แก้เกมสงครามผสมผสาน รับมือศึกนอก-แรงกดดันภายใน

เหตุการณ์พลทหารเหยียบกับระเบิดจากฝ่ายกัมพูชาเล่นสกปรก แทรกซึมเข้ามาฝังทุ่นระเบิดใหม่ในพื้นที่ช่องบกซึ่งมีการเคลียร์ทุ่นไปแล้ว ทำให้เกิดกระแสกดดันสวิงกลับมาที่ฝ่ายไทยว่า เป็นสุภาพบุรุษเกินไปหรือไม่? เพราะแค่ประท้วง หรือร้องเรียนคณะกรรมการออตตาวา ที่จะมีการประชุมประมาณเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ฝ่ายไทยอาจต้องเจอกับการลอบกัดของฝ่ายตรงข้ามอีกกี่ครั้ง

เพราะพื้นที่ตั้งแต่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ถึง จ.บุรีรัมย์ ถือส่วนหนึ่งในสนามทุ่นระเบิด K5 หรือที่มักรู้จักกันในนาม ม่านไม้ไผ่ ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2528-2532 หลังจากที่กองทัพเวียดนามขับไล่กองกำลังเขมรแดงออกนอกประเทศกัมพูชาได้แล้ว จึงทำแนวสกัดกั้นเขมรแดงไม่ให้กลับเข้าประเทศด้วยการวางสนามทุ่นระเบิด ยาวกว่า 700 กม.ตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย มีการบันทึกว่าสนามทุ่นระเบิด K5 นี้กว้างถึง 500 เมตร ความหนาแน่นของทุ่นระเบิดที่วางประมาณ 3,000 ทุ่น ต่อความยาว 1 กิโลเมตร

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี, จ.ศรีสะเกษ, จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 ในพื้นที่ จ.สระแก้ว และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 (กองทัพเรือ) ในพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด แนวทุ่นระเบิด K5 ได้สำรวจสำเร็จแล้วหลายจุด รวมถึงบริเวณที่เกิดเหตุระเบิดที่ผ่านมา

จะมีพื้นที่บางส่วนรอบ “รวงผึ้ง” ในพื้นที่อุทยานภูจอง-นายงอย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดมที่ยังเคลียร์ไม่จบ เพราะหยุดปฏิบัติการไปเมื่อช่วงปี 2563 ซึ่งตอนนั้นกัมพูชาไม่ยอมให้มีการสำรวจ โดยหยิบยกเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิ์ ส่วนจุดที่เกิดเหตุมีการเคลียร์เป็นพื้นที่ “สีเขียว” แล้ว

สถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ตอนนี้ จึงดูน่าอึดอัด และอึมครึม ต่างฝ่ายต่างคุมเชิง ระมัดระวังท่าที เมื่อประกอบกับแนวรบด้านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการใช้มวลชนเป็นตัวแสดง ทำให้ระดับกระทรวงกลาโหมและกองทัพบกต้องย้ำแนวทางการแก้ไขสถานการณ์ด้วยความรอบคอบเป็นพิเศษ และต้องใช้ข้อมูล กฎหมายในการมัดคอผู้บิดเบือนให้อยู่หมัด

ภาพที่ออกมาจึงเหมือนการ “ตั้งรับ” เสียเชิงให้กับกัมพูชา ขณะที่รัฐบาลก็เงื้อค้าง ไม่มีท่าทีใดในการตอบโต้อย่างสมน้ำสมเนื้อ กว่าที่กระทรวงการต่างประเทศจะออกโรงได้ก็ต้องรอหน่วยงานอื่นประณามไปหมดแล้ว

“ตรงนี้ที่อยากขอความเห็นใจ เพราะภาครัฐต้องทำงานตามขั้นตอน รัดกุม ถ้าทำแล้วพลาดจะมาตำหนิอีกว่าทำไมไม่รอบคอบ .....งานของ ศบ.ทก.และกระทรวงกลาโหมไม่ใช่แค่งานเรื่องทุ่นระเบิดเรื่องเดียว เราดูแม้กระทั่งสวัสดิการของน้องทหารที่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการว่าจะทำอย่างไร เราคิดอยู่ตลอด ฉะนั้นคนที่รับผิดชอบ ปัญหาจะมาหลายทาง ตอนนี้ตนเองเหมือนหมาวิ่งกัดเห็บที่หางตัวเอง คือ พยายามทำให้ดีที่สุดพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าไทยดำเนินการล่าช้า

เช่นเดียวกับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ก็ถูกโลกโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ดีแต่พูด” ปล่อยให้กัมพูชาเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว จนต้องอธิบายให้สังคมได้เข้าใจว่า ในปฏิบัติการบางอย่างก็ไม่สามารถเปิดเผยได้

ขณะที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เคยสั่งการในที่ประชุมหน่วยขึ้นตรง กอ.รมน. ให้ใช้กลไกระดับภาคและระดับจังหวัด สนับสนุนและเสริมการปฏิบัติภารกิจของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอยู่ภายใต้บริบทของสถานการณ์แบบผสมผสาน (Hybrid) รวมถึงได้เน้นย้ำในการใช้ศักยภาพของมวลชนในพื้นที่ในการเสริมสร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง และสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวทางอย่างสันติ

แต่ภาพรวมของสถานการณ์ขณะนี้ นอกจากแนวรบในพื้นที่ซึ่งมีทหารทั้งสองฝ่ายตรึงกำลังอยู่ตลอดแนว มีความสุ่มเสี่ยงและอ่อนไหวอยู่แล้ว ยังมีสถานการณ์ของมวลชนสองชาติที่ต้องการเข้ามาแสดงความเป็นเจ้าของปราสาทตาเมือนธม-ปราสาทตาควาย ด้วยการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์รายวัน ซึ่งก็มีความเสี่ยงเช่นกันที่จะเกิดการทะเลาะวิวาทหรือเผชิญหน้ากันได้ทุกเมื่อ

เป้าหมายของรัฐกัมพูชาคือ การสร้างพื้นที่ข่าวในโลกโซเชียล ดึงกระแสประชาชนให้ออกมาเคลื่อนไหว สนับสนุนรัฐบาลกัมพูชา และเป็นแนวร่วมในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่ที่มีการยื่นต่อศาลโลก

ก่อนหน้านั้นยังก่อกวนด้วยการย้ายหมุดปราสาทตาเมือนธมในแอปพลิเคชัน Google Map จากฝั่งประเทศไทยอยู่ไปในฝั่งกัมพูชา เพื่อสร้างหลักฐานเท็จฟ้องสื่อต่างชาติและศาลโลก รวมทั้งหลอกชาวเขมรด้วยกันให้เข้าใจผิดว่า ปราสาทตาเมือนธมอยู่ในดินแดนกัมพูชามาเนิ่นนาน และประเทศไทยต้องการรุกรานดินแดนกัมพูชา เพื่อต้องการยึดปราสาทตาเมือนธม

หรือกรณีที่มีข่าวว่า กัมพูชาเปิดแนวรบในโลกไซเบอร์ ด้วยการจ้างแฮกเกอร์เกาหลีเหนือเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับไทย

สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ทั้งกระทรวงกลาโหมและกองทัพของไทยจึงต้องเจอกับข้าศึกภายนอก และกระแสกดดันภายในประเทศที่ “ไม่ได้ดังใจ” ซึ่งไม่ต้องไปพูดถึงรัฐบาลว่ามีจุดยืนอย่างไร เพราะเท่าที่เห็นคือ อยู่ในสถานะลอยตัว “ปิดจ๊อบ” ไม่เผาผีกับ “ฮุน เซน” แล้วก็โยนเผือกร้อนให้ทหารรับหน้าเสื่อไปเต็มๆ

ขณะที่ยุทธศาสตร์ของทหารในระดับกระทรวงกลาโหม พยายามใช้ทุกช่องทางในการหยั่งท่าทีของกัมพูชา และต่อรองให้มีการปรับกำลังทหารกลับเข้าที่ตั้งเดิม ลดการเผชิญหน้า

  ซึ่งดูเหมือนว่า กัมพูชาเองก็ต้องการหาทางลง แต่สถานการณ์เลยเถิดเกินกว่าจะกลับหลังหันได้ รอแค่จังหวะในการพาดบันไดหาทางลง เพียงแต่ต้องอาศัยกำลังภายในจากบางฝ่ายเท่านั้น

ขณะที่กองทัพบกใช้ยุทธวิธีในการรักษาพื้นที่โดยไม่ได้เปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบว่าทำอย่างไร แม้จะทำให้ทหารเสียคะแนนนิยมไปบ้าง แต่ในสุดท้ายปลายทางคือหวังความได้เปรียบและรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ดีเอสไอ”มัดตราสัง"ฟอเร็กซ์" “ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน”เชือดเพิ่ม

กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว

ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท

นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่

การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”

'อนุทิน' ปลุกทัพสีน้ำเงิน ฝ่าศึกการเมืองรอบด้าน

ในห้วงเวลาเพียงกว่า 2 เดือนของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศ อาจยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชะตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคองตัวอยู่ครบวาระได้หรือไม่

'อนุทิน'ขันนอต'รมต.สีน้ำเงิน' หนีมรสุมการเมือง-ไร้ผลงาน

ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนเศษของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ยังอาจเร็วเกินไปที่จะตัดสินอนาคตว่าจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับประเด็นทางการเมืองหลายเรื่องที่ต้องชี้แจงและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง

ล้างกระดาน"ภูเก็ต"ใหม่ รีเซตเชื่อมั่น"ปราบอิทธิพล"

กลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อลหม่านในช่วงที่ผ่านมา สำหรับ ‘ภูเก็ต’ ไข่มุกแห่งอันดามัน ที่นอกจากความสวยงามแล้ว ยังเต็มไปด้วย ‘ผลประโยชน์มหาศาล’