรายละเอียดต่างๆ จนหยุดชะงักไปช่วงหนึ่ง เพราะทั้ง 2 พรรคต่างต้องการรอผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคำร้องคดีร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. ว่าสุดท้ายแล้วจะออกมาเป็น 100 หารปาร์ตี้ลิสต์ หรือจะเป็น 500 หารปาร์ตี้ลิสต์ และให้ใช้ระบบ ส.ส.พึงมี แบบตอนเลือกตั้งปี 2562 แต่สุดท้าย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจนสะเด็ดน้ำว่า ร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. 100 หารปาร์ตี้ลิสต์ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ทำให้มีข่าวว่า จะเป็นตัวเร่งให้แกนนำทั้งไทยสร้างไทยและสร้างอนาคตไทย ต้องคุยให้จบว่าจะ รวมพรรค หรือ ต่างคนต่างเดินตามทางของตัวเอง ท่ามกลางสถานการณ์แทรกซ้อนของทั้ง 2 พรรคเกิดขึ้นเรื่อยๆ เช่น กระแสข่าว นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ที่ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ ไปด้วยกันไม่ได้กับกลุ่ม ดร.สมคิดเสียแล้ว จนอาจต้องแยกทางกันเดิน โดยมีกระแสข่าวออกมาร่วม 2 สัปดาห์แล้วว่า นิพิฏฐ์ อดีต ส.ส.พัทลุง 8 สมัย อาจจะไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ หากคุยกันลงตัว จนถึงขั้นมีข่าวอาจจะเปิดตัวช่วงกลางสัปดาห์นี้ ก็มีข่าวออกมาแล้ว
มันเลยยิ่งถูกมองว่า การรวมพรรคระหว่าง ส.สมคิด กับ ส.สุดารัตน์ น่าจะเกิดขึ้นแน่ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า หากสุดท้ายถ้าคุยกันลงตัว ก็อาจจะมีการปิดดีลและเปิดแถลงข่าวภายในไม่เกินสิ้นปีนี้ และคาดว่าอาจจะใช้ชื่อพรรคว่า "สร้างไทย" เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง โดยมีสมคิดเป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 ส่วน คุณหญิงสุดารัตน์อาจจจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ส่วนตำแหน่งในพรรค ตัว ดร.อุตตม เป็นหัวหน้าพรรค ส่วน น.ต.ศิธา ทิวารี เป็นเลขาธิการพรรค
อย่างไรก็ตาม จับกระแสล่าสุดทางการเมือง ดูจะบ่งชี้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ดีลนี้คุยกันไม่จบ จนสุดท้าย ทั้ง 2 พรรคอาจจะต่างฝ่ายต่างเข็นแบนด์พรรคลงสู้ศึกเลือกตั้ง
เห็นได้จากท่าทีล่าสุดเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ของ คุณหญิงสุดารัตน์-แกนนำผู้ก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย ที่ยืนกรานถึงเรื่องการสู้ศึกเลือกตั้งในนามของพรรคไทยสร้างไทย โดยไม่ยุบรวมกับพรรคใดทั้งสิ้น
“พรรคไทยสร้างไทย จะไม่ไปรวมกับใคร แต่ถ้าใครจะรวมกับเราและเห็นตามอุดมการณ์ของพรรคก็ยินดีต้อนรับ เพราะเป็นการเพิ่มพลังในการทำงาน
ยอมรับว่าได้มีการคุยกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย โดยมีนายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ พรรคไทยสร้างไทย เป็นผู้คุยหลัก ส่วนการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคไทยสร้างไทยนั้น คงต้องรอใกล้เลือกตั้ง เพราะจะมีเรื่องการประชุมใหญ่ เพื่อปรับโครงสร้างช่วงต้นปีด้วย”
นอกจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ยังกล่าวอีกว่า ส่วนตัวมั่นใจว่าการยุบสภา จะเกิดขึ้นใกล้กับการครบวาระของสภาผู้แทนราษฎร สาเหตุหลักจากการโยกย้ายพรรคของคนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ที่ต้องมีการโยกย้ายกันให้จบ ประกอบกับงบประมาณจะต้องถูกนำออกมาใช้งาน ดังนั้นผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่รับผิดชอบอยู่ คงไม่อยากยุบสภาตอนนี้แน่
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการย้ายเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคของพรรคไทยสร้างไทย ขณะนี้มีการทยอยย้ายเข้ามาแล้ว และยังมีบางคนก็ทำหน้าที่อยู่ เพราะเชื่อว่าจะไม่มีการยุบสภาในเร็ววันนี้ ส่วนหลักการในการรับคนเข้าพรรค ยังคงยึดหลักผู้ที่มีความคิดตรงกัน เชื่อมั่นในแพลตฟอร์มพรรคไทยสร้างไทย ที่สนับสนุนประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ต้องสนับสนุนแนวประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ได้มาโดยอำนาจพิเศษ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
“เพราะตั้งใจสร้างพรรคไทยสร้างไทยให้เป็นสถาบันที่คนไทยเป็นเจ้าของ และคืนพลังอำนาจให้กับประชาชน ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย เพื่อให้เกิดศักยภาพกับประชาชนให้มากที่สุด พร้อมมุ่งสร้างรายได้ให้กับประชาชนทุกระดับ ไม่ใช่การกู้เงิน ตั้งเป้าให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิต และจะทำให้คนยากจน 25 ล้านคนหมดไป ด้วยนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท และเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี”
เมื่อเป็นแบบนี้ หากไม่มีอะไรพลิกอีกในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ต่อจากนี้ไปจนถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง โดยที่การรวมพรรคระหว่างสร้างอนาคตไทยกับไทยสร้างไทย หากสุดท้ายถ้าไม่เกิดขึ้น
ต้องดูกันว่า พรรคไทยสร้างไทยโดยการนำของคุณหญิงสุดารัตน์จะขับเคลื่อนพรรคต่อจากนี้อย่างไร ในท่ามกลางการแข่งขันทางการเมือง ที่กำลังเข้าสู่ red zone สมรภูมิเดือดเข้ามาเรื่อยๆ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กธ.ปรับขบวนทัพ รับสถานการณ์ 'ธรรมนัส' ค้าน ‘ไม่แค้น’
‘พรรคกล้าธรรม’ คือ อาณาจักรของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา มาตั้งแต่แรก การขยับขึ้นนำทัพเองในตำแหน่ง ‘หัวหน้าพรรค’ ครั้งล่าสุด จึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร
เกมใหม่หลังยกเลิกMOU44 ดึง‘กัมพูชา’เข้ากรอบ‘คนละครึ่ง’
แม้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพด้วยคะแนนสนับสนุนที่ท่วมท้น แถมมีพรรครอร่วมรัฐบาลรอเสียบ แต่การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน พรรคภูมิใจไทย จึงต้องเดินหน้านโยบายที่ได้หาเสียงไว้ให้เป็นรูปธรรม เช่น คนละครึ่งพลัส (ไทยช่วยไทยพลัส) ผลักดันทหารอาสา ยกเลิก MOU 44 เป็นต้น
ธนาธร-กลุ่มเพื่อนเอก ตรึงพรรคส้ม "พิจารณ์"คัมแบ็กยืนแถวหน้า
หลัง พรรคประชาชน ไม่ต้องเสียรูปกระบวนการเมืองทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ เพราะศาลฎีกาฯ ไม่สั่งให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและ สส.บัญชีรายชื่อ กับพวกรวม 9 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกลลงชื่อแก้มาตรา 112 ก็ทำให้ผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคประชาชนตลอด 3 วันที่ผ่านมา ที่โรงแรมเมเปิล บางนา จึงไม่ได้มีการปรับทัพกันมาก
สัญญาณเตือนคดี 'ศักดิ์สยาม' เสี่ยงวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ-รบ.
คำชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีมีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม
จับตาพรก.กู้เงิน5แสนล้านสู้วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจ หรือแบกหนี้อ่วม!
รัฐบาลคอนเฟิร์มแล้ว เตรียมพิจารณาออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการรองรับวิกฤตต่างๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หลังจากเกิดความสับสนว่าจะกู้เงินหรือไม่
‘มวยล้มต้มคนดู’ หรือทุบโต๊ะล้างบาง? บทพิสูจน์ดีเอสไอคลายปม ‘คดีน้ำมัน’
มหากาพย์การสอบสวนขบวนการ "น้ำมันล่องหน 60 ล้านลิตร" ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะคดีพิเศษที่ 59/2569 กำลังก้าวเข้าสู่จุดเดือดสูงสุดในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่ตั้งคำถามถึงความจริงใจในการปราบปรามปรากฏการณ์ อาชญากรรมทางพลังงาน ที่กัดกินงบประมาณแผ่นดินและเงินในกระเป๋าของประชาชน

