ยุทธจักรสีกากีระอุ ศึก'บิ๊กโจ๊กVSบิ๊กเต่า' ผบ.ตร.อย่าซุกขยะไว้ใต้พรม

การออกมาหย่าศึกและสั่งปิดปาก ทั้ง "พล.ต.อ.สุรเชษฐ์-พล.ต.ต.จรูญเกียรติ” ให้ยุติการให้ข่าว การให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนของ ผบ.ตร. แม้อาจทำให้ศึกสีกากีที่ร้อนระอุดุเดือดเลือดพล่านตอนนี้ลดความรุนแรงได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคลื่นใต้น้ำในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากการงัดกันเองของบิ๊กตำรวจก่อตัวขึ้นแล้ว และเป็นคลื่นลมแรงที่จะส่งผลไปถึงการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนปีนี้อย่างเห็นได้ชัด

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บิ๊กต่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ออกมาระบุว่า จะเรียกสองบิ๊กตำรวจที่กำลังเปิดศึกทางคดีและวิวาทะกันอย่างดุเดือดในเวลานี้ มาพูดคุยปรับความเข้าใจกัน จากผลพวงคดีเว็บพนันออนไลน์ คือ

บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.

กับ บิ๊กเต่า-พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.)

โดย ผบ.ตร.บอกเหตุผลการเรียกทั้ง 2 มานั่งคุยกันว่าเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ที่มีการออกไปในสื่อโซเชียลมาก เรื่องบางอย่างยังไม่ชัดเจนว่าจริงหรือไม่จริง ทำให้เกิดความเสียหาย เพราะขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินคดี ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา การแจ้งข้อกล่าวหาให้มันชัดเจนก่อน แต่เอกสารหลุดไปในโซเชียลจริงเท็จยังไงยังไม่รู้

“พี่ไม่ได้ลอยตัว มีการคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทุกวัน แต่ผมลงไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ถ้าพยานหลักฐานถึงไหนเราว่ากันตามพยานหลักฐาน ไม่มีที่จะไปปั้นพยานหลักฐาน เพราะที่สุดแล้วก็ตรวจสอบได้ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องทั้งหมดที่ออกไปยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ทุกวันนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังบริสุทธิ์อยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ จะได้เรียกทั้ง 2 ฝ่ายพูดคุยกัน ทั้งเรื่องของการให้ข้อมูลข่าวสารมันทำให้ภาพองค์กรเสียหาย เรื่องคดีเรามีคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พอมีมูลก็ต้องกรรมการสอบทั้งวินัยและอาญาอยู่แล้ว ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง” ผบ.ตร.ระบุ

อย่างไรก็ตาม จนถึงช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ยังไม่พบว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด

การที่ ผบ.ตร.จะเข้ามาเป็นคนกลางในการปรับความเข้าใจของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทั้งสองคน ในฐานะผู้นำองค์กรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเรื่องที่หลายคนพอเข้าใจได้ เพราะในฐานะผู้นำสูงสุดของตำรวจ การที่นายตำรวจระดับ นายพล เปิดศึกฟาดกันเอง กลายเป็นเรื่อง คมเฉือนคม ตำรวจตัดตำรวจ โดยทั้งสองคนใช้คำพูด-การสื่อสาร ที่ทิ่มแทงใส่กันแบบไม่ยั้ง จนกลายเป็นศึกมวยคู่เอกของวงการตำรวจในเวลานี้

มันก็ย่อมทำให้สังคมต้องมองและตั้งคำถามกันว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับองค์กรตำรวจ?

ที่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เปิดศึกเดือดใส่กัน ดังนั้น การที่ ผบ.ตร.จะลงมาเป็นสื่อกลาง กาวใจ เรียกทั้งสองคนมาพูดคุยกัน ก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจกันได้

แต่สิ่งสำคัญเลยคือ ตัว พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ต้องไม่ทำให้เกิดผลกระทบในเรื่อง รูปคดี สำหรับสำนวนการสืบสวนสอบสวนคดีเว็บพนันออนไลน์ ที่ตามข่าวระบุว่าพบเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ โดยเฉพาะของ "มินนี่” มีการจ่ายเงิน-ผลประโยชน์เป็นจำนวนมากให้กับคนในเครื่องแบบ-วงการสีกากี จนมีการเอาผิดยื่นฟ้องเอาผิดไปแล้วหลายราย และกำลังสอบสวนขยายผลกับอีกหลายคน

ที่ตามข่าวมี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รวมอยู่ด้วย เพราะหาก ผบ.ตร.เรียกทั้งสองคนมาคุยกันแล้ว หากต่อมาการสอบสวนของตำรวจเปลี่ยนแปลงไปกลางคัน ไม่ได้มีการขยายผลเอาผิดกับตำรวจคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากสำนวนแรกที่ส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถ้าหากเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นจนกลายเป็น มวยล้มต้มคนดู

สังคมก็ย่อมวิจารณ์ได้ว่ามีการเจรจา-เกี้ยเซียะกัน

ระหว่างบิ๊กสีกากีในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลัง ผบ.ตร.ลงมาเคลียร์ เข้าทำนอง

ขอกันกินมากกว่านี้

เราตำรวจด้วยกัน เสือไม่กินเนื้อเสือ

ถ้าออกมาแบบนี้ นอกจากวงการตำรวจจะเสียหายแล้ว ตัว ผบ.ตร.ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนปีนี้ก็อาจถูกวิจารณ์ในทางไม่ดีได้ จนทำให้ลงจากตำแหน่งอย่างไม่สง่างาม

เพราะต้นเรื่องที่ทำให้เกิดศึกดังกล่าวถือว่าเป็นคดีสำคัญที่หลายคนสนใจ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาตามข่าวที่ปรากฏ ทำนอง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวกรวม 5 นายโดนสอบสวนว่าร่วมกันกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และมาตรา 149 เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินฯ โดยมีเส้นทางการเงินโยงถึงกลุ่มบัญชีม้าเครือข่ายเว็บพนัน “มินนี่” หรือ ธันยนันท์ สุจริตชินศรี อีกทั้งอาจมีการเตรียมดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินเพิ่ม

แต่ทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ทั้งแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์สื่อหลายรอบ ยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันอะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรื่องเส้นทางการโอนเงินอย่างที่มีข่าว อีกทั้งตอกย้ำว่ากระบวนการสอบสวนของทีมชุดสอบสวนคดีดังกล่าว มีการสอบสวนคดีที่ผิดหลักกฎหมายขั้นตอนการสอบสวนทำคดี โดยอ้างว่าตำรวจชุดทำคดีเว็บพนันออนไลน์มีเจตนาที่ไม่ดีกับตนเองมาตลอด ตั้งแต่ที่เริ่มมีคดีเกิดขึ้นใหม่ๆ เมื่อปีที่แล้ว 2566 ที่ตำรวจยกทัพใหญ่มาตรวจค้นบ้านตนเอง โดยมีการปกปิดข้อเท็จจริงการขอหมายค้นกับศาล รวมถึงการออกหมายจับตำรวจที่เป็นลูกทีมของตนเอง 8 นายต่อศาลอาญากรุงเทพใต้

ท่าทีล่าสุดของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า "การให้สัมภาษณ์ของนายตำรวจทำให้สื่อเข้าใจได้ว่าถูกแจ้งข้อหา 149, 157 ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมเสื่อมเสีย และทำให้ครอบครัวผมได้รับความเสื่อมเสีย เรื่องนี้เป็นเรื่องของตำรวจทะเลาะกัน ถ้าหากจะเคลียร์ใจก็ไม่ควรจะเริ่ม และฝากไปถึงคนที่เป็นอีแอบ เอาเวลาไปทำงานช่วยเหลือประชาชนจะดีกว่า แต่การที่มามุ่งหมายที่จะทำคดีเว็บพนัน เพราะต้องการจะทำให้ผมเสื่อมเสียชื่อเสียง"

“คดีอยู่ในชั้นอัยการและสำนวนก็ถูกส่งไปที่ ป.ป.ช.แล้ว ดังนั้นการออกมาให้ข้อมูลของผู้ที่มีอำนาจ และเฝ้าโจมตีให้ผมเสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้หยุดและไปทำงานเสียดีกว่า ฝากเตือนไปยังพนักงานสอบสวนในคดีเว็บพนันด้วยว่า ขอให้ทำสำนวนอย่างตรงไปตรงมา เพราะท้ายที่สุดแล้วเมื่อเกิดปัญหาจะไม่มีผู้บังคับบัญชาคนไหนปกป้อง และคงต้องมานั่งสู้คดีที่ถูกฟ้องร้องด้วยตัวเอง"

อย่างไรก็ตาม แม้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ จะไม่ได้ไปปิดห้องเคลียร์ใจกัน โดยมี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ผบ.ตร.เป็นคนกลาง แต่ปรากฏว่าในช่วงเย็นวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ผบ.ตร. มีหนังสือบันทึกข้อความด่วนที่สุด ลงวันที่ 23 ก.พ. เรื่อง กำชับการให้ข่าว การแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน

โดยเป็นบันทึกข้อความส่งถึงรอง ผบ.ตร. และ จตช. ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง จตช. ผบช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า และ ผบก. หรือตำแหน่งเทียบเท่า

ใจความว่า ด้วยปรากฏมีเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ ตร. จากการให้ข่าว การแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ของข้าราชการตำรวจ ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือคลุมเครือในประเด็นต่างๆ ต่อประชาชนและสังคมมากยิ่งขึ้น อันเกิดจากข้อมูลที่ไม่ชัดเจน หรือไม่สามารถเปิดเผยได้อย่างครบถ้วน เนื่องด้วยมีกระบวนการ ขั้นตอน หรือข้อจำกัดทางกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

อีกทั้งในบางประเด็นมิได้มีความจำเป็นหรือเกิดประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานตามภารกิจของ ตร.แต่อย่างใด ซึ่ง ตร.มีระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดีลักษณะที่ 30 การปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ข่าว การแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน ให้ข้าราชการตำรวจถือปฏิบัติไว้แล้ว

เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย และเป็นแนวทางการปฏิบัติเดียวกันของการพิจารณาในการให้ข่าวการแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ จึงกำชับดังนี้

1.ให้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดีลักษณะที่ 30 ดังกล่าวข้างตันอย่างเคร่งครัด และให้ใช้วิจารณญาณ ประกอบดุลยพินิจที่มีพื้นฐานบนประโยชน์สาธารณะ และภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นสำคัญ ไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะของการบ่อนทำลาย หรือมุ่งที่จะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์หรือกระแสสังคมเพื่อบั่นทอนภาพลักษณ์ หรือการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ หรือสร้างสภาวะเกื้อกูลเพื่อประโยชน์ส่วนตน

2.การให้ข่าว การแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ กรณีเหตุที่เกิดหรือประเด็นข้อพิพาท ข้อสงสัยในการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานของ ตร. หรือข้าราชการตำรวจด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย หรือมากกว่านั้น ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งหรือรับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา หรือหัวหน้าหน่วยงาน ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นโฆษกของหน่วยงาน เป็นผู้ให้ข่าวตามหน้าที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะกรณีเป็นคดีความที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือคดีอาญาสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจในวงกว้างและอาจส่งผลกระทบต่อ ตร. และให้ถือปฏิบัติตามสั่งการ

ทั้งนี้ หากพบการกระทำฝ่าฝืนในเรื่องที่กำชับไว้ดังกล่าวอันมีลักษณะเข้าข่ายของการกระทำที่เป็นความผิดวินัยหรืออาญา จะพิจารณาดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อไป เพื่อถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด

การออกมาหย่าศึกและสั่งปิดปาก ทั้ง "พล.ต.อ.สุรเชษฐ์-พล.ต.ต.จรูญเกียรติ” ให้ยุติการให้ข่าว การให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนของ ผบ.ตร. แม้อาจทำให้ศึกสีกากีที่ร้อนระอุดุเดือดเลือดพล่านตอนนี้ลดความรุนแรงได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคลื่นใต้น้ำในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากการงัดกันเองของบิ๊กตำรวจก่อตัวขึ้นแล้ว และเป็นคลื่นลมแรงที่จะส่งผลไปถึงการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนปีนี้อย่างเห็นได้ชัด. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศึก“วางคน-วางเกม”รับมือ สะท้อนผ่านวอรูม“เมียนมา”

ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางหลังจาก นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจบริหารสถานการณ์อันเนื่องมาจากความไม่สงบในเมียนมา

‘บิ๊กโจ๊ก’ดิ้นสู้หัวชนฝา ยื้อแผน‘ฆ่าให้ตาย’

ความเคลื่อนไหวของ บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เที่ยวล่าสุด ถือเป็นการเขย่าวงการการเมือง ตำรวจ และองค์กรอิสระ

‘โจ๊ก’ ลั่นคนใต้เลือดนักสู้! ยื่นป.ป.ช.สอบ ‘เศรษฐา’ ปฎิบัติหน้าที่มิชอบ ตั้ง ‘บิ๊กต่อ’ ผบ.ตร.

‘บิ๊กโจ๊ก’ สู้หมดหน้าตัก ยื่นสอบ 'เศรษฐา' ปฏิบัติหน้าที่มิชอบตั้ง 'บิ๊กต่อ' เป็นผบ.ตร. เตือนนายกฯ ให้ทำตามกม. เชื่อโดนรุมกินโต๊ะสกัดนั่งผบ.ตร.

เอกสารว่อน! ‘โจ๊ก’ ค้าน ’สุชาติ’ ป.ป.ช.ไต่สวนตัวเอง อ้างโกรธเคือง ดึง ‘บิ๊กป้อม’ เป็นพยาน 

มีการเผยแพร่เอกสาร ลงวันที่ 17 เม.ย.67  ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ทำหนังสือขอคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของ นายสุซาติ ตระกูลเกษมสุข กรรมการ ป.ป.ช.และขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม