
2 ต.ค. 2565 – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจ เรื่อง ตัวช่วย กับ เวลาที่เหลืออยู่ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านกระบวนการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Survey) เพื่อลดความคลาดเคลื่อนแก้ปัญหาแหล่งความคลาดเคลื่อนจากผู้ถามผู้ตอบและเครื่องมือวัด จำนวน 1,159 ตัวอย่างครัวเรือน ระหว่างวันที่ 30 กันยายน – 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา มีค่าความคลาดเคลื่อนจากการกำหนดขนาดตัวอย่างบวกลบร้อยละ 3 ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95
เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาที่ยอมรับได้ หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ทำงานต่อ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) พบว่า ร้อยละ 35.8 ระบุทำงานต่อไป เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน ร้อยละ 28.4 ระบุยุบสภาทันที แต่ร้อยละ 28.0 ระบุยุบสภา หลังประชุม เอเปค ร้อยละ 26.9 ระบุ ลาออกทันที และร้อยละ 25.4 ระบุ ปรับคณะรัฐมนตรี
ที่น่าสนใจคือ สมการความน่าจะเป็นของโมเดลผู้ที่เหมาะสมกับการเป็น นายกรัฐมนตรี จำแนกตาม ฐานสถานะของแกนนำการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พบว่า อันดับหนึ่งได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 22.5 อันดับสองได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 12.5 และอันดับสาม ได้แก่ นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 3.5
ในกลุ่มฝ่ายค้าน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ร้อยละ 19.2 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ 11.4 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ร้อยละ 3.5 นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว ร้อยละ 2.8 ในกลุ่มตัวช่วยผู้ไม่สังกัดฝ่าย พบว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ร้อยละ 10.1 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 10.0 และอื่น ๆ ร้อยละ 4.5 ตามลำดับ
ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ที่น่าพิจารณาคือ สมการ ความนิยมทางการเมืองของประชาชนส่วนประกอบสร้างรัฐบาลเข้มแข็งขับเคลื่อนประเทศ ทำงานตอบโจทย์ตรงเป้า แก้เศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน พบว่า สมการที่ 1 คือผลรวมคะแนนนิยมรัฐบาลได้ร้อยละ 38.5 ผลรวมคะแนนนิยมฝ่ายค้านได้ร้อยละ 36.9 ผลรวมคะแนนนิยมกลุ่มตัวช่วยได้ร้อยละ 24.6 ผลลัพธ์ประเมินความเสี่ยงการเมืองคือ พลังความนิยมของประชาชนอยู่ในระดับต่ำ มีแรงเสียดทานมาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำผลรวมคะแนนนิยมจากกลุ่มตัวช่วยบางส่วนมารวมกับผลรวมคะแนนนิยมรัฐบาล พบว่า สมการที่ 2 คือ ผลรวมคะแนนนิยมรัฐบาล รวมกับผลรวมคะแนนนิยมกลุ่มตัวช่วยบางส่วนได้ร้อยละ 48.6 ผลรวมคะแนนนิยมฝ่ายค้านได้ร้อยละ 36.9 และผลรวมคะแนนนิยมกลุ่มตัวช่วยที่เหลือได้ร้อยละ 14.5 ผลลัพธ์ประเมินความเสี่ยงการเมืองคือ พลังความนิยมของประชาชนอยู่ในระดับปานกลาง มีแรงเสียดทานค่อนข้างน้อย
นอกจากนี้ สมการที่ 3 คือ ผลรวมคะแนนนิยมรัฐบาล รวมกับผลรวมคะแนนนิยมกลุ่มตัวช่วยทั้งหมดได้ร้อยละ 63.1 ผลรวมคะแนนนิยมฝ่ายค้านได้ร้อยละ 36.9 ผลลัพธ์ประเมินความเสี่ยงการเมืองคือ พลังความนิยมของประชาชนอยู่ในระดับค่อนข้างมาก มีแรงเสียดทานน้อย
ที่น่าพิจารณาคือ ความต้องการของประชาชน ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.6 ต้องการให้คนไทยทุกคน เตรียมตัว เตรียมประเทศ พร้อมต้อนรับ นานาชาติ จัดประชุม เอเปค ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศและเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน ร้อยละ 80.3 ต้องการให้ คนไทยทุกคน เคารพการตัดสินของ ศาลรัฐธรรมนูญ กรณี 8 ปี นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อได้ และร้อยละ 73.7 ต้องการให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับเข้าทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ทันที หลังศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินเสร็จสิ้นแล้ว
ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ข้อเสนอจากผลสำรวจโพลครั้งนี้คือ ให้เลือก สมการที่ 2 และสิ่งดีจะเกิดขึ้นได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันรักษาบ้านเมืองให้สงบสุข ประเทศชาติก็เคลื่อนต่อได้ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะได้ประโยชน์แบบค่อยเป็นค่อยไป (ช้าแต่ดี) แต่ถ้าปล่อยให้ขัดแย้งรุนแรงบานปลาย กลุ่มแกนนำเคลื่อนไหวการเมืองให้รุนแรงได้ประโยชน์ กลุ่มธุรกิจยุยงปลุกปั่นยอดปั่นกระแสในโลกโซเชียลได้ประโยชน์ และกลุ่มคนบางกลุ่มอีกเพียงหยิบมือเดียวได้ประโยชน์ แต่ประชาชนส่วนใหญ่และบ้านเมืองจะสะดุดกันหมดอาจจะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ที่คนส่วนใหญ่และนานาชาติไม่อยากเห็นให้เกิดในประเทศไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อนุทินโชว์วิสัยทัศน์ลุยถกทวิภาค
“อนุทิน” โชว์วิสัยทัศน์ที่ประชุมอาเซียน แนะ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ “เอกภาพ-ยืดหยุ่น-บทบาท” หารือทวิภาคีทั้งผู้นำเวียดนาม-มาเลเซีย-สิงคโปร์ “สีหศักดิ์” แจงหารือ 3 ฝ่ายปัญหาไทย-กัมพูชา เล็งส่งอุปทูตกลับไปประจำการ
กัมพูชามั่ว! ไทยอย่ารั่วตาม 'ไกล่เกลี่ยภาคบังคับ' ไม่จำเป็น
รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ *กัมพูชามั่ว…ไทยอย่ารั่วตาม! โดยระบุว่า
'เอกนิติ' เปิดเบื้องหลัง 'มูดี้ส์' ปรับเครดิตไทย ไม่กังวลกู้ 4 แสนล้าน
'เอกนิติ' เปิดเบื้องหลังดึงความเชื่อมั่นไทย 'มูดี้ส์' ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยสู่ระดับ Stable แจงแผนมุ่งสร้างการเติบโต เร่งเครื่องการลงทุน ย้ำจุดยืนวินัยการคลัง
นายกฯ เงาโชวกึ๋น! เท้งแนะอนุทินใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำ
'เท้ง ณัฐพงษ์' ยก 3 วาระประชาชน ที่ 'นายกฯอนุทิน' ควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะ เคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี
นายกฯ ชี้จ่ายเงินเยียวยาแพะ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ!
นายกฯ เปิดงาน '24 ปีการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์' สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ทำงานรวดเร็ว ทั่วถึงเป็นธรรม ชี้จ่ายเงินเยียวยา 8 พันล้าน ไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ ยกระดับกระบวนการยุติธรรมไทยสู่สากล
รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง
4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.

