'ประกันรายได้' กับ 'การพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย' ในภารกิจ 'จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์'

สัมภาษณ์พิเศษ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 

กระทรวงพาณิชย์ดำเนินโครงการประกันรายได้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างไร
⦁ ตั้งแต่ปี 2562 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ดำเนินโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 สินค้า อย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
⦁ เรียกว่า “ทำได้ไว ทำได้จริง” มาตลอด เพราะ 3 ปีที่ผ่านมาสามารถช่วยเกษตรกรแล้วกว่า 7.925 ล้านครัวเรือน

o งบประมาณที่ใช้ : รวม 3 ปี ใช้ 207,775.45 ล้านบาท
▪ ปีที่ 1 (2562/63) 59,824.08 ล้านบาท
▪ ปีที่ 2 (2563/64) 60,576.59 ล้านบาท
▪ ปี่ที่ 3 (2564/65) 87,374.78 ล้านบาท
⦁ ขอให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าหากราคาเกณฑ์กลางต่ำกว่าราคาประกันรายได้ เกษตรกรได้เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ตกหล่นอย่างแน่นอน โดย ธ.ก.ส. จะโอนเงินที่รัฐชดเชยให้เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง
⦁ หลักการของโครงการประกันรายได้ คือ เป็นช่องทางหนึ่งในการอัดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ เงินประกันรายได้ที่รัฐบาลชดเชยให้เกษตรกร จะเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จากการจับจ่ายใช้สอยของเกษตรกร กระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น ตลาด ร้านค้า ชุมชน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และนำไปสู่การขยายตัวของ GDP

o ซึ่งจากการประเมินโครงการประกันรายได้ พบว่า การจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ปี 1 – ปี 3) รวม 153,370.01 ล้านบาท จะเกิดการหมุนเวียนการใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจ และมีผลต่อ GDP ของประเทศคิดเป็นมูลค่ารวม 160,834.69 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าที่รัฐได้ใช้จ่ายไปในช่วง 2 – 3 ปี

⦁ สำหรับสินค้าเกษตร 5 ตัวนี้ นอกจากโครงการประกันรายได้แล้วก็ยังมีมาตรการคู่ขนานเพื่อดูแลเสริมด้วย เช่น

o ข้าว มี มาตรการคู่ขนานโครงการประกันรายได้ (ฝากเก็บในยุ้งฉางเกษตรกร ชดเชยดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกร ให้ผู้ประกอบการ 3%) โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ และ มาตรการเสริม เร่งด่วน เมื่อข้าวตกต่ำ เช่น เพิ่มจุดรับซื้อ ข้าวเหนียว
⦁ มันสำปะหลัง เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง สนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังให้กลุ่มเกษตรกร (มันสับ)
⦁ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เช่น ชดเชยดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ 3%
⦁ ปาล์มน้ำมัน เช่น ผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มเพื่อลดผลผลิตส่วนเกิน ปี 64/65 การบริหารการนำเข้า
⦁ ยางพารา เช่น สนับสนุนสินเชื่อผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยาง ชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้ในการรวบรวมยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท

การดูแลสินค้าเกษตรตัวอื่นทำอย่างไร

⦁ สำหรับสินค้าตัวอื่นนอกเหนือจากสินค้าเกษตร 5 ตัวที่มีโครงการประกันรายได้นั้น กระทรวงพาณิชย์มีการดูแลด้วยมาตรการต่าง ๆ โดยการยกระดับราคาสินค้า เช่น
⦁ มาตรการที่ใช้งบประมาณกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ในการช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาด เพื่อรักษาหรือยกระดับราคาสินค้าเกษตร พัฒนาโครงสร้างการผลิต ปรับปรุงคุณภาพสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เช่น โครงการบริหารจัดการผลไม้ปี 2564 ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เป็นต้น
⦁ จัดกิจกรรม Counter Trade “ช่วยเกษตรกรหาตลาด” แลกเปลี่ยนสินค้า หาตลาดล่วงหน้าทุกจังหวัด โดยทีมเซลส์แมนจังหวัด (ทีมพาณิชย์ 76 จังหวัด) ทำงานเชิงรุก สร้างมูลค่าการค้ารวม 8,617.18 ล้านบาท (ปี 63 มูลค่า 3,245.06 ล้านบาท ปี 64 มูลค่า 5,372.12 ล้านบาท)
⦁ และดำเนินการจับคู่ธุรกิจแบบออนไลน์หรือ Online Business matching (OBM) เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เช่น การเจรจาขยายตลาดสินค้าเกษตรและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศผู้นำเข้าที่สำคัญ

การส่งออกในปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

⦁ เรียกได้ว่าปี 2564 เป็นปีที่กระทรวงพาณิชย์ทำผลงานด้านการขับเคลื่อนการส่งออกโดดเด่นมาก มีการขยายตลาดเชิงรุกที่ทำให้การส่งออกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์
⦁ ตัวเลขการส่งออกปี 2564 (มกราคม–ธันวาคม) ขยายตัว 17.1% และในบางเดือนสูงสุดในรอบ 11 ปี และมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ที่ 271,173.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
⦁ การส่งออก ในเดือนธันวาคม 64 มีมูลค่าสูงสุด 24,930.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (810,712 ล้านบาท) ขยายตัว 24.2% โดยได้รับอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าในหลายประเทศเพื่อสต็อกสินค้าให้ทันช่วงเทศกาลปีใหม่ และการดาเนินการตามแผนส่งเสริม การส่งออกเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์
⦁ การส่งออกไทยขยายตัวได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 4% กว่า 4 เท่า เป็นผลสำเร็จจากการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งตามแผนส่งเสริมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ ที่เร่งแก้ไขปัญหา และสร้างโอกาสทางการค้าให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับความต้องการซื้อจากต่ำงประเทศ และปริมาณการค้าโลก ที่ปรับตัวดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว รวมถึงปัจจัยเสริมจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า และราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัว ในระดับสูง ช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน และเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง
⦁ สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวกว่า 22.4% ต่อเนื่อง 13 เดือน สินค้าเกษตรหลัก ขยายตัวเกิน 20% ทุกตัว ได้แก่
⦁ ข้าว ขยายตัว 24.9% กลับมาขยายตัวอีกครั้ง โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง อังโกลา เซเนกัล โกตดิวัวร์
⦁ ยางพารา ขยายตัว 22.7% ขยายตัวต่อเนื่อง 15 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน มาเลเซีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้)
⦁ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ขยายตัว 48.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 14 เดือน (ในตลาดจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม)
⦁ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง ขยายตัว 23.7% ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน (ในตลาดจีน สหรัฐฯ มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์)
⦁ น้ำตาลทราย ขยายตัว 123.9% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (ในตลาดอินโดนีเซีย กัมพูชา เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน)
⦁ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ขยายตัว 17.6% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร จีน เนเธอร์แลนด์ มาเลเซีย สิงค์โปร์)
⦁ อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัว 35.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 28 เดือน (ในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย)
⦁ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ขยายตัว 18.5% ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (ในตลาดสหรัฐฯ จีน กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม)
⦁ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัว 25.8% ขยายตัว ต่อเนื่อง 8 เดือน (ในตลาดสหรัฐฯ จีน เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา)
⦁ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขยายตัว 169.6% ขยายตัวต่อเนื่อง 19 เดือน (ในตลาดมาเลเซีย อินเดีย เมียนมา เวียดนาม จีน)
⦁ มูลค่าการค้าขยายตัวกว่า 21.56% โดยเป็นมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น 27.25%
⦁ เฉพาะ ธ.ค. 64 มีมูลค่าการค้าขยายตัวกว่า 24.26% โดยเป็นมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น 30.64%
⦁ เมื่อเจาะเฉพาะการค้าชายแดน การค้าสินค้าเกษตรชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย กัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว) ปี 2564 จะเห็นว่า
⦁ ในส่วนของแผนผลักดันการส่งออกปี 2565 กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน และเสริมด้วยแผนงานใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในอนาคต โดยจะ
⦁ ขับเคลื่อนการส่งออก ด้วยหลัก “รัฐหนุน เอกชนนำ” ผ่านกลไก กรอ.พาณิชย์
⦁ เร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก โดยเดินหน้ายุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต”
⦁ มุ่งเน้นตลาดเป้าหมาย 3 กลุ่ม (1) ตลาดศักยภาพเดิม รุกตลาดเพื่อขยายส่วนแบ่งตลาด ด้วยกลยุทธ์การเจาะตลาดเมืองรองด้วย Mini FTA และเสริมสร้างภาพลักษณ์ (2) ตลาดใหม่ เปิดตลาดด้วยกลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า และสร้างโอกาสในการพบปะเพื่อเจรจาธุรกิจ (3) ตลาดที่เคยเป็นตลาดสำคัญ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น ด้วยกลยุทธ์การฟื้นความสัมพันธ์ระดับสูง เร่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มกิจกรรมทางการค้า
⦁ เดินหน้าเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการทั่วทุกภูมิภาค ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และปรับตัวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม และดำเนินธุรกิจภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG รวมถึง เร่งสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (GenZ)
⦁ ขยายการเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน และการเพิ่มประสิทธิภาพกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทางออนไลน์ (OBM) ให้เป็น Smart OBM โดยประยุกษ์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อให้การจับคู่เจรจาธุรกิจมีความแม่นยาและสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าการซื้อขาย
⦁ สร้างความแตกต่างและโดดเด่นให้กับสินค้าและธุรกิจบริการไทย ด้วยการใช้ soft power จากความเข้มแข็งของประเทศไทยด้านวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และเอกลักษณ์ความเป็นไทย (Thainess) โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการส่งออก อาหารไทย ดิจิทัลคอนเทนต์ สปา/สมุนไพรไทย ร้านอาหาร Thai Select
⦁ เพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออกด้วยแบรนด์ (Brand) นวัตกรรม (Innovation) และการออกแบบ (Design) ที่สอดคล้องกับแนวคิด BCG เพื่อสร้าง BCG Heroes ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพสูง อาทิ อาหารแห่งอนาคต อาหารสัตว์เลี้ยง บรรจุภัณฑ์ ไลฟ์สไตล์ และเครื่องสำอาง/สมุนไพรไทย เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยด้านสิ่งแวดล้อม

“เทคโนโลยีและนวัตกรรม” จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของสินค้าเกษตรไทยอย่างไร

⦁ การใช้เทคโนโลยีในภาคเกษตรเรียกได้ว่าเป็นอนาคตและเป็นนโยบายสำคัญข้อหนึ่งของ รนม.และ รมว.พณ ในวิสัยทัศน์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ได้เน้นย้ำให้เกิดการจัดทำ single big data และ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้การเกษตรไทย กลายเป็นการเกษตรทันสมัย เมื่อใช้เทคโนโลยีทั้งสองเพื่อผลิตให้แม่นยามากขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง โดยการใช้ทรัพยากรการผลิตที่น้อยลง เช่น น้า ปุ๋ย ยา ในขณะที่ผลผลิตก็เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนต่ำแต่ขายได้กาไรมาก และได้มาตรฐานสาหรับส่งออกไปยังทุกตลาดของโลก อีกทั้งยังเดินหน้าสร้างแพล็ตฟอร์มกลาง ซึ่งดาเนินการสร้างแพลตฟอร์มกลางในรูปแบบแบบ B2B (Business-to-Business) เรียบร้อยแล้ว โดยเริ่มกิจกรรมจากการซื้อขายปริมาณมากในแต่ละครั้ง โดยเข้าถึงได้บนหน้าเฉพาะ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” บนเว็บไซต์ moc.go.th
⦁ ตัวอย่างผลการดำเนินการของแพล็ตฟอร์มกลาง เช่น การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ของสหกรณ์และผู้ซื้อจากต่ำงประเทศระหว่างวันที่ 29 – 30 กรกฎาคม 2564 โดยมี 9 สหกรณ์ และ มีผู้นำเข้าจำนวน 22 ราย จาก 9 ประเทศ รวม 59 คู่เจรจา ผลคือสามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายคาดการณ์ในระยะเวลา 1 ปี 79.46 ล้านบาท หรือ 2,410,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวอินทรีย์ นมอัดเม็ด ผลิตภัณฑ์นม และผลิตภัณฑ์เนื้อวัวแปรรูป เป็นต้น
⦁ การดำเนินการของ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด นี้มุ่งเน้นให้ในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยจะต้องสามารถคาดการณ์ หรือ forecast ผลผลิตล่วงหน้าของไทยเองและของประเทศอื่นได้ เพื่อที่จะเข้าใจว่าการผลิตของไทยสอดคล้องกับตลาดขนาดไหน เมื่อเข้าใจแล้วจะสามารถกาหนดราคาและบริหารจัดการการเข้าตลาดได้ง่ายขึ้น และเมื่อเกิดความแม่นยำแล้วจะทำให้ลดการสูญเสียในการผลิตลง และลดต้นทุนการผลิตด้วย
⦁ กระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตการเกษตร โดยที่ไทยต้องผลิตสินค้าเทคโนโลยี กลางน้ำและปลายน้ำด้วย ไม่ใช่แค่ผลิตต้นน้ำ อาทิเช่น ยางต้องผลิตยางรถยนต์เอง มันสำปะหลังต้องผลิตพลาสติกได้ และสาหรับสินค้าที่สร้างปลายน้าได้ยาก อาทิ ข้าว ไทยควรผลักตัวเองไปเป็น trader ของโลก ดังเช่นที่สิงค์โปร์ทำอยู่
⦁ นอกจากนี้ ต่อจากนี้ไปการใช้เทคโนโลยีภาคเกษตร เป็นเรื่องของ การทำเกษตรกรรมให้ยั่งยืน มีความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ ให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดการใช้กำลังแรงงาน นาเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
⦁ จะต้องมีการเชื่อมโยงเครือข่าย Agro-Industrial Business ของแต่ละพื้นที่ ใช้หลักการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Based) ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจการค้า หากวัตถุดิบ/สินค้าเกษตรพื้นที่ใดมีความโดดเด่น จับป้อนสู่โรงงานแปรรูปสินค้านั้นที่อยู่ทั่วประเทศ ใช้กลไกเซลล์แมนจังหวัดจับคู่เกษตรกรและผู้ประกอบการมาเจอกัน เพื่อให้มั่นใจว่าผลผลิตทางการเกษตรมีผู้รับซื้อที่แน่นอน และโรงงานแปรรูปไม่เกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ
⦁ รวมทั้งจะต้องเปลี่ยนเกษตรกรดั้งเดิมเป็นนักธุรกิจการเกษตร (Farmer to Agribusiness Man) ยกระดับพัฒนากลุ่มเกษตรกรศักยภาพสู่นักธุรกิจเกษตร เพิ่มความรู้ด้านการค้าขายและการตลาด ขายสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ตลาดต้องการ
⦁ ในส่วนจุดแข็งของประเทศไทยด้านอาหาร กระทรวงพาณิชย์ก็จะเดินหน้าสานต่อ “อาหารไทย อาหารโลก” สร้างไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัยของโลก มุ่งเน้นโมเดล BCG ประชาสัมพันธ์และทำการตลาดสินค้าอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นสินค้าไทย ทำจากวัตถุดิบคุณภาพดี มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้รับการรับรอง มีรสชาติอร่อย เน้นส่งออกสินค้าอาหารแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์เลี้ยง
⦁ โดยจะช่วยชี้เป้าตลาดสินค้าเกษตรและอาหารดาวรุ่งใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย ค้นหาความต้องการ (Demand) จากกลไกทูตพาณิชย์ทั่วโลก เพื่อสร้างตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารดาวรุ่ง เน้นสินค้าที่มีมูลค่าสูง มีนวัตกรรม อาทิ สมุนไพร กัญชา และกัญชง รวมทั้งอาหารฟังก์ชัน อาหารฮาลาล และอาหารแห่งอนาคต

ทั้งหมดที่พูดถึงนี้ เป็นการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ที่เกษตรและพาณิชย์จับมือกันสร้างประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เสริมรับไปกับโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 สินค้า ที่นอกจากจะสร้างหลักประกันรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน นำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่ม GDP ของประเทศ และสนับสนุนให้มีการพัฒนาการผลิต เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่พี่น้องเกษตรกรไทย ช่วยให้ภาคการเกษตรของประเทศพัฒนาไปสู่เกษตรสร้างชาติต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บุรีรัมย์น้ำท่วมถนนยาว 2 กม.รถเล็กผ่านไม่ได้ เกษตรกรพลิกวิกฤตนำรถไถขนรถฝ่ากระแสน้ำมีรายได้วันละพัน

สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดบุรีรัมย์ยังคงวิกฤต โดยล่าสุดน้ำจากลำน้ำมาศได้หลากเข้าท่วมพื้นที่ตำบลหินโคน อ.ลำปลายมาศเป็นวงกว้างถึง

'จุรินทร์' สั่งยกระดับราคา ช่วยชาวสวนมะพร้าว

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากข้อร้องเรียน

'จุรินทร์' ชี้คำวินิจฉัยศาลรธน. ผูกพันทุกองค์กร เล็งหารือนายกฯ ปรับครม.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลัวรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยความเป็นนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลง ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร โดยเนื้อหาคำพิพากษาก็คือวาระการดำรงตำแหน่ง

ธ.ก.ส. สั่งผ่อนผันชำระหนี้ 12 เดือน อุ้มเกษตรกรที่เสียหายจากพายุโนรู

“ธ.ก.ส.” เร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุโนรู จัดถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อน สำรวจข้อมูลความเสียหาย เปิดช่องผ่อนผันชำระหนี้ 12 เดือน โดยไม่คิดเบี้ยปรับ พร้อมเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 6 เดือน เติมสภาพคล่องเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน