‘นายกฯ-บัวแก้ว’ พลั้งจนพลาด! รีบยั้งท่าทีศึกอิสราเอล-ปาเลสไตน์

ปฏิกิริยาแรกของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อเหตุโจมตีอิสราเอล จนมีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และถูกจับเป็นตัวประกัน โดยมีคนไทยในจำนวนนั้นด้วย คือ การทวิตเตอร์ประณาม 

คืนวันที่ 7 ตุลาคม นายเศรษฐา ทวิตเตอร์ประณามการโจมตีดังกล่าวว่า “เป็นการโจมตีที่ไร้มนุษยธรรมที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อรัฐบาลและประชาชนอิสราเอล เหตุการณ์นี้ไม่สมควรเกิดขึ้น และขอร่วมกับประชาคมโลกประณามการกระทำดังกล่าว” 

จากนั้นไม่นานมีปฏิกิริยาจากองคาพยพของรัฐบาลต่อเหตุการณ์นี้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ‘กระทรวงการต่างประเทศ’ ออกแถลงการณ์ของไทย ระบุตอนหนึ่งว่า “รัฐบาลไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะสร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้น และขอร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ ในการประณามการใช้ความรุนแรงและการโจมตีในครั้งนี้ รวมทั้งขอแสดงความหวังให้รัฐบาลอิสราเอลสามารถควบคุมสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ปกติโดยเร็ว” 

เช่นเดียวกับเจ้ากระทรวงบัวแก้ว นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทวีตในลักษณะคล้ายกันว่า “ผมขอประณามการโจมตีที่ไร้มนุษยธรรมที่ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บในครั้งนี้ และขอให้พี่น้องคนไทยในอิสราเอลทุกท่านปลอดภัย พร้อมแสดงความเสียใจต่อรัฐบาลและประชาชนอิสราเอล และขอเป็นกำลังใจให้ก้าวผ่านวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ไปได้”
ท่าทีของผู้นำไทย เป็นท่าทีที่ฉับไว รวดเร็ว เกิดขึ้นภายหลังเกิดเหตุการณ์ไม่นานนัก แสดงถึงความใส่ใจ เพราะมีคนไทยอยู่ในนั้น 

แต่อย่างไรก็ดี ในอีกมุมหนึ่งกลับมองว่า เป็นท่าทีที่ใจร้อนเกินไป จนขาดความรอบคอบ เพราะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศของอิสราเอลและปาเลสไตน์ มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก ท่าทีใดๆ ของผู้นำไทยย่อมมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยังมีคนไทยบาดเจ็บ เสียชีวิต และถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ มันอาจทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง 

โดย นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นตอนหนึ่งว่า อิสราเอลประกาศเข้าสู่ภาวะสงคราม state of war ปาเลสไตน์จะได้รับบทเรียนที่ไม่เคยได้รับมาก่อน งานนี้อิสราเอลเสียหน้า ต้องเอาคืน ประมาณว่าเท่าไหร่เท่ากัน การตอบโต้ด้วยจรวด มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รัฐบาลอาหรับและอิหร่าน ชาติที่นับถืออิสลาม ประกาศสนับสนุนปาเลสไตน์ ตะวันตกประกาศสนับสนุนอิสราเอล ส่วนที่เหลือยังไม่แสดงท่าที 

“แต่นายกฯ เศรษฐาใจร้อนไปมั้ย ประกาศประณามปาเลสไตน์เร็วเกินไปไหม ท่าทีนี้ได้หารือกับกระทรวงการต่างประเทศ? ไทยเคยแสดงท่าทีประณามอิสราเอลในที่ประชุมยูเอ็น ไทยมีผลประโยชน์มหาศาลกับกลุ่มรัฐอาหรับ ไทยควรเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้น หาทางเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง ไม่ใช้ความรุนแรงเข้าหากัน น่าเป็นห่วงสถานการณ์จะลุกลามเพียงใด” 

และดูเหมือนรัฐบาลนายเศรษฐาจะรับรู้ถึงอีกมุมหนึ่งที่มีการแสดงความเป็นห่วง และรับรู้ว่าท่าทีที่กระทำลงมือในค่ำคืนวันที่ 7 ตุลาคม ค่อนข้างผลีผลามเกินไป  

วันต่อมา 8 ตุลาคม นายปานปรีย์ออกมาชี้แจงถึงท่าทีของไทย กรณีของการประณามผู้ที่โจมตีอิสราเอล ที่หลายคนเป็นห่วงเรื่องกระทบความสัมพันธ์ว่า เป็นการประณามความรุนแรง ไม่ได้ประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่การทำให้คนไทยเสียชีวิต เราไม่สามารถรับได้ 

นอกจากนี้ รมว.ต่างประเทศของไทยยังทวิตเตอร์ย้ำอีกว่า “ตอนนี้เรายังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าทางการเมืองระหว่างประเทศเกิดอะไรขึ้น และเราไม่ได้ประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพียงแค่ประณามเรื่องการใช้ความรุนแรง โดยสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวไทยที่เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถที่จะรับได้” 

หลังจากนั้นท่าทีของรัฐบาลไทยยังลดโทนจากวันแรกไปเยอะหลังถูกเตือนและติง โดยในการชี้แจงกระทู้ในสภาของนายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงนโยบายต่างประเทศว่า วางตัวเป็นกลางในปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์มาโดยตลอด และได้สนับสนุนแนวทาง 2 รัฐ คือแนวทางรัฐอิสราเอลและปาเลสไตน์อยู่เคียงคู่กัน โดยเป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศและยูเอ็นเอสซี  

“รัฐบาลไทยขอให้รัฐบาลอิสราเอลและปาเลสไตน์ รวมถึงทุกส่วนที่เกี่ยวข้องดูแลสันติภาพ ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก ปล่อยตัวคนไทยให้ออกกมาอย่างปลอดภัย”  

เรื่องนี้ยังถือว่าโชคดีที่ทางการไทยไหวตัวทัน และรับฟังเสียงท้วงติง เพราะเรื่องการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ไทยค่อนข้างให้ความระมัดระวังมาตลอด 

ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลก่อน ที่มีเรื่องความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน หรือในละแวกอาเซียนอย่างเมียนมา กระทรวงการต่างประเทศจะค่อนข้างระวังเป็นพิเศษในการแสดงท่าทีอะไรออกไป เพราะการกระทำใดๆ ของผู้นำและรัฐบาล ย่อมส่งผลต่อประเทศและคนในประเทศ  

 เรามักจะไม่เลือกข้าง วางตัวเป็นกลาง และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสันติมากกว่าจะไปประณามหรือด่าใคร.    

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม

สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง

โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง

ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)

'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม

กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว

ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท

นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่

การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”

'อนุทิน' ปลุกทัพสีน้ำเงิน ฝ่าศึกการเมืองรอบด้าน

ในห้วงเวลาเพียงกว่า 2 เดือนของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศ อาจยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชะตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคองตัวอยู่ครบวาระได้หรือไม่