
จบการอภิปรายทั่วไปของสภาไปด้วยประเด็นร้อนที่ รังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล นำเรื่องร้อนๆ เกี่ยวกับเครือข่ายค้าแรงงานข้ามชาติที่ผูกโยงไปถึงตัวการใหญ่ พาดพิง ตั้งคำถามไปถึงอดีต “บิ๊กทหาร” ที่นั่งอยู่ในรัฐบาลขณะนี้ เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่แตะให้ถึง “หัวใจ” หวังเขย่าทั้งโครงสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบไม่ปกติ
แต่สถานการณ์ขณะนี้ “นักการเมือง” ต่างให้ความสนใจกับอนาคตของตัวเอง นอกจากเช็กข่าว ทางลึก เพื่อเลือกข้างให้ถูกแล้ว ยังต้องดูทางเลือกที่มี “ออปชัน” ดีๆ มาใช้เป็นข้อพิจารณาเส้นทางชีวิตนักการเมืองของตัวเองในการเลือกพรรคการเมืองที่จะสังกัด
อุณหภูมิ ณ ขณะนี้จึงชี้ชัดว่า ถนนทุกสายต่างเดินไปสู่ การเลือกตั้ง ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามครรลองประชาธิปไตย
แม้จะมีความพยายามสร้างปมการเมืองให้เกิดทางตัน หรือยกระดับการเคลื่อนไหวนอกสภาเพื่อสร้างเงื่อนไขให้เปลี่ยนแปลง “นอกระบบ” ทั้งการโยงเรื่องขบวนเสด็จ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบัน แต่ก็ไม่สามารถล่อให้ “กองทัพ” ขยับได้ อีกทั้งผู้นำกองทัพตระหนักดีว่า หากกองทัพเริ่มออกอาการก็จะถูกหยิบไปเป็นประเด็น และขยายผลไปถึงสถาบันตามเป้าหมายของบางพรรคการเมืองอยู่แล้ว
ทำให้ม็อบที่ออกมาจึงเป็นไปในลักษณะของการเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และกดดันให้รัฐบาลดำเนินนโยบายต่างๆ รวมไปถึงม็อบต่อรองเรื่องปรับ ครม. เปลี่ยนตัว รมต.บางคน
หันไปดูที่ความเคลื่อนไหวการเมืองฟากรัฐบาล นับแต่ความขัดแย้งของกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ 17 ส.ส.ที่ไปสร้างพรรคเศรษฐกิจไทยเป็นบ้านใหม่ ที่ประกาศเลือก นายกฯ ที่มีเคมีตรงกัน แล้ว
ยังเกิดรอยปริร้าวของ “กลุ่มการเมือง” ตามมาในพรรคพลังประชารัฐ จากปัญหาการจัดตัวผู้สมัคร โดยเฉพาะศึกระหว่าง สนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา กับ สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ส.ส.ชลบุรี และผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
กลายเป็นวิวาทะ “หน้าเฟซบุ๊ก” จนทำให้มีกระแสข่าวว่านายกฯ จะลงมาจัดการปัญหานี้ด้วยตนเอง รวมไปถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคฯ ที่คงต้องลงมาสะสางก่อนที่จะเข้าไปสู่โมเดล “แตกกลุ่ม” หาบ้านใหม่
จนอาจทำให้ “นักการเมือง” ใช้สายสัมพันธ์เก่า “ย้ายบ้าน” เพื่อลดการเผชิญหน้า เช่น กลุ่มของ “บ้านใหญ่ชลบุรี” ยังมีทางเลือกในการไปอยู่พรรคสร้างอนาคตไทย ที่มี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เป็นตัวเชื่อม หรืออาจจะฟื้นกลุ่ม “พลังชล” ทำเป็นพรรคการเมือง 6-7 ที่นั่งรอดูทิศทางการเมืองต่อไป
ขณะที่พรรคเพื่อไทย ที่ยังคงชู ทักษิณ ชินวัตร ดึงดูดคนอีสานให้เลือกผู้สมัครของพรรค ดูเหมือนว่าไม่ค่อยได้ผลแล้ว เมื่ออำนาจรัฐ และบารมีของ “กล้วย” พร้อมทั้ง “วัคซีน” ส่งผลให้ ส.ส.เขตเริ่มหันรีหันขวาง และอาจจะมีการย้ายออกจากพรรคหลายคน
ถึงขนาดที่ทักษิณ หรือโทนี่ วู้ดซัม พูดผ่านรายการ Care Talk x Care ClubHouse แบบเก็บทรงไม่อยู่ พร้อมออกอาการฟาดงวงฟาดงา โดยระบุว่า
"มี ส.ส.ฝ่ายค้านดอดประชุมพรรครัฐบาล รับวัคซีนเข็มใหญ่ 20-30 ล้าน พร้อมระบุว่ารู้ชื่อหมด ฉีดกันใหญ่ โอ้โห จะเตรียมย้ายพรรค ผมเตือนไว้นะ วันก่อนมี ส.ส.เพื่อไทยไปร่วมประชุมกับพรรคฝ่ายรัฐบาลอยู่ ผมได้ยิน รู้ชื่อด้วย จ่ายคนละ 2 แสน รายเดือน เอาตังค์ที่ไหนมา”
เมื่อดูจากปฏิกิริยา ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็เริ่มเห็นร่องรอยความไม่ค่อยมั่นใจในแคมเปญ “เพื่อไทยแลนด์สไลด์” เท่าไหร่นัก
เหตุเพราะเหล่าบรรดานักการเมืองนกรู้ เข้าใจในสถานการณ์ว่า เมื่ออยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาลเป็นระยะเวลายาวนาน นำไปสู่ปัญหาเรื่องปากท้องที่ต้องเจอกับภาวะ อดอยากปากแห้ง ไม่ได้รับอานิสงส์จากโครงการ-งบประมาณรัฐเลย นับเป็นเงื่อนไขที่บีบคั้นให้หลายคนต้องตัดสินใจเลือกฟากรัฐบาล
หรือแม้กระทั่งการกระทบกระเทียบเปรียบเปรย การแยกตัวไปของกลุ่ม “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เพื่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย ที่เห็นว่า “ยุทธศาสตร์” การแบ่งคะแนน เพื่อทอนกำลังของพรรคเพื่อไทย ไม่เป็นผลดีกับพรรคเท่าใดนัก ถึงขนาดให้คิดกลยุทธ์ในการบอกกล่าวกับ “ชาวอีสาน” แบบเคลียร์คัตว่า “พรรคคุณหญิงหน่อย” ไม่ใช่เครือข่ายของเพื่อไทย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดว่ายังเป็นพวกเดียวกัน
กระนั้นท่ามกลางพรรคการเมืองต่างๆ ในฝ่ายรัฐบาล นักการเมืองเลือดไหลออก เลยไปถึงพรรคฝ่ายค้านที่สละเรือ “แม้ว” เดินออกมาหาการเมืองที่ “กินได้”
ทำให้พรรคภูมิใจไทยของ “เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล เนื้อหอมขึ้นมาทันที และกลายสถานะเป็น พรรคแก้มลิง ที่ ส.ส.ไหลมารวม
ภายใต้การทำการเมืองแบบ “คบทุกพรรค-รักทุกคน” แต่ยังเลือกชู “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ เพราะต่างคนก็ต่างก็ “เข้าถึง” ชั้นข้อมูลว่าในเวลานี้ควรจะเดินเกมการเมืองอย่างไร
จึงไม่แปลกที่ "บิ๊กตู่" ถึงกับเอ่ยปาก "หนูช่วยหน่อยนะ" จนกระทั่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้คำมั่นกับนายกฯ ด้วยจำนวนเสียงของฝ่ายรัฐบาล 260 เสียง ที่พานายกฯ อยู่รอดปลอดภัยจนครบ 4 ปี และยังได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพประชุมเอเปกในปลายปีนี้
แม้ 260 เสียงจะเป็นตัวเลขที่หยิบมาจากการลงมติเทคะแนนให้ "อนุทิน" และ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" รมว.คมนาคม ไว้วางใจมากถึง 269 เสียง ในครั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 4 ก.ย.64 แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงความเป็นจริง
เมื่อเริ่มมีการเพิ่มเสียงจากการเปิดตัว 3 ส.ส.ที่ถูกขับออกจาก พปชร.ทั้ง “2 พ่อลูกช่างเหลา” คือ "เอกราช ช่างเหลา" ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ "วัฒนา ช่างเหลา" ส.ส.ขอนแก่น และ "สมศักดิ์ พันธ์เกษม" ส.ส.นครราชสีมา ร่วมสังกัดคนภูมิใจไทย
รวมทั้งยังมีกระแสข่าวว่า “ตระกูลสมชัย” แห่งเมืองอุบลราชธานี โดย "นวลนภา สมชัย" ภรรยาของนายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำ กปปส.ที่เวลานี้ถูกโทษแบนทางการเมือง ปรากฏตัวที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย เช่นเดียวกับ “ตระกูลแทนทรัพย์” คือ “สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์” ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ ที่มีข่าวว่าอาจตัดสินใจย้ายมาอยู่กับภูมิใจไทย
นับได้ว่าตัวแปรสำคัญในวันนี้ คือ “ภูมิใจไทย” ที่สามารถสร้างสมการทางการเมืองได้ทุกเกม ไม่ว่าจะพยุงรัฐบาลที่มี “ลุงตู่” เป็นนายกฯ หรือสร้างสมการใหม่หากการต่อรองเรื่องใดไม่ลงตัว
ไม่ต้องมองยาวไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่คงต้องต่อสู้กันเต็มที่เพื่อให้ได้เป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงมากที่สุด ซึ่ง “ภูมิใจไทย” คงไม่ได้หวังแค่เป็น “พรรคแก้มลิง” ให้ 3 ป. หนุน “ลุงๆ” ให้มีอำนาจในช่วงที่กระแสเริ่มตก
ณ วันนี้เหลือแค่บทพิสูจน์ว่า “ภูมิใจไทย” จะดำรงความเป็นมิตรแท้ ร่วมหัวจมท้ายช่วย “ลุงตู่” ไปจนถึงห้วงเวลาคล้องแขวน ถ่ายภาพประชุมเอเปกตามที่เสี่ยหนูลั่นวาจาไว้หรือไม่!!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘น้ำเงิน’เลี้ยงความหวัง‘กธ.’ เครื่องมือคานอำนาจ‘พท.’
‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เตรียมนำเสนอรายชื่อ ‘กรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่’ ต่อผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
ต่ออายุ'ไทยช่วยไทยพลัส 2' ลดค่าครองชีพหรือกู้เรตติ้ง?
คนไทยเฮ! อีกรอบ เมื่อรัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไฟเขียวต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ออกไปอีก 2 เดือน
เร่งถกสหรัฐหวังได้ภาษีเดิม
นายกฯ ประชุมทีมไทยแลนด์ สยบข่าวญี่ปุ่นย้ายฐานผลิต ยัน ครม.ชุดนี้ไม่มีใครหากินผิดกฎหมาย ไม่ยุ่งเกี่ยว
อธิบดีสรรพากรคนใหม่ ทวงภาษีทักษิณ1.7หมื่นล้าน ผวาซ้ำรอย"เบญจา"คุก2ปี
วิบากกรรมของ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่หมด เพราะแม้พ้นโทษคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เมื่อ 11 พ.ค.2569 แต่ตอนนี้ยังมีชนักติดหลังอยู่อย่างน้อยที่เห็นก็ 2 เรื่อง
นายกฯถึงญี่ปุ่น หวังเจรจาภาษี กดตํ่ากว่า19%
นายกฯ ถึงโตเกียวแล้ว ปิ๊งไอเดียผุดทีมประเทศไทยพลัส ดึงเอกชนร่วม พร้อมให้กำลังใจนักกีฬาในเอเชียนเกมส์
อนุสรณ์ฟุ้ง20ปี ‘นิติรัฐประหาร’ ดันรธน.ใหม่แก้
นายกฯ ติดตลก บอกลงยันต์หลวงพ่อสำลีหลังมือ พุทธคุณกันสื่อถาม "ธนกร" สวน "เท้ง" อย่าเหมารวม 21 ล้านเสียง

