
แม้ชาวประมงพื้นบ้าน รวมถึงเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงและผู้แปรรูปสัตว์น้ำรายย่อยจะเป็นขนาดเล็ก มีมูลค่าคิดรวมเพียง 10% ของมูลค่าในอุตสาหกรรมประมงทั้งหมด แต่มีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจชุมชนและสร้างความมั่นคงด้านอาหารแก่ประเทศและโลก
อย่างไรก็ตาม ประมงพื้นบ้านเผชิญปัญหาต้นทุนการจับปลาจากการออกเรือในแต่ละวัน ค่าน้ำมันสูงขึ้น ขาดแคลนคนรุ่นใหม่สืบทอดอาชีพประมงพื้นบ้าน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งยังมีการเดินหน้าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ตลอดสองชายฝั่งของไทยเกิดขึ้นและกำลังคุกคามสิ่งแวดล้อมและสิทธิของชุมชนริมชายฝั่งที่อาศัยท้องทะเลเป็นแหล่งอาหาร แหล่งรายได้หลักของครอบครัว
กรมประมงจัดงานเฉลิมฉลองปีสากลแห่งการทำประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำพื้นบ้าน ปี พ.ศ. 2565 (International Year of Artisanal Fisheries and Aquaculture : IYAFA 2022) ผ่านระบบ Hybrid Meeting เพื่อหนุนการทำประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำพื้นบ้าน ซึ่งมีบทบาทสำคัญขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมเปิดวงสนทนาเพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการทำประมงพื้นบ้านท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและยกระดับมาตรฐานต่างๆ ให้ดีขึ้น
นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อยของไทยมีจำนวนกว่า 600,000 ราย สามารถผลิตสินค้าสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคได้มากกว่า 1 ล้านตันต่อปี นโยบายภาครัฐปัจจุบันมีคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด ผลักดันให้มีการรวมกลุ่มประมงชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรในพื้นที่ให้มีใช้อย่างยั่งยืน สงวนพื้นที่ให้สัตว์น้ำวัยอ่อนสืบพันธุ์ พัฒนาอาชีพ พัฒนารายได้ โดยกรมเป็นพี่เลี้ยง แต่ละจังหวัดมีแนวทางจัดสรรพื้นที่และปกป้องทรัพยากร เช่น เขตทะเลชายฝั่งสำหรับประมงพื้นบ้าน จากนั้นเป็นคณะกรรมการประมงระดับชาติ ประเทศไทยมีโครงสร้างรองรับ ชายและหญิงทำประมงได้อย่างเท่าเทียม มีวิถีชีวิตผัวจับ เมียขาย ทำมาหากินด้วยกัน โจทย์ท้าทายทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จำเป็นต้องฟังความคิดเห็นและข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อเดินไปด้วยกัน
“ ทะเลมีกิจกรรมใช้ประโยชน์หลากหลาย น้ำมัน ก๊าซ ประมง รวมถึงการท่องเที่ยว อาชีพประมงเผชิญความท้าทายการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ทรัพยากรที่หายไปผลจากสภาพอากาศผิดเพี้ยน นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ไม่เรียนและทำอาชีพเกษตรกรรม ขาดผู้สืบทอด การใช้แรงงานต่างด้าวทดแทนขาดความตระหนักดูแลทรัพยากร ทิศทางในอนาคต ทำอาชีพที่ไม่ทำลาย ใช้เครื่องมือที่เหมาะสม พัฒนาสินค้าแปรรูปให้ราคาดีขึ้น ระดับชาติมีนโยบาย BCG แนวทางการพัฒนาที่สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ใช้อย่างยั่งยืนและฉลาด รวมทั้งนโยบาย Go Green เชื่อว่าจะลดช่องว่างได้ “ นายเฉลิมชัย กล่าว

มุมมองประมงพื้นบ้านในระดับสากล ศ.ดร.รัตนา ชื่นภักดี ผู้อำนวยการเครือข่ายวิจัย Too Big To Ignore Global กล่าวว่า ปัญหาการทำประมงไม่ได้แก้ที่ภาคประมงอย่างเดียว ต้องพัฒนาในหลายมิติ โดยคำนึงถึง 7 เสาหลัก ประกอบด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม การสร้างสภาพแวดล้อมให้ประมงพื้นบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการและออกแบบกฎระเบียบในการประมง สนับสนุนอาหารจากประมงขนาดเล็กนอกจากทำให้สิ่งแวดล้อมดี ยังให้คุณค่าทางโภชนาการ และเตรียมพร้อมชาวประมงรับมือการเปลี่ยนแปลง ผ่านการสร้างศักยภาพในหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านการตลาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยต้องมีโครงการสร้างเอื้ออำนวยต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ในไทยต้องสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ปรับปรุงโครงสร้าง และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ประเทศไทยมีโอกาสสร้างโมเดลทำประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน เพราะมีศักยภาพและความพร้อม
การสร้างนวัตกรรมยกระดับอาชีพประมงพื้นบ้านให้ไปไกลกว่าเดิม ศ.ดร.ทวนทอง จุฑาเกตุ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มองประเด็นนี้ว่า ทั่วโลกรวมถึงไทยได้รับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประเมิน IPCC ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบอุณหภูมิสูง ระดับน้ำทะเลสูง ฝนตกน้อยลง และเกิดน้ำท่วมน้ำแล้ง ซึ่งเชื่อมโยงกับแม่น้ำและทะเล ส่งผลต่อพฤติกรรมสัตว์น้ำ การบรรเทาปัญหาประมงพื้นบ้านที่วิถีชีวิตออกทะเลทำประมง ใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำ งานวิจัยควรศึกษาแหล่งน้ำที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำทำการประมง เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สัตว์น้ำเป้าหมายการประมงตอบสนองต่อโลกร้อนอย่างไร กระบวนการทางชีววิทยา ความสามารถในการผลิตสัตว์น้ำรุ่นใหม่ทดแทนที่ตายไป สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีความทนทานต่อสภาพอากาศต่างกัน มีผลต่อการเข้าถึงทรัพยากร ประมงพื้นบ้านต้องจับปลาห่างฝั่งมากขึ้น จำเป็นต้องมีความรู้และเตรียมพร้อมรับมือ
“ การนำนวัตกรรมเข้ามามีส่วนช่วยเพาะเลี้ยง ทั้งกระบวนการศึกษารูปแบบเพาะเลี้ยงที่ผสมผสาน การทยอยปล่อยทยอยจับ นวัตกรรมสำคัญระบบการเลี้ยงและการให้อากาศเพื่อเหมาะสมและลดต้นทุนให้ผู้เพาะเลี้ยงรายย่อยเข้าถึง การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อเตรียมพร้อม อยากเน้นย้ำข้อมูลที่ถูกต้องจะสร้างองค์ความรู้ในการจัดการ “ ศ.ดร.ทวนทอง กล่าว
ด้าน ดำรงค์ แดงโชติ สมาคมประมงพื้นบ้านประจวบคีรีขันธ์กล่าวว่า วันนี้ประมงไทยพบการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรชัดเจน สัตว์น้ำบางชนิดย้ายถิ่นฐาน สื่อผลกระทบระบบนิเวศในทะเล นอกจากนี้ ต้องเผชิญมลภาวะปนเปื้อนในทะเล ส่งผลกระทบกับชาวประมง ค่าครองชีพสูง น้ำมันแพง ทำให้ชาวประมงต้องทำประมงมากขึ้น เพื่อให้อยู่รอด ทุกวันนี้ชาวประมงปรับตัว สินค้าที่จับได้ในปริมาณจำกัด นำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า และใช้ช่องทางออนไลน์ขายสินค้าประมงมากขึ้น รวมถึงขับเคลื่อนการอนุรักษ์พื้นที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เช่น ทำธนาคารปลา ธนาคารปูม้า แบ่งเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำ ฯลฯ
“ ฝากภาครัฐ ประมงพื้นบ้านตัวเล็กอยู่แล้ว อย่ามองไกล ชาวประมงเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่ผู้ทำลาย หลายครั้งประมงอึดอัดกับมาตรการที่ไม่ตรงกับวิถีชีวิตของชาวประมง อนาคตอยากให้ประมงมีส่วนร่วมกำหนดวิถีชีวิตตัวเอง ถ้าเขาจับหมด เท่ากับทำลายอาชีพตัวเอง “ดำรง บอก
การปรับตัวของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำภายในสถานการณ์สังคมปัจจุบัน ประวัติ พิริยศาสน์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 65 สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กล่าวว่าการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์และรายย่อยขยายตัวอย่างมาก จากปัญหาขาดแคลนแรงงานและภาษีที่ดิน ผลผลิตปลาที่เพิ่มขึ้น ไทยมีตลาดปลาหรือแพปลาขนาดใหญ่หลักร้อยตันต่อวัน เกิดการแข่งขันทางการค้าและพัฒนาการขนส่งดีขึ้น เพื่อให้สินค้าสดใหม่ถึงมือผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการ หากต้องการต้นทุนการเลี้ยงต่ำ ต้องใช้เวลาเลี้ยงนานขึ้น ให้ปลาใช้อาหารธรรมชาติมากขึ้น เพราะราคาอาหารสัตว์น้ำขยับขึ้นต่อเนื่อง เกษตรกรบางส่วนต้องแบ่งพื้นที่เพื่อผลิตอาหารปลาเอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหน้าร้านอยู่บนโซเชียลมีเดีย ทำให้ผลิตภัณฑ์ของผู้เพาะเลี้ยงสัตว์เป็นที่รู้จัก
ขณะที่ อ้อมบุญ ทิพย์สุนา สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า แม่น้ำโขงมีปลาน้ำจืดมากกว่า 1,300 ชนิด ปัจจุบันเหลือ 300 ชนิด จากภัยคุกคามทั้งสภาพภูมิอากาศโลก เขื่อนจีน 11 เขื่อนบนน้ำโขง เป็นเรื่องท้าทายจะรักษาเมนูอาหารและฟื้นฟูให้คืนความสมบูรณ์อย่างไร ปลาน้ำโขงเป็นปลาอพยพสู่แม่น้ำสาขา โขง ชี มูล และลุ่มน้ำสงคราม เขื่อนแต่ละประเทศเก็บกักน้ำ เกิดความต่างของระดับน้ำ สภาพนิเวศเปลี่ยนแปลง รวมถึงปัญหามลพิษจากโรงงาน ขยะ เห็นด้วยกับการจัดทำระบบข้อมูลบ้านปลา ระบบนิเวศลุ่มน้ำโขงมีพื้นที่หาปลารวม พื้นที่หาปลาเฉพาะบุคคล การจัดการทรัพยากรต้องประสานหน่วยงานและชุมชน กรณีปลายี่สกไทยในเขตลุ่มน้ำโขงลดลง พ่อแม่พันธุ์ลดปริมาณลง พบการผสมเลือดชิด จะสร้างการจัดการร่วมกันอย่างไร เพื่อสร้างความมั่นคงอาหาร การสร้างความร่วมมือให้ประมงพื้นบ้านและภาคส่วนต่างๆ มีความเป็นไปได้ต้องเริ่มต้น
หากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการทำประมงในประเทศไทยทุกภาคส่วนหันมาช่วยกันเร่งพัฒนาลดช่องว่างต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว รวมถึงมีการควบคุมและตรวจสอบที่รัดกุม ระบบนิเวศทางทะเล ประมงพื้นบ้านที่ยั่งยืนก็น่าจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากในบ้านเรา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิดรายงานศึกษา สศช.-จุฬาฯ ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจาก 'แลนด์บริดจ์'
นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความ เรื่อง ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจากแลนด์บริดจ์ มีเนื้อหาดังนี้
กสม. ชี้ชัด 'กรมประมง' ละเมิดสิทธิ! แก้วิกฤต 'ปลาหมอคางดำ' เหลว
กสม. เปิดผลสอบชี้ชัด 'กรมประมง' แก้วิกฤตปลาหมอคางดำล้มเหลว ขาดการมีส่วนร่วมประชาชน ละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังระบาด 19 จังหวัด สั่งเร่งทบทวนแผน เพิ่มงบ เปิดทางภาคประชาชนร่วมคลี่คลาย
เก็บตกจากงานเสวนา...กรมประมงชี้ปลาหมอคางดำลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ
กรมประมงรายงานสถานการณ์ปลาหมอคางดำจากการสำรวจในพื้นที่ระบาดและพื้นที่กันชนล่าสุด มีความคืบหน้าเชิงบวกจากการดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลสำรวจเดือนกันยายน 2568 พบว่าพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดลดลงเหลือ 17 จังหวัด จากเดิม 19 จังหวัด
สองหนุ่มหารายได้เสริม จับปลากระบอกหาดแหลมสมิหลา ขาย กก.ละ 250 บาท
นายพรเทพ สุระคำแหง และนายธนบูรณ์ แสงนพรัตน์ สองหนุ่มเพื่อนซี้ ใช้เวลาว่างสร้างรายได้ นำอวนทับตลิ่งมาลากจับปลากระบอกบริเวณชายหาดชลาทัศน์ แหลมสมิหลา ส่งขายให้กับร้านอาหารริมชายหาดที่สั่งจองเข้ามาล่วงหน้า เนื่องจากเป็นปลาที่สดจากทะเลและยังเป็นๆอยู่
กรมประมงเดินหน้าปล่อย “ปลานักล่า” ต่อเนื่อง กทม.บูรณาการทุกภาคส่วนคุมเข้ม “ปลาหมอคางดำ”
กรมประมงยังคงเดินหน้ามาตรการควบคุมและจัดการ “ปลาหมอคางดำ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความหนาแน่น และควบคุมการแพร่กระจาย โดยใช้แนวทางบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน

