
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงนี้ มีเรื่องที่ต้องทำไม่หยุด ทั้งต้องเตรียมจัดการเลือกตั้งสมาชิก และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) การเลือกตั้ง กทม.และพัทยาที่จะมีขึ้นในอนาคต และเรื่องที่วุ่นที่สุดคือการตรียมการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมาในอีกไม่กี่ปี โดยหลังจากรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 พ.ศ.2564 ที่กำหนดให้กลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง ส.ส.เป็น 2 ใบ และเปลี่ยนจำนวน ส.ส.บัญชีแบบแบ่งเขต 400 และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทาง กกต.จะต้องมีเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างมากมาย
ซึ่งขั้นตอนของ กกต.ในขณะนี้คือ การยกร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับคือ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป.ด้วยพรรคการเมือง โดย กกต.ต้องส่งหนังสือถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศแล้ว เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องและประชาชน
หลังจากนั้น กกต.จังหวัดส่งความคิดเห็นกลับมาที่ กกต.กลางเพื่อนำมารวบรวม จากนั้นจะส่งต่อไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และส่งไปที่สำนักงานกฤษฎีกาเพื่อดูความเรียบร้อยอีกทีหนึ่ง ก่อนประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีแค่กฎหมายลูก ส.ส.ที่ผ่านที่ประชุม กกต.แล้ว และเตรียมรับฟังความคิดเห็น ส่วนกฎหมายลูกพรรคการเมืองยังคงต้องรอยกร่างต่อไป
เรื่องหลักๆ ในการแก้ไขกฎหมายลูก ส.ส. มีอยู่ 37 มาตรา มีสาระสำคัญคือ การให้มีบัตร 2 ใบ จำนวน ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน การคำนวณคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และการแบ่งเขตใหม่ 400 เขต ให้เสร็จภายใน 90 วัน ส.ส.ใช้เบอร์เดียวกับพรรค ลดเวลาการเลือกตั้งเป็น 08.00-16.00 น. เพิ่มกรรมการประจำหน่วยเป็น 9 คน และกำหนดจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต่อหน่วยเป็น 800 คน
โดยสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะต้องนำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้งทั้งประเทศมารวมกันหารด้วย 100 เพื่อให้ได้คะแนนต่อ ส.ส. 1 คน หากจัดสรรแล้วยังไม่ครบ 100 คน ก็จะจัดสรรให้กับที่คะแนนเหลือเศษ
ถ้าถามความรู้สึก กกต.ผู้ที่เป็นกรรมการตัดสินการเลือกตั้ง ต้องบอกว่าสูตรแบบบัตรใบ 2 ใบ คำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อง่ายกว่ามาก เนื่องจากการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ ประกอบด้วย 1.ใบเลือกผู้สมัคร ส.ส.แต่ละพื้นที่ที่ตัวเองชอบ 2.ใบเลือกพรรคที่ตัวเองชอบ การคำนวณบัญชีรายชื่อก็จะใช้แค่คะแนนเลือกพรรคการเมือง ถ้าประชาชนเข้ามาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นจำนวน 35 ล้านเสียง จะนำตัวเลขนี้เป็นตัวตั้ง แล้วนำมาหาร 100 จะได้เกณฑ์ค่าเฉลี่ยที่ 350,000 คะแนน แล้วนำคะแนนเลือกพรรคนั้นๆ มาหารกับค่าเฉลี่ย จึงจะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อเข้าสภา พรรคไหนถ้าต่ำกว่านั้นก็หมดสิทธิ์ไป เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้มี ส.ส.ปัดเศษ หรือ ส.ส.ที่เสียงไม่ถึง นั่นทำให้ กกต.สามารถตอบคำถามเรื่องจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อแต่ละพรรคง่ายกว่าครั้งที่แล้ว และตัดปัญหาเรื่องบัตรเขย่ง ซึ่งวิธีนี้พรรคใหญ่จะได้ประโยชน์เต็มๆ
เปรียบเทียบกับสูตรคำนวณบัญชีรายชื่อการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่จะมีกระบวนการหลายขั้นตอน เริ่มจากรวมคะแนนทั้งประเทศ ต่อมานำผลรวมตั้ง แล้วนำจำนวน ส.ส.ทั้งหมดในสภาไปหาร ซึ่งปกติมี 500 คน แล้วจะได้ตัวเลขคะแนนต่อ ส.ส. 1 คนออกมา หลังจากนั้นเมื่อทราบคะแนนต่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คนแล้ว ก็จะไปหารคะแนนรวมของพรรค เพื่อให้ทราบว่าแต่ละพรรคควรมี ส.ส.เข้าไปในสภาทั้งหมดกี่คน หรือที่เรียกว่า ส.ส.พึงมี หลังจากนั้นนำ ส.ส.พึงมีที่ได้มาไปตั้ง แล้วลบด้วย ส.ส.เขตที่แต่ละพรรคได้ เพื่อดูว่าถ้าไม่คิด ส.ส.เขตแล้วจะเหลืออีกกี่ที่นั่งให้แต่ละพรรค ต่อมาเอาแต่จำนวนเต็ม พักเศษไว้ก่อน และเทียบกันว่าพรรคไหนได้เศษมากที่สุด จะเห็นได้ว่ากว่าจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาลำบากขนาดไหน ถ้าลงลึกถึงการคำนวณแบบละเอียดมึนกันทั้งประเทศ แต่ข้อดีของสูตรนี้คือ พรรคเล็กที่ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อโดยที่คะแนนของพรรคตัวเองไม่จำเป็นต้องได้ถึงแสน คุณก็ได้ ส.ส.เข้าไปนั่งในสภา โดยครั้งที่แล้วคะแนนขั้นต่ำที่ถูกนำมานับได้คือ 70,000 คะแนน
นั่นจึงทำให้ก้าวไกล (อดีตอนาคตใหม่) ไม่ถูกใจสิ่งนี้ เพราะเสียประโยชน์เต็มๆ จะเห็นได้ว่า ส.ส.แบบแบ่งเขตได้ไม่กี่ที่นั่ง บวกกับบัญชีการเลือกตั้งครั้งหน้าจะถูกตัดออกไปเหลือแค่ 100 จาก 150 คน การที่ได้ ส.ส.เขต ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำคะแนนตรงนี้มาให้กับบัญชีรายชื่อเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าบัตรอีกใบประชาชนจะเลือกพรรคก้าวไกลหรือไม่
ส่วนการเปลี่ยนเป็นการใช้เบอร์เดียว ทั้งพรรคและปาร์ตี้ลิสต์ทั่วประเทศ เป็นผลดีมากกว่าผลเสีย ข้อแรก ประชาชนก็เข้าใจดีว่าบัตรใบที่ 1 เลือกบุคคล บัตรที่ 2 เลือกพรรค ทำให้จำง่ายมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับครั้งที่สลับเบอร์ทุกพื้นที่ทุกพรรคกันมั่วซั่ว ก็จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดกันได้ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกของประชาชนในการกาบัตร
ส่วนขั้นตอนการทำ "ไพรมารี" โหวต ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองจะต้องหนักใจคือ การจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง โดยต้องมีที่ตั้งสาขาพรรคการเมืองและคณะกรรมการสาขาพรรคการเมืองอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้น และต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองที่มีภูมิลําเนาในเขตเลือกตั้งนั้นตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป และแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง หากไม่ดําเนินการดังกล่าว พรรคการเมืองก็จะไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นได้ หรือจะไม่สามารถแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดในเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นได้ จึงเป็นเรื่องที่ กกต.จะต้องแก้ไขเร่งด่วนเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ตัวร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองยังไม่ได้มีการเปิดเผย แต่เชื่อว่าเมื่อผ่านที่ประชุม กกต.แล้วเราคงจะได้เห็นร่างตัวเต็มในอีกไม่ช้า
หลังจากแก้กฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับแล้ว นอกจากประชาชน และบางพรรคการเมือง ที่จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้แล้ว เชื่อว่า กกต.ก็จะสะดวกต่อการทำงานมากขึ้น และมั่นใจมากขึ้นต่อการตอบคำถามของสื่อมวลชนและประชาชน
สุดท้ายแล้วจึงต้องดูว่าเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร แต่คงไม่เปลี่ยนไปมากจากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียว กกต.เพิ่มพยานสู้คดีบาร์โค้ด
กกต.ยื่นแก้ชื่อพยานคดีบาร์โค้ดบนเลือกตั้ง ศาลรธน.สั่งพยานที่ถูกอ้าง -ผู้เกี่ยวข้อง ทำคำชี้แจงยื่นศาลใน15วัน
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสถอดบทเรียนพลเมืองฟ้อง กกต.
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
กธ.ปรับขบวนทัพ รับสถานการณ์ 'ธรรมนัส' ค้าน ‘ไม่แค้น’
‘พรรคกล้าธรรม’ คือ อาณาจักรของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา มาตั้งแต่แรก การขยับขึ้นนำทัพเองในตำแหน่ง ‘หัวหน้าพรรค’ ครั้งล่าสุด จึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร
สว. รุมอัด กกต. รายงานผลจัดเลือกตั้ง อ้างโปร่งใส สวนทางประชาชนพูดตรงกัน 'อย่ามาแหวง'
ที่ประชุมวุฒิสภา พิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2567 ตามมาตรา 22 (8) แห่งพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ 2560
เกมใหม่หลังยกเลิกMOU44 ดึง‘กัมพูชา’เข้ากรอบ‘คนละครึ่ง’
แม้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพด้วยคะแนนสนับสนุนที่ท่วมท้น แถมมีพรรครอร่วมรัฐบาลรอเสียบ แต่การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน พรรคภูมิใจไทย จึงต้องเดินหน้านโยบายที่ได้หาเสียงไว้ให้เป็นรูปธรรม เช่น คนละครึ่งพลัส (ไทยช่วยไทยพลัส) ผลักดันทหารอาสา ยกเลิก MOU 44 เป็นต้น

