
“กลุ่มอำนาจเก่าต้องการใช้ทักษิณสู้กับพรรคก้าวไกลในสนามเลือกตั้ง ฉะนั้น หากจะให้ทักษิณกับพรรคเพื่อไทยเบรกความร้อนแรงของพรรคก้าวไกลได้ ก็ต้องให้อิสระในการเคลื่อนไหว”
น่าสนใจกับความเคลื่อนไหวของ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ค่อนข้างขยับเร็ว หลังเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายเชื่อว่า "ทักษิณ" จะเก็บตัว ไม่ขยับอะไรมากในช่วงระหว่างของการพักโทษ จนกว่าจะพ้นช่วงระยะเวลาดังกล่าว เพื่อไม่ให้ถูกสังคมครหา หรือถูกจ้องจับผิด จนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองลุกลาม
แต่ "ทักษิณ" กลับไม่ได้ทำแบบนั้น ภายหลังออกจากโรงพยาบาลตำรวจได้ไม่ถึง 1 เดือน "ทักษิณ" เริ่มขยับตัวด้วยการไป จ.เชียงใหม่ เพื่อไหว้บรรพบุรุษ
เดิมหลายฝ่ายก็เชื่อว่า "ทักษิณ" คงไปแบบระมัดระวังตัวและเป็นการส่วนตัว ด้วยความคิดถึงถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อไม่ให้ใครจับผิดเรื่องอาการ "ป่วยทิพย์"
ทว่า มันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น "ทักษิณ" ไม่ได้ไป จ.เชียงใหม่ แบบธรรมดา แต่ตะลอนไปยังจุดต่างๆ เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน เสมือนเมื่อครั้งตัวเองยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่
มากไปกว่านั้น มีการตระเตรียมผู้คนและกิจกรรมเอาไว้ให้ "ทักษิณ" ทำมากมาย
ตลกร้ายกว่า มีรัฐมนตรี นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย และแกนนำพรรคเพื่อไทย ไปรอต้อนรับและติดตามขบวน ทั้งที่อยู่ในเวลาราชการ
รวมไปถึงหัวหน้าส่วนราชการอย่าง นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ไปร่วมต้อนรับด้วย
เป็นการเดินทางไปแบบเอิกเกริกและโครมคราม ผิดจากที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า "ทักษิณ" จะระมัดระวังตัวเรื่องการเคลื่อนไหวในช่วงพักโทษ
ฝ่ายต่อต้านมองว่า "ทักษิณ" กำลังย่ามใจ ชะล่าใจ และมั่นใจในตัวเองมากเกินไป จึงกล้าที่จะเคลื่อนไหวเร็วทั้งที่เพิ่งจะได้รับการพักโทษ
มันสุ่มเสี่ยงจะสร้างความไม่พอใจอย่างมาก เพราะนอกจากจะไม่เคยติดคุกแม้แต่วันเดียว แล้วประเด็นที่บอกว่าป่วยเข้าขั้นวิกฤต ยังเป็นการตอกย้ำว่ามันไม่ได้เป็นความจริงอย่างที่มีข้อสังเกตกัน
แต่คนอย่าง "ทักษิณ" ที่ระมัดระวังตัวมาตลอดในช่วงอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ กลับกล้าที่จะเดินเร็ว มันย่อมต้องมั่นใจระดับหนึ่งว่า สิ่งที่ทำอยู่จะไม่สร้างความไม่พอใจ หรือผิดเงื่อนไขใน "ดีล" ของตัวเอง
การเคลื่อนไหวของ "ทักษิณ" ครั้งนี้ เหมือนได้รับสัญญาณไฟเขียวจากใครบางคน ตั้งแต่การออกมาไหว้ศาลหลักเมืองในเวลา 05.19 น.ของวันที่ 14 มีนาคม ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเปิดให้เข้าไปไหว้
แต่ "ทักษิณ" กลับได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างมาก ให้สามารถเข้าไหว้ได้ก่อนเวลา โดยมีเจ้าหน้าที่คอยอารักขา ป้องกัน อย่างดี
มันเหมือนเป็นการรับรู้กันมาก่อนสำหรับโปรแกรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจนไปถึง จ.เชียงใหม่
เรียกง่ายๆ ว่า มีคนเปิดทางให้ "ทักษิณ" เดินอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดเงื่อนไขใน "ดีล" ที่ตกลงกันไว้
สำหรับหนึ่งในดีลระหว่าง "ทักษิณ" กับ "กลุ่มอำนาจเก่า" คือการสกัดกั้น พรรคก้าวไกล สู่อำนาจ ทั้งในการเลือกตั้งครั้งนี้และครั้งต่อไป
กลุ่มอำนาจเก่า ต้องการใช้ "ทักษิณ" สู้กับพรรคก้าวไกลในสนามเลือกตั้ง
ฉะนั้น หากจะให้ "ทักษิณ" กับ "พรรคเพื่อไทย" เบรกความร้อนแรงของพรรคก้าวไกลได้ ก็ต้องให้อิสระในการเคลื่อนไหวเพื่อทวงบัลลังก์อันดับหนึ่งในสนามเลือกตั้งคืน
ขณะที่ "เศรษฐา ทวีสิน" นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง วันนี้ผ่านมา 6-7 เดือน ต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถเรียกคะแนนความนิยมให้กับพรรคเพื่อไทยได้
หนำซ้ำ บางช่วงกระแสยังร่วง เนื่องจากไม่สามารถปลุกปั้นผลงานออกมาได้เป็นชิ้นเป็นอัน ขณะที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท นโยบายพระเอกที่ "เศรษฐา" หมายมั่นก็เสี่ยงที่จะ "แท้ง" หลังจากโดนรุมต้านเต็มไปหมด
หากจะหวังพึ่งบริการ "เศรษฐา" ไปตลอด โอกาสที่จะทวงความเป็นพรรคอันดับ 1 ในสนามเลือกตั้งคืนยิ่งยาก
ส่วน อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังอยู่ในระหว่างช่วงฝึกงานเพื่อเตรียมลงสนามจริงในครั้งหน้า ยังไม่สามารถผลิตเรตติ้งให้กับพรรคได้เท่าไหร่
มันจึงเหลือเพียง "ทักษิณ" คนเดียวที่จะต้องแบกพรรคเพื่อไทย ด้วยอาศัยบุญเก่าและยี่ห้อการตลาดที่ตัวเองถนัดเพื่อไปสู้กับพรรคก้าวไกล
ขณะที่ จ.เชียงใหม่ จังหวัดแรกที่ "ทักษิณ" ออกไปนอกเมืองกรุง ถือเป็นพื้นที่สำคัญ เป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ที่พรรคเพื่อไทยผูกขาดเก้าอี้ สส.มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย เพิ่งจะมาเสียศูนย์ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา หลังโดนพรรคก้าวไกลกวาดไปเกือบยกจังหวัด เหลือให้เพียง 2 ที่นั่งเท่านั้น
ดังนั้น จึงเหมือน "ทักษิณ" ใช้จังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดสตาร์ทกอบกู้และฟื้นฟูความนิยมของพรรคเพื่อไทย
เพราะหากจะเริ่มต้นฟื้นฟูต้องเริ่มจากฐานเดิมที่ตัวเองแข็งแรง นั่นคือ จ.เชียงใหม่ บ้านเกิด และไล่ไปยังจังหวัดอื่นๆ ที่พรรคเพื่อไทยเคยครองกระแสความนิยม
ขณะเดียวกัน อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ มันจึงเป็นสนามที่สามารถใช้เช็กความนิยมและฝีมือตัวเอง เพราะกระแสพรรคก้าวไกลในดินแดนล้านนาค่อนข้างมาแรง
สำหรับประเด็นเรื่อง "พรรคเพื่อไทย" รีเทิร์นกลับไปหารักเก่าอย่าง "พรรคก้าวไกล" นั้น ถึงตรงนี้น่าจะสรุปได้ว่ามันสิ้นสุดลงแล้ว
สิ่งที่ "ทักษิณ" ต้องการยังไม่หมด นั่นคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นน้องสาว ที่ยังรอนแรมอยู่นอกประเทศ ฉะนั้น ย่อมไม่กล้าที่จะผิดเงื่อนไขในดีลที่ตกลงกันไว้กับกลุ่มอำนาจเก่า
อีกอย่างแม้จะมีช่องให้ลมหวน หลังจากในกลางเดือนพฤษภาคมนี้ 250 สว.ชุดแรกจะหมดวาระ และอำนาจตามบทเฉพาะกาลที่ให้มีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะหมดลงไปด้วย ทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรีใช้เพียง สส.อย่างเดียว หากพรรคเพื่อไทยจะกลับไปจูบปากกับพรรคก้าวไกลจริง ย่อมทำได้ในทางทฤษฎี
ทว่า "พรรคเพื่อไทย" คงไม่กลับไป เพราะนอกจากสิ่งที่ตัวเองต้องการยังไม่หมดแล้ว ภายใต้ประตูที่เปิดอ้ามีสิ่งที่อันตรายรออยู่
กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเอกฉันท์ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล จากกรณีใช้เรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยังเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ค่อนข้างชัด ที่สามารถมองได้ว่าเป็นการขู่พรรคเพื่อไทยทางอ้อมไม่ให้คิดกลับไปแม้ช่องจะเปิดอ้า
แม้จะไม่มี สว.เป็นอำนาจต่อรอง แต่ยังมีกลไกต่างๆ ที่ "กลุ่มอำนาจเก่า" ยังถือไว้อยู่ และสามารถให้คุณให้โทษกับพรรคเพื่อไทยได้ หากมีรายการผิดเงื่อนไข หรือหักหลังกัน
ฉะนั้น โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะกลับไปคงไม่มีแล้ว ต่อให้พรรคก้าวไกลจะพยายามประนีประนอม หรือดูเหมือนมวยล้มต้มคนดูในหลายเรื่องเพื่อเชื่อมไมตรีจิตเอาไว้ก็ตาม
สถานะของ "ทักษิณ" และ "พรรคเพื่อไทย" กับ "พรรคก้าวไกล" ตอนนี้คือคู่แข่งของพรรคก้าวไกล
และสถานะ "ทักษิณ" และ "พรรคเพื่อไทย" คือ คู่ชก ที่ "กลุ่มอำนาจเก่า" ส่งไปเพื่อหวังสกัดพรรคส้มเท่านั้น
มันเป็นการสมประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย แม้หลายเรื่องจะขัดความรู้สึกของกองเชียร์ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่เอา "ทักษิณ" มาก่อนก็ตาม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปลี่ยนเส้นทาง"ภาษีบาป" ทำสีน้ำเงินเปิดศึกรอบทิศ
แนวร่วมจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคส่วนประชาสังคมเริ่มออกมาแสดงท่าทีและเคลื่อนไหวผ่านบริบทต่างๆ เพื่อ ต่อต้าน-คัดค้าน การที่พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่มีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเส้นทาง เงินภาษีบาป
หยุดการเมืองโยนบาป! 'ชาวบ้าน' สำลักน้ำลาย
มหาอุทกภัยกรุงเทพมหานคร และสถานการณ์น้ำท่วมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงหลายจังหวัดทั่วประเทศในรอบนี้ ไม่ได้ท่วมเพียงบ้านเรือน ถนนหนทาง และพื้นที่เศรษฐกิจ หากยังท่วมความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
เพื่อไทยไร้แผล! 'สุทิน' ไม่ขัดฝ่ายค้านยื่นซักฟอก ชี้เป็นกระจกส่องรัฐบาล ประโยชน์ตกที่ประชาชน
นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายต.ค.เหมาะหรือไม่ว่า สามารถทำได้ เพราะบ้านเมืองต้องมีทั้งการบริหาร และตรวจสอบควบคู่กันไป ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ รัฐบาลก็ทำหน้าที่บริหา
'ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ' เดิมพันใหม่'รัฐบาลอนุทิน'
ประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการบริหารจัดการน้ำ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง
อนุทินอุดรอยรั่วน้ำท่วมกรุง ยก"กองทัพ"นำหน้า"กู้วิกฤต"
จากสถานการณ์น้ำท่วมเมืองกรุงมาแล้วค่อนสัปดาห์ ท่ามกลางเสียงกร่นด่า ตำหนิการทำงานของรัฐบาล ที่แม่ทัพรัฐบาลอย่าง “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับหน้าไปเต็มๆ ซึ่งเจ้าตัวน้อมรับพร้อมให้ประชาชนระบายความรู้สึกได้ เพราะเข้าใจความเดือดร้อน และนายกฯ ยังคงเดินหน้าลงพื้นที่เยี่ยมเยียนช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่น้ำท่วมต่อเนื่องในช่วงกลางดึกของทุกวัน
รอดศาลฯแต่วิกฤตศรัทธายับเยิน ดันเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งรอบหน้า
โล่งอก ไปเปลาะหนึ่งสำหรับ กกต. หลัง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องเรียน 22 เรื่อง

