
พรรคประชาชนยอมหนุน "อนุทิน ชาญวีรกูล” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ร่วมเปิดดีลรัฐบาลเฉพาะกาล ภายใต้การชั่งน้ำหนักอย่างรอบด้าน และสร้างพันธมิตรในการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองทางอ้อมผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า
สิ้นสุดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ “แพทองธาร ชินวัตร” ต้องพ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิไทยในการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อนำไปสู่การยุบสภาก็เริ่มขึ้นในวันเดียวกัน โดยมี เสี่ยหนู-นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เดินสายไปพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรมให้มาร่วมรัฐบาล มีการแถลงข่าวประกาศการจับขั้วกันท่ามกลางการคำนวณตัวเลขว่า “เสี่ยหนู” น่าจะมี 280 เสียงในกำมือ โดยมีงูเห่าจากพรรคเพื่อไทยอย่างน้อย 10 เสียงรวมอยู่ในจำนวนนี้ด้วย
ขณะที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศจับมือพรรคการเมืองขั้วรัฐบาลเดิม ภายใต้ความเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่เร่งประสานเติมเสียงจาก “พรรคประชาชน” เพื่อเดินหน้าไปสู่การยุบสภา แก้ไข รธน.ตามความต้องการของพรรคส้ม แต่ดูจากสภาวะแวดล้อมทางการเมืองในขณะนี้คงมีความเป็นไปได้น้อย
และเมื่อดูสถานการณ์ชายแดนและภารกิจเร่งด่วนที่รอสะสางมีหลายเรื่อง ดังนั้น ไทม์ไลน์ ในการมีรัฐบาลบริหารประเทศคงไม่ยืดเยื้อหรือช้าเหมือนสถานการณ์ปกติที่ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน
จากการที่สภานัดหมาย สส.มาประชุมสภาสมัยสามัญนัดพิเศษในวันที่ 3-5 ก.ย.นี้ เหมือนมีนัยเรื่องห้วงเวลาในการโหวตนายกฯ อยู่กลายๆ ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดการณ์ ตามกระบวนการทูลเกล้าฯ ถวาย จนกระทั่งนายกฯ มาจัดตั้ง ครม.ชุดใหม่ คงไม่เกินระยะเวลา 15-20 วัน จากนั้นนำ ครม.ถวายสัตย์ฯ เข้าปฏิบัติหน้าที่ร่างนโยบายเพื่อแถลงต่อสภา รวมระยะเวลาอีกประมาณ 15-20 วัน การเริ่มระยะเวลาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่ในการทำหน้าที่ 4 เดือนแล้วยุบสภา จึงจะเริ่มจากตรงนั้น
แต่ตราบใดที่สภายังไม่มีมติเลือกนายกฯ ก็ต้องจับตาเกมของ “ทักษิณ ชินวัตร” ว่าจะใช้การประนีประนอม หรือเดินหน้าสู้ไม่ถอย ซึ่งทั้งหมดนั้นก็ต้องดูองค์ประกอบว่าเอื้อที่จะใช้แผนใด เพราะจากคดีของ “บุตรสาว” ที่ผลไม่ออกมาตามที่คาดหวัง และคดีความของตัวเองที่ยังจ่อตัดสินในวันที่ 9 ก.ย.นั้น ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องพิจารณาให้ดี ในช่วงที่ฝ่ายตัวเองตกเป็นรองแทบทุกกระดาน
ยกเว้นไพ่ใบสุดท้าย คือการ “ยุบสภา” ที่มีการประเมินกันว่าได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเป็นการปิดประตูในการ “ดีล” เพื่อพยุงสถานการณ์ขาลงของ “ชินวัตร” ต่อจากนี้
อีกทั้งสถานะทางกฎหมายของนายกฯ รักษาการของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ก็ไม่เอื้อ และมีความสุ่มเสี่ยงในการที่จะใช้ดาบนี้เอาคืน เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นว่าไม่สามารถทำได้ และหากมีการเดินหน้าใช้เกมนี้ก็อาจมีการส่งเรื่องให้ศาล รธน.ตีความ ส่งผลให้กระบวนการต่างๆ ลากยาวออกไป ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ได้ทำให้การเมืองเดินหน้า ประเทศชาติขาดซึ่งความชัดเจนและเสถียรภาพโดยสิ้นเชิง
ทำให้การเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของ “พรรคภูมิใจไทย” จึงอยู่ในสถานการณ์ได้เปรียบแทบทุกด้าน ทั้งการเตรียมความพร้อม เจรจา จับมือ พูดคุย ได้ทำขึ้นก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยด้วยซ้ำ การเดินทางไปพบ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ณ ที่ทำการ จึงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก การแถลงข่าวจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
โดยนายอนุทินระบุว่า นโยบายและภารกิจหลักของรัฐบาลใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของพรรคประชาชนมี 3 ประการ ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะได้นำไปหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อพิจารณาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่
1.การแก้ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา
2.การจัดทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยเร็ว
3.การยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองภายในเวลา 4 เดือน นับจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น
นอกจากนั้นยังเป็นการยืนยันของพรรคประชาชนว่าจะไม่มีตำแหน่งใน ครม. และหากมีการตระบัดสัตย์ก็จะใช้ช่องทางสภาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ที่น่าสนใจคือ เงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้มี ส.ส.ร.นั้น ต้องดูผลการตัดสินของศาล รธน. วันที่ 10 ก.ย.นี้ ซึ่งรัฐสภามีมติ ถามศาล รธน.ว่า "รัฐสภามีอำนาจพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีการเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ยังไม่มีการดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อนได้หรือไม่"
และในกรณีที่ "หากรัฐสภามีอำนาจพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้แล้ว การดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ สามารถกระทำภายหลังที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว โดยทำพร้อมกับการทำประชามติว่าประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ ได้หรือไม่ อย่างไร"
ซึ่งก็จะทำให้ทราบว่าศาล รธน.จะมี ตีความ ว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง ถ้าศาล รธน.บอกว่าให้ทำประชามติ 2 ครั้ง การอยู่ในวาระ 4 เดือนก็ยังอยู่ในเงื่อนเวลาที่เป็นไปได้ แต่ถ้าศาลบอกว่าต้องทำ 3 ครั้ง ก็เชื่อว่าห้วงเวลา 4 เดือนไม่เพียงพอ ก็จะยืดเวลาไปโดยปริยาย ซึ่งกรอบเวลาดังกล่าวทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนทราบดี แต่กรอบเวลานี้อาจเป็นเพียงหลักการที่ยึดโยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องดูท่าทีของพรรคประชาชนอีกครั้ง และยังไม่มีการเปิดเผยว่าทั้งสองพรรคได้คุยกันในออปชันนี้หรือไม่
แต่ต้องยอมรับว่า จุดเปลี่ยน สำคัญคือการที่พรรคประชาชนยอมหนุน อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ร่วมเปิด ดีลรัฐบาลเฉพาะกาล นั้น เกิดจากการชั่งน้ำหนักอย่างรอบด้าน และสร้างพันธมิตรในการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองทางอ้อมผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า
-มีโอกาสแก้ไข รธน.ได้มากกว่า เพราะพรรคภูมิใจไทยมี สว.ในมือล้นหลาม ในขณะที่เพื่อไทยซึ่งเคยอวดอ้างว่าจะแก้ไข รธน. แต่ 2 ปีของการเป็นรัฐบาลกลับดึงจังหวะและไม่แสดงเจตจำนงที่จะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง
-ถ้าอยู่กับ “ภูมิใจไทย” ซึ่งเป็นขั้วอนุรักษนิยม “สีน้ำเงินเข้ม” การถูกโฟกัส “เลยธง” ในเรื่องจุดยืนเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันฯ อาจลดดีกรีลงได้ ซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้พรรคประชาชนเข้าสู่อำนาจบริหารได้ง่ายขึ้นหลังเลือกตั้งครั้งหน้า
-อีกทั้งการอยู่กับขั้วภูมิใจไทยซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย หากมีการฉีกเอ็มโอยูก็ยังใช้กลไกสภาในการเอาคืน “พรรคภูมิใจไทย” ได้ ซึ่งต่างจากกรณีของ “เพื่อไทย” ถ้ามีการหักหลังเกิดขึ้นอีกก็ทำอะไรได้ยาก ด้วยปัจจัยจากเสียง สส.ที่ใกล้เคียงกัน
ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่มีโควตาของพรรคประชาชนอยู่ด้วย กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึง กลุ่มการเมือง เข้ามาจับมือกัน เพราะมีเก้าอี้ “รัฐมนตรี” ตอบแทนแน่นอน แม้จะเป็นแค่ช่วง 4 เดือนก็ตาม ส่งผลให้ความเป็นไปได้ในการเกิดรัฐบาลใหม่สูง
ที่สำคัญคือความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลจากการจับขั้วพันธมิตรทางการเมืองมีความชัดเจนกว่าทางฝั่งเพื่อไทย อย่างกรณีของพรรคกล้าธรรม ซึ่งมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นแกนนำคนสำคัญ อาจจะได้เข้ามานั่งเป็น รมต.ในกระทรวงสำคัญ
ส่วนกลุ่มของ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งการปรับ ครม.ครั้งที่ผ่านมา “ทักษิณ ชินวัตร” ตอบแทนกลุ่ม 18 น้อย และเอนเอียงไปทาง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หัวหน้าพรรค
โดยมีข่าวว่าจะมีการล็อกเก้าอี้ให้ “คนนอก” เพื่อเข้ามาบริหารงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์รัฐบาลเฉพาะกาลในการแก้ไขปัญหาประเทศ
สถานการณ์ ณ วันนี้จึงมีแนวโน้มว่ารัฐบาลเฉพาะกาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะยังคงเดินหน้าไปได้ ภายใต้แรงสั่นสะเทือนอีกรอบตอนจัดสรรโควตา รมต. แต่ก็เชื่อว่าจะปิดจ๊อบได้โดยเร็ว
แต่ช่วง 4 เดือนหลังเข้ามาบริหารประเทศก็เป็นเรื่องท้าทายในสัมพันธภาพแบบหนี้บุญคุณ และต่างตอบแทน ว่าจะนำพารัฐบาลแก้ไขปัญหาประเทศได้เห็นผลเป็นรูปธรรมหรือไม่.
พรรคประชาชนยอมหนุน "อนุทิน ชาญวีรกูล” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ร่วมเปิดดีลรัฐบาลเฉพาะกาล ภายใต้การชั่งน้ำหนักอย่างรอบด้าน และสร้างพันธมิตรในการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองทางอ้อมผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พรรคส้ม-ฟ้า ดูไว้! 'โจ มณฑานี' ยกฝ่ายค้านอิตาลีเห็นชาติเหนือกว่าพรรค ผนึกรัฐบาลต่อสู้ทรัมป์
โจ มณฑานี ตันติสุข นักเขียนและวิทยากรการเงิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jo Montanee ระบุว่า เมื่อชาติ เหนือกว่าพรรค และความเป็นฝักฝ่ายตรงข้ามกัน ผู้นำฝ่ายค้านอิตาลีทำให้ดูแล้ว!
‘ดรีมทีมหนู’ หลังแอ่น วิกฤตน้ำมัน ทำความมั่นใจวูบ
ไม่มีเวลาฮันนีมูน ดื่มด่ำน้ำผึ้งพระจันทร์ มีแต่ต้องเร่งทำให้ปัญหาใหญ่ของประเทศตอนนี้ที่กระทบไปทุกภาคส่วนและทุกหย่อมหญ้า อย่าง ‘ราคาน้ำมัน’ ดีขึ้น หรือไม่แย่ลงไปกว่านี้
'วีระยุทธ' ข้องใจรัฐบาลให้สิทธิพิเศษ 'ผู้รับเหมา' เหนือทุกกลุ่มในวิกฤตน้ำมัน
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งข้อสังเกตถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการชุดใหญ่ที่รัฐบาลออกมาตรการเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา
ปชน.ขวางคนละครึ่งพลัส!
“ศิริกัญญา” ค้าน “คนละครึ่ง” ชี้ ปชช.เงินหมดแล้ว ต้องเร่งเยียวยาไม่ใช่กระตุ้น ศก. จี้เพิ่มเงินบัตรคนจน ลั่นร้อยเดียวไม่พอ หวั่นหลังสงกรานต์ของแพงพุ่งซ้ำวิกฤต ขณะที่เด็กพรรคส้มบี้
กธ.ไร้อำนาจต้องแบก 58 ชีวิต จับตาขัง ‘งูเขียว’ ได้นานแค่ไหน
‘พรรคกล้าธรรม’ ไม่ได้ถูกดีไซน์มาเพื่อเป็น ‘ฝ่ายค้าน’ จำนวนตัวเลข สส. 58 คน ในมือของ ‘พรรคกล้าธรรม’ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คือเครื่องตอกย้ำว่า พวกเขาถูกสร้างมาเพื่อเป็น ‘ฝ่ายรัฐบาล’
วิถีส้ม! 'ไหม' ค้าน 'คนละครึ่งพลัส' ทุบโต๊ะ! เวลานี้ต้องเยียวยา ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการเยียวยาและการช่วยเหลือประชาชน

