หลังผ่านพ้นช่วงหยุดยาวปีใหม่ นับจากนี้เป็นต้นไป จนถึงช่วงก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. เราจะได้เห็นการหาเสียงจากพรรคการเมือง-ผู้สมัคร สส.ทั้งระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์แบบเต็มรูปแบบ บนเป้าหมายคือการกุมชัยชนะในการเลือกตั้ง
ซึ่งหากดูจากบริบทยุคปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่า 2 ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือกตั้ง-การตัดสินใจของประชาชน โหวตเตอร์ ก็คือ “กระแส-กระสุน”
ดูได้จากล่าสุด ผลสำรวจ “นิด้าโพล” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่เผยผลการสำรวจเรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนสงขลา” โดยจากการสำรวจพบว่า ทั้งในส่วนที่ถามว่า คนสงขลาจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี-คนสงขลาจะเลือกผู้สมัคร สส.เขตจากพรรคการเมืองใด และเลือกบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองใด ผลปรากฏว่า “พรรคสีฟ้า-ประชาธิปัตย์” เข้าวินหมด ทั้งอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค-แคนดิเดตนายกฯ ที่มาอันดับ 1 ที่คนสงขลาจะเลือกเป็นนายกฯ และเข้าวิน พรรคอันดับ 1 ที่คนสงขลาจะเลือกทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ โดยได้เปอร์เซ็นต์ทิ้งห่างอันดับ 2 คือยังไม่ตัดสินใจและทิ้งห่างพรรคการเมืองอื่นที่ได้อันดับตามมา
จุดที่ทำให้ผลสำรวจออกมาดังกล่าว มองกันว่าเกิดจาก กระแส ทั้งกระแสคนภาคใต้-สงขลา ที่ไม่ยอมรับ ต่อต้าน ทุนสีเทา ที่เข้ามาในพื้นที่ผ่านระบบการเลือกตั้ง จนทำให้มีผู้แทนของจังหวัด-ภาคใต้บางส่วนที่มีส่วนพัวพันมีคดีเกี่ยวกับเงินสีเทา พนันออนไลน์ เข้าไปเป็น สส. ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า คนภาคใต้-คนในพื้นที่เลือกเข้าไปได้อย่างไร ผนวกกับช่วงหลังกระแสทางการเมืองออกมาอย่างหนักว่า ภาคใต้ซื้อเสียงกันหนักสุด ซื้อมากสุด จากเดิมที่คนภาคใต้เคยภูมิใจว่า ภาคใต้ตื่นตัวทางการเมืองสูง เงินซื้อไม่ได้ กลายเป็นว่าระยะหลังถูกมองว่า ภาคใต้ซื้อเสียงมากสุด-จ่ายหนักสุด
อย่างบางพื้นที่ในการเลือกตั้งรอบนี้ เริ่มพูดกันแล้วว่า ไม่ใช่จ่ายรอบเดียว แต่ต้องจ่ายหลายรอบ และแบงก์สีเทาต้องมากกว่า 2 ใบในการซื้อเสียง และต้องมีเกทับกันด้วย ใครให้เท่าไหร่ คู่แข่งต้องสาดกระสุนให้มากกว่าเป็น 2 เท่า ผลก็คือ ทำให้เกิดกระแสคนภาคใต้บางส่วนรับไม่ได้กับเรื่องนี้ จนเกิดความรู้สึกต้องต่อต้าน เพราะทำให้ภาพลักษณ์การเมืองภาคใต้เสียหายป่นปี้ จนเกิดกระแสต่อต้าน-ไม่เอาเงินเทา การซื้อเสียงมากขึ้นระดับหนึ่ง และเมื่ออภิสิทธิ์ประกาศไม่ร่วมรัฐบาล ไม่จับมือกับพรรคการเมืองที่มีเรื่องของภาพลักษณ์สีเทาอย่าง พรรคกล้าธรรม ซึ่งรอบนี้หวังผลการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัด โดยเฉพาะที่สงขลา ที่หวังไว้ขั้นต่ำ 4-5 ที่นั่ง มันก็อาจถูกใจคนสงขลา ทุกอย่างเลยเข้าล็อก เกิดกระแสสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์ในภาคใต้เกิดขึ้นมา
มองได้ว่า จุดนี้น่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ติดอันดับ 1 จากผลสำรวจนิด้าโพลดังกล่าว
และหลังจากนี้คาดว่า การสร้าง กระแส ทางการเมืองเพื่อผลต่อการเลือกตั้ง จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้าย ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง บนยุทธศาสตร์การเมืองที่แต่ละขั้วจะนำมาใช้กัน เพราะอย่างที่เห็น ผลสำรวจโพลเลือกตั้งหลายสำนักจะพบว่า
“กลุ่มประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใด-ยังไม่ตัดสินจะเลือกผู้สมัคร สส.เขตและบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใด”
มีอยู่สูงมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ยราวๆ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะมีผลอย่างมากกับผู้สมัคร สส.ระบบเขตและต่อคะแนนในระบบปาร์ตี้ลิสต์ ทำให้ทุกพรรคต้องการช่วงชิง-หาคะแนนจากโหวตเตอร์กลุ่มดังกล่าว รวมถึงการชิงคะแนนจากโหวตเตอร์บางพรรคการเมือง ที่เคยได้คะแนนตอนเลือกตั้งปี 2566 แต่คาดว่าในการเลือกตั้งปี 2569 จะเปลี่ยนใจไม่เลือกพรรคเดิม
ซึ่งพรรคที่ตกเป็นเป้าหมายมากสุดคงไม่พ้น รวมไทยสร้างชาติ ที่ตอนเลือกตั้งได้ ลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ จนได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไปมากถึงสี่ล้านหกแสนกว่าคะแนน ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์มาเป็นอันดับ 3 รวม 13 คน รองจากพรรคก้าวไกล-พรรคเพื่อไทย
แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า คนที่เคยเลือกรวมไทยสร้างชาติจำนวนมากตอนปี 2566 มาเลือกตั้งปีนี้ 2569 จะเปลี่ยนไปเลือกพรรคอื่น ไม่เลือกรวมไทยสร้างชาติอีกแล้วเป็นหลักล้าน นักวิเคราะห์การเมืองบางส่วนมองว่า น่าจะระดับขั้นต่ำสามล้านกว่าเสียง ซึ่งหากใช้เกณฑ์จากตอนเลือกตั้งปี 2566 ที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์สามแสนเจ็ดหมื่นคะแนน จะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน ทำให้หากโหวตเตอร์สามล้านกว่าเสียงถึงสี่ล้านเสียงที่เลือกรวมไทยฯ ไปเลือกพรรคอื่นแบบพร้อมเพรียงกัน จะทำให้พรรคที่ได้คะแนนเดิมของรวมไทยฯ ไปจะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ขั้นต่ำก็ 10-12 คน
ประเมินทางการเมือง พรรคที่คาดหวังจะได้คะแนนในส่วนนี้ หลักๆ คงไม่พ้น พรรคสีน้ำเงิน-ภูมิใจไทย กับพรรคสีฟ้า-ประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคเล็กอื่นๆ ก็คงหวังเช่นกัน อาทิ พรรคเศรษฐกิจ-พรรคไทยภักดี เพราะเชื่อกันว่าคนที่เคยเลือกพรรคลุงตู่เดิมสี่ล้านกว่าเสียง ยังไงก็ไม่สวิงโหวต-โหวตข้ามขั้วไปเลือก เพื่อไทย-ประชาชน และคงมีไม่มากที่จะโหวตโน คือไปใช้สิทธิ แต่ไม่เลือกพรรคการเมืองใด
อีกทั้งคาดว่าในช่วงโค้งสุดท้ายจะเกิดกระแสให้ประชาชนเลือกตั้งแบบ ยุทธศาสตร์ เช่น หากไม่ต้องการให้พรรคประชาชน ที่ด้อยค่ากองทัพ-ทหาร เข้ามาบริหารประเทศ-ไม่ไว้ใจพรรคเพื่อไทย เพราะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็คือหุ่นเชิดคนใหม่ของทักษิณ ชินวัตร ก็ให้เทเสียงไปที่พรรคการเมืองบางพรรคแบบให้ชนะขาดไปเลย หรือให้ได้ สส.มากที่สุด เพื่อให้เข้าไปเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล เพื่อให้มีอำนาจต่อรองในการตั้งรัฐบาล
จับกระแสตอนนี้ เห็นได้ชัดเริ่มมีกระแสนี้เกิดขึ้นแล้วในโซเชียลมีเดีย และจะโหมหนักมากขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง
ที่เป็นกระแสตอนนี้ ก็อย่างเช่น ความเห็น-การสร้างกระแสของ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล ผู้ปฏิบัติธรรมคนดังในโซเชียลมีเดีย ที่สร้างกระแสให้เลือกเบอร์ 37 พรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ น้ำเงินทั้งแผ่นดิน โดยเสนอชุดความคิดแนวนี้ติดๆ กันมาหลายวันแล้ว ล่าสุด ย้ำว่า "หากแพ้หนนี้ อาจได้เป็นเวเนซุเอลา เพราะไทยสามานย์จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ เปิดประตูให้มหาอำนาจมาทำลายทุกสถาบัน รักชาติแพ้ไม่ได้ ต้องเทให้ภูมิใจไทย ให้น้ำเงินทั้งแผ่นดิน" จนเกิดเป็นกระแสอย่างมากในแวดวงการเมืองโซเชียลมีเดีย เพราะเข้าทาง-เป็นบวกกับพรรคสีน้ำเงิน
และล่าสุดก็มีทั้งข่าวและภาพ พลเอกประยุทธ์พบเจอ-ให้กำลังใจอนุทินในการทำงาน ภายใต้ข่าวที่ออกมาว่า พบกันโดยบังเอิญ เมื่อ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา
ทั้ง 2 บริบทข้างต้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นกระแสเชิงบวกกับอนุทิน-ภูมิใจไทยที่ได้ไปเต็มๆ
ต้องติดตามว่า ในช่วงหาเสียงต่อจากนี้ ผู้สมัครแต่ละคน-พรรคการเมืองแต่ละพรรค จะใช้กระแสและกระสุน เพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างไร.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กธ.ปรับขบวนทัพ รับสถานการณ์ 'ธรรมนัส' ค้าน ‘ไม่แค้น’
‘พรรคกล้าธรรม’ คือ อาณาจักรของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา มาตั้งแต่แรก การขยับขึ้นนำทัพเองในตำแหน่ง ‘หัวหน้าพรรค’ ครั้งล่าสุด จึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร
เกมใหม่หลังยกเลิกMOU44 ดึง‘กัมพูชา’เข้ากรอบ‘คนละครึ่ง’
แม้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพด้วยคะแนนสนับสนุนที่ท่วมท้น แถมมีพรรครอร่วมรัฐบาลรอเสียบ แต่การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน พรรคภูมิใจไทย จึงต้องเดินหน้านโยบายที่ได้หาเสียงไว้ให้เป็นรูปธรรม เช่น คนละครึ่งพลัส (ไทยช่วยไทยพลัส) ผลักดันทหารอาสา ยกเลิก MOU 44 เป็นต้น
ธนาธร-กลุ่มเพื่อนเอก ตรึงพรรคส้ม "พิจารณ์"คัมแบ็กยืนแถวหน้า
หลัง พรรคประชาชน ไม่ต้องเสียรูปกระบวนการเมืองทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ เพราะศาลฎีกาฯ ไม่สั่งให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและ สส.บัญชีรายชื่อ กับพวกรวม 9 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกลลงชื่อแก้มาตรา 112 ก็ทำให้ผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคประชาชนตลอด 3 วันที่ผ่านมา ที่โรงแรมเมเปิล บางนา จึงไม่ได้มีการปรับทัพกันมาก
สัญญาณเตือนคดี 'ศักดิ์สยาม' เสี่ยงวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ-รบ.
คำชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีมีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม
เลขาฯกกต. รับจัดเลือกตั้ง 69 เกิดข้อผิดพลาด ฟุ้งนำกล้องวงจรปิดติดทุกหน่วยเลือกตั้ง
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการถอดบทเรียนการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ว่า ทาง กกต.ได้ถอดบทเรียนแล้ว มีทั้งสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น สิ่งที่ประชาชนสงสัย และสิ่งที่ กกต.เห็นเอง โดยทั้งสองเรื่องนี้ แต่ที่ยืนยันได้คือ ระบบเลือกตั้งของเราแข็งแกร่งมาก ส่วนตัวคิดว่าไม่มีใครที่จะสามารถเข้ามาแทรกแซงหรือบอกให้ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไรได้
จับตาพรก.กู้เงิน5แสนล้านสู้วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจ หรือแบกหนี้อ่วม!
รัฐบาลคอนเฟิร์มแล้ว เตรียมพิจารณาออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการรองรับวิกฤตต่างๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หลังจากเกิดความสับสนว่าจะกู้เงินหรือไม่

