โจทย์หินนายกฯคนที่33รัฐบาลปีม้าไฟ

“กลุ่มที่คัดค้านการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่กับกลุ่มที่เห็นชอบ มีชุดความคิดและจุดยืนตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง และมีจำนวนใกล้เคียงกัน หากผลประชามติออกมาทางใดทางหนึ่ง ก็จะยังไม่มีข้อยุติทางการเมือง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งใหม่ที่จะลุกลามออกไปอีก”

ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งช่วงค่ำวันที่ 8 ก.พ.นี้ ก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย รวมทั้งได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 53 ล้านคน จะเป็นผู้ชี้ชะตาอนาคตประเทศ ซึ่งเป็นการแข่งกันอย่างดุเดือดไม่น้อยกว่าทุกครั้ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ามีกระแสการใช้เงินซื้อเสียงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และคณะทำงานซีโร คอร์รัปชัน : กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองในการเลือกตั้งปี 69 ที่พบว่าจะมีการซื้อเสียงสูงสุดที่ 7,500 บาทต่อคน

โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบสูงที่สุด ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เท่ากันที่สูงสุด 5,000 บาทต่อคน ขณะที่ภาคตะวันออกสูงสุด 3,000 บาทต่อคน โดยค่าเฉลี่ยการซื้อเสียงทั่วประเทศอยู่ที่คนละ 985 บาท

ล่าสุด นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งข้อความทางไลน์กลุ่มไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กกต.จว.) กำชับให้ป้องปรามไม่ให้มีการซื้อเสียงช่วง 2 วันก่อนเลือกตั้ง โดยระบุว่า มีกระแสข่าวว่าช่วงเหลืออีกวันสองวัน พื้นที่ที่มีการแข่งขันรุนแรงและอาจมีการใช้เงินในช่วงก่อนถึงวันเลือกตั้งในพื้นที่ดังกล่าว คือพื้นที่ภาคอีสานทุกจังหวัด และพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัด

"จึงขอให้ ผอ.ในพื้นที่ดังกล่าวดูเป็นพิเศษในช่วง 2-3 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ป้องกัน ป้องปรามไม่ให้มีการแจกเงิน หรือถ้าแจกต้องจับให้ได้ เพื่อให้การเลือกตั้งสุจริต ส่วนพื้นที่อื่นให้ดูแลเช่นเดียวกัน ตามสภาพของพื้นที่จนถึงคืนก่อนวันเลือกตั้ง"

การซื้อสิทธิขายเสียงถือเป็นเรื่องชั่วร้ายในระบอบประชาธิปไตย หากผู้สมัคร สส.ที่ใช้เงินซื้อเสียงได้เข้าไปนั่งในสภาอันทรงเกียรติหรือในคณะรัฐมนตรี ก็คงจะมีการถอนทุนคืนด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน เบียดบังภาษีอากรประชาชนและทรัพยากรของชาติมาเป็นของตน

จึงเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะสกัดการซื้อเสียงให้ได้ มิเช่นนั้นถือว่า กกต.ทำงานล้มเหลว และจะส่งผลต่อระบอบประชาธิปไตยของไทยล้มเหลวไปด้วย

นอกจากนี้ แต่พรรคการเมืองต่างแข่งขันกันเสนอนโยบายขายฝันให้โดนใจประชาชนเพื่อให้ใช้สิทธิเลือกฝ่ายตัวเอง เปรียบเสมือนลดแลกแจกแถมให้ลูกค้าพึงพอใจต่อแบรนด์ของตัวเองให้มากที่สุด จนเกิดคำถามว่านโยบายต่างๆ จะทำได้จริงแค่ไหน และจะส่งผลกระทบด้านการคลังของประเทศในอนาคตอย่างไร

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ ข้อสังเกตเรื่องต้นทุนทางการเงินของนโยบายและที่มาของเงิน : วิเคราะห์จากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2569 โดยมี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ดูแลภาพรวม และนักวิจัยจากทีดีอาร์ไอร่วมวิเคราะห์

โดยคณะผู้วิจัยมีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการ ดังนี้ 1.แม้วงเงินที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของไทย 5 ปีย้อนหลังก็ตาม แต่ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มากด้วยสาเหตุดังนี้ ความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิดรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายพยายามผลักดันนโยบายของตนสู่การปฏิบัติ มีผลทำให้วงเงินในการดำเนินนโยบายสูงกว่าวงเงินของแต่ละพรรค

หลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่บางพรรคการเมืองมีนโยบายที่ประกาศต่อสาธารณชน แต่ไม่ได้นำเสนอต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ

2.นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมืองยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะประชานิยมที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้างสวัสดิการสังคมที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ

3.พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการปฏิรูปภาครัฐ

และ 4.หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ

ขณะเดียวกัน ไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) ได้เผยแพร่บทความตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย จากที่เคยมีเศรษฐกิจโตระดับเลขสองหลัก แต่วันนี้กลับโตต่ำต่อเนื่องมาหลายปี โดยตั้งชื่อบทความว่า “How Thailand became the ‘sick man’ of Asia” หรือแปลเป็นไทยว่า “ประเทศไทยกลายเป็น ‘คนป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร”?

เนื้อหาในบทความย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2531 เศรษฐกิจของประเทศไทยเคยเติบโตและพุ่งทะยานถึง 13% จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “1 ใน 5 เสือแห่งเอเชีย” อย่างไรก็ตาม ภาพความทรงจำเหล่านั้นกำลังเลือนรางหายไป

ปัจจุบันไทยติดอยู่ในภาวะ โตต่ำ เฉลี่ยเพียงแค่ 2% มาตลอด 5 ปี และในปีนี้รัฐบาลคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 2% ขณะที่ IMF คาดการณ์อาจโตได้เพียง 1.6% รั้งท้ายภูมิภาคอาเซียน

ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า “ประเทศไทยเคยถูกมองว่าสดใส แต่ปัจจุบัน กลับกลายเป็นคนป่วยของเอเชียภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี”

ไฟแนนเชียล ไทม์ส ชี้ว่า สาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องสังคมที่สูงวัยอย่างรวดเร็ว ประชากรลดลงต่อเนื่อง ที่น่ากลัวที่สุดคือ “หนี้ครัวเรือน” ที่สูงเกือบ 90% ของ GDP ติดอันดับต้นๆ ของเอเชีย ทำให้คนไทยไม่มีกำลังซื้อและต้องรัดเข็มขัดการใช้จ่ายกันอย่างหนัก จนบรรยากาศตามร้านอาหารหรือแหล่งช็อปปิ้งเริ่มเงียบเหงา ร้านค้าต่างปิดตัวลง

ขณะที่ภาคการผลิตก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เคยเป็นความภูมิใจ วันนี้ค่ายยักษ์ใหญ่เริ่มปิดโรงงานหรือลดกำลังผลิตลงเพราะสู้ต้นทุนไม่ไหว ส่วนอุตสาหกรรมบริการที่เป็นความหวังอย่างการท่องเที่ยวก็ยังไม่กลับไปจุดเดิม นอกจากนี้ ไทยยังมีเรื่องความปลอดภัยจากปัญหา สแกมเมอร์ หรือแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ ที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา

ไฟแนนเชียล ไทม์ส ระบุอีกว่า ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยที่สำคัญคือ “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” ไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจเดิมกับพรรคปฏิรูป ทำให้งบประมาณและการผลักดันนโยบายขาดความต่อเนื่อง นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น

ขณะเดียวกันการขาด “เครื่องยนต์ใหม่” หรือตัวขับเคลื่อนใหม่ๆ มาผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ๆ รวมถึงนโยบายกำแพงภาษีและการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจของไทย จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.นี้

บทสรุปจากนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญยืนยันตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ไม่เพียงอยู่ในห้อง ICU แต่ถ้าไม่รีบผ่าตัดด่วน โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากที่เป็น “คนป่วย” ก็อาจทรุดลงไปอีกจนกลายเป็น “คนไข้อาการโคม่า” ในอนาคตอันใกล้

สำหรับการออกเสียงประชามติในประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยได้แถลงคัดค้าน ไม่เห็นชอบควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมองว่าคำถามประชามติมีความคลุมเครือ ทำให้ประชาชนสับสน เปิดช่องพรรคการเมืองบางพรรคและกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างชาติชี้นำ ซ่อนเจตนาเปลี่ยนแปลงหลักการในหมวด 1 หมวด 2 เกี่ยวกับรูปแบบการปกครองและสถานะสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงการตรวจสอบการทุจริตมาตรฐานจริยธรรม เพื่อลบล้างนิรโทษกรรมให้แก่บรรดานักการเมืองที่ถูกตัดสินรับโทษทางมาตรฐานจริยธรรมไปแล้วไม่ให้ต้องรับโทษดังกล่าว        ขณะที่ 80 องค์กรประชาธิปไตยออกแถลงการณ์เรียกร้องประชาชน กา "เห็นชอบ" สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาจากคณะรัฐประหาร มีที่มาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื้อหาลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน รวมอำนาจ รวมศูนย์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งยังสืบทอดอำนาจผ่านกลไกองค์กรอิสระและวุฒิสภา ไม่ได้มีที่มาจากประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ ที่จะสามารถกำหนดอนาคตตนเองได้

กลุ่มที่คัดค้านการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่กับกลุ่มที่เห็นชอบ มีชุดความคิดและจุดยืนตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง และมีจำนวนใกล้เคียงกัน หากผลประชามติออกมาทางใดทางหนึ่ง ก็จะยังไม่มีข้อยุติทางการเมือง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งใหม่ที่จะลุกลามออกไปอีก

หลังการเลือกตั้ง สส.และประชามติ 8 ก.พ.นี้ จึงเป็นโจทย์หินของรัฐบาลชุดใหม่และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 จะนำพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการเมือง และภูมิรัฐศาสตร์โลกไปได้อย่างไร?.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จากความคับแค้น สู่การเปิดโปง อนุทิน-สีน้ำเงินพันฮั้วสว. เป้าใหญ่รอถล่มศึกซักฟอก

เริ่มโหมโรง-เรียกแขกกันแล้ว สำหรับ “ศึกซักฟอก เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ของพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน

วิปฝ่ายค้านดีด'กธ.'เคลียร์'งูเห่า' ทดสอบคุณภาพ ตรวจสอบเชิงลึก

การที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ได้ตัดสินใจปรับ พรรคกล้าธรรม ออกจาก องค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งเชิงกติกาการโหวตเท่านั้น แต่เป็นการ "ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมือง"

พลิกเกมคดีฮั้วสว.ล้างไพ่ดีเอสไอ ระวังดาบสองคม“หันทิ่มรัฐบาล”

มติ ครม.วันอังคารที่ 22 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา เกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยง เมื่อมีคำสั่งย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พ้นเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งไปลอยแพเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับ 11 ปลอบใจ พร้อมตีตั๋วข้ามห้วยดึง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เสียบเก้าอี้เบอร์ 1 ดีเอสไอแทนแบบไร้รอยต่อ

‘น้ำเงิน’เลี้ยงความหวัง‘กธ.’ เครื่องมือคานอำนาจ‘พท.’

‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เตรียมนำเสนอรายชื่อ ‘กรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่’ ต่อผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่ออายุ'ไทยช่วยไทยพลัส 2' ลดค่าครองชีพหรือกู้เรตติ้ง?

คนไทยเฮ! อีกรอบ เมื่อรัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไฟเขียวต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ออกไปอีก 2 เดือน

อธิบดีสรรพากรคนใหม่ ทวงภาษีทักษิณ1.7หมื่นล้าน ผวาซ้ำรอย"เบญจา"คุก2ปี

วิบากกรรมของ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่หมด เพราะแม้พ้นโทษคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เมื่อ 11 พ.ค.2569 แต่ตอนนี้ยังมีชนักติดหลังอยู่อย่างน้อยที่เห็นก็ 2 เรื่อง