หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีมติให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายที่มีความสำคัญทางการเมืองจำนวน 1 ฉบับ นั่นก็คือ "ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ..." หรือที่เรียกกันในทางการเมืองว่า "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ทำให้ขั้นตอนต่อไปต้องส่งให้วุฒิสภาพิจารณา
ล่าสุดพบว่า มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้สั่งบรรจุ "ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ..." เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภาในวันอังคารที่ 28 ต.ค.นี้แล้ว โดยบรรจุให้เป็นวาระ "เรื่องด่วน" ซึ่งจะเป็นการพิจารณาในวาระแรกขั้นรับหลักการ
สำหรับ "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ดังกล่าว มีรายละเอียดเนื้อหาที่น่าสนใจ อาทิ
มาตรา 3 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิด ที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัวหรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม
มาตรา 4 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” มีกรรมการประกอบด้วย
(1) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ
(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ
(3) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ
(4) เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นกรรมการ
(5) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่งคนเป็นกรรมการ
(6) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ
(7) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ
(8) ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ
และให้มีการประชุมคณะกรรมการครั้งแรกภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ
มาตรา 6 ให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
-วินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและการพ้นจากความรับผิดทั้งปวงตามพระราชบัญญัตินี้
-รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการต้องจัดให้มี ช่องทางอำนวยความสะดวกในการร้องขอการนิรโทษกรรม
-เรียกเอกสารหรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง
-จัดทำรายงานผลการดำเนินงาน การประเมินสถานการณ์ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และเผยแพร่ต่อประชาชน เป็นต้น
โดยคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือว่าเป็นที่สุด มีผลผูกพันให้หน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ต้องรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
มาตรา 7 บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้น พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญา และทางพินัยเท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ
มาตรา 8 เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแล้ว ในกรณีที่ผู้ที่ได้รับสิทธิตามมาตรา 7 ยังมิได้ถูกฟ้องคดีต่อศาลหรืออยู่ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการระงับหรือยุติการสอบสวนหรือการฟ้องคดี แล้วแต่กรณี หากผู้นั้นถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้ว และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด ให้ศาลนั้นยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คดีใดที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษผู้นั้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น และถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป
กรณีที่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิดหรือมีการบันทึกไว้ในฐานะเป็นประวัติอาชญากรรม ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นผล และจะนำประวัติอาชญากรรมนั้นไปใช้ยันบุคคลนั้นในทางที่เป็นโทษมิได้ และให้หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่และอำนาจจัดทำหรือจัดเก็บประวัติอาชญากรรมลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญานั้น
มาตรา 9 ในกรณีที่การกระทำผิดตามมาตรา 2 ก่อให้เกิดความเสียหายทางแพ่งแก่หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ให้การดำเนินคดีทางแพ่งโดยหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นอันยุติลง และมิให้หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจนั้นฟ้องร้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสียหายดังกล่าว
กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ใดชำระค่าเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจใด ให้การชดใช้ค่าเสียหายหรือการบังคับคดีให้หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเป็นอันยุติลง ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อการชำระหนี้หรือการบังคับคดีที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว
มาตรา 10 การที่ผู้ใดได้รับสิทธิพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้อื่นซึ่งไม่ใช่หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้นั้นในการที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากการกระทำของผู้นั้น
คาดว่าที่ประชุมวุฒิสภาจะลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาพิจารณา จากนั้นก็จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาในการประชุมสมัยหน้า ที่จะเปิดสมัยประชุมราวๆ กลางเดือนธันวาคม และก็น่าจะผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาได้หากไม่มีแรงต้านจาก สว.
ซึ่งหากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ผ่านจากวุฒิสภา ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญตามร่างของสภามากไปจนสภาไม่เห็นด้วย กระทั่งต้องมีการตั้ง กมธ.ร่วมสองสภา รวมถึงหากทุกอย่างไม่มีอะไรติดขัด เดินหน้าตามนี้ สุดท้ายร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็น่าจะคลอดออกมาได้ก่อนมีการยุบสภาช่วงสิ้นเดือน ม.ค.ปีหน้า.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศาลรธน.ชี้ชะตา"ภูมิธรรม-ทวี" คดีฮั้วสว.เดิมพันอนาคตการเมือง
ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยยังคงร้อนระอุด้วยความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจเก่ากับขั้วอำนาจใหม่ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะอ่านคำวินิจฉัยในวันพุธที่ 21 ม.ค.2569 นี้ ถือเป็นจุดสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน
อนุทิน-ภท.โหมหนักสนามกทม. เป้าปักธงเขต-คะแนนปาร์ตี้ลิสต์พุ่ง
ในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 11-18 ม.ค. พบว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทย นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)” รวมถึงรัฐมนตรี-แกนนำพรรคภท.ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.เขตกรุงเทพมหานครอย่างหนัก
เปิดแผลเขย่าสมการหลังเลือกตั้ง แค่'ต่อรอง'หรือ'จัดการ'จริง
เข้าสู่ 20 วันสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง บรรยากาศการหาเสียงแม้จะมีการแซะหรือเปิดแผลกันบ้าง แต่ไม่ถึงกับป้ายสีเหมือนที่เคยเห็นกันในอดีต ในทุกเวทีพรรคการเมืองยังคุมโทนในการ “ขายของ” ทั้งนโยบายและตัวบุคคลที่จะทำหน้าที่เข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร
หนามยอกพรรคส้ม“มีเรา ไม่มีเทา” รวบผู้สมัครสส.สีเทา เข้าทาง'น้ำเงิน'
การหาเสียงแต่ละพรรคการเมืองกำลังเข้มข้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จัดเวทีปราศรัยดีเบตโชว์วิสัยทัศน์ เกทับบลัฟแหลกทั้งนโยบายประชานิยม แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน แต่ที่ฉีกตำราหาเสียงเลือกตั้ง “มีเรา ไม่มีเทา” สโลแกน พรรคประชาชน (ปชน.) สังคมต้องสะดุดฟัง
ช่วงโค้งสุดท้ายประชามติ เสียงอื้ออึง “สับสน-ไม่เข้าใจ”
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนจำนวนมากกลับยังคงอยู่ในภาวะ "เงียบเหงา" ต่อการออกเสียงประชามติที่จัดควบคู่กันไป
“กองทัพ”ตั้งการ์ด-ลดแรงเสียดทาน เริ่มศึกภายใน-ชายแดนยังไม่จบ
แม้การสู้รบในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” จะจบลงในระลอกที่ 2 ไปแล้ว โดยกองทัพสามารถทวงคืนพื้นที่จากฝ่ายตรงข้ามได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ “สงคราม” นั้นยังไม่จบ เพราะ “ควันหลง” ของเหตุการณ์ยังเป็นเชื้อไฟที่สามารถทำให้เหตุการณ์สู้รบปะทุได้อีกตลอดเวลา จากปัจจัยหลักคือ ยังไม่มีการสำรวจจัดทำหลักเขตกันจนเป็นที่ยุติ รวมไปถึงปัจจัยเฉพาะหน้าที่เกิดจากการเมืองภายในของ 2 ประเทศ ที่รัฐบาลต่างฝ่ายต่างสร้างคะแนนนิยมจากเหตุการณ์ชายแดน

