เมื่อเด็กการเมืองโทษโลก! สงครามเย้ยหยัน 'ทักษิณ-พรรคส้ม'

เกมการเมืองไทย ไม่เคยมีเส้นตรง และ ไม่เคยมีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร อย่างที่ใครต่อใครพยายามเชื่อ

ท่ามกลางการปะทะล่าสุดระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร กับ พรรคประชาชน หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า พรรคส้ม สะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองนั้นเปราะบาง และพร้อมจะแตกหักได้ทุกเมื่อ

การรุกของ ทักษิณ สู่สนามเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยหาเสียงธรรมดา หากแต่คือการเปิดศึกวาทกรรมอย่างเต็มตัว

ทักษิณเลือกใช้ภาษาเสียดสีอย่างถึงแก่น ไล่ตั้งแต่การตราหน้าว่าพรรคประชาชนเป็น “พรรคไม่มีเพื่อน” ไปจนถึงการเรียกว่า “พรรคละอ่อน” ที่ไม่เข้าใจกติกาการเมืองไทยจริง ๆ

คำว่า “หนุ่มสึ่งตึง” ที่ใช้เรียก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อาจฟังดูเหมือนมุขขบขัน แต่ในทางการเมือง มันคือการดูหมิ่นผ่านภาพจำอย่างชัดเจน

ข้อกล่าวหาว่า พรรคประชาชน “ติดหล่มมาตรา 112” จนตั้งรัฐบาลไม่ได้ เป็นการจี้ซ้ำจุดอ่อนที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามลืมเลือน

การสาดวาทกรรมเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง ในสนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่เท่านั้น

แต่คือการส่งสัญญาณกว้างออกไปยังฐานมวลชน ว่า พรรคส้ม ไม่ใช่คู่แข่งที่น่าเกรงขามในสนามระดับชาติ

ในขณะที่ฝั่งพรรคประชาชนก็ไม่ยอมเป็นฝ่ายตั้งรับเฉย ๆ ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ลุกขึ้นตอบโต้ทันควัน

ชัยธวัช หักล้างว่า การตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับการติดหล่มมาตรา 112 อย่างที่ทักษิณกล่าวหา

แต่เพราะมีการ “รวมหัวกันของหลายพรรค” เพื่อปิดประตูไม่ให้พรรคก้าวไกลมีโอกาสบริหารประเทศ

นอกจากนี้ ชัยธวัชยังเปิดเกมรุกย้อนศรแรงกว่า ด้วยการกล่าวหาว่าแท้จริงแล้ว  ทักษิณต้องการกลับบ้านอย่างเท่ๆ โดยไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว

เขาย้ำว่า ความเปลี่ยนแปลงของพรรคเพื่อไทยหลังการเลือกตั้ง ไม่ใช่เพราะผิดหวังจากพรรคก้าวไกล แต่เกิดจาก ผลประโยชน์ล้วนๆ

การโยงไปถึงการเจรจากับกลุ่มการเมืองที่เคยทำรัฐประหาร เป็นการเปิดโปงเบื้องลึกที่ฝ่ายพรรคประชาชนต้องการให้ออกสู่สาธารณะ

ศึกครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่สงครามวาทกรรมระหว่างบุคคล แต่คือ การชิงพื้นที่ทางการเมือง เพื่อกำหนดภาพจำในอนาคต

ในอีกมุมหนึ่ง การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ มีความหมายมากกว่าที่เห็น

เพราะ เชียงใหม่ คือฐานเสียงแห่งศักดิ์ศรีของตระกูลชินวัตร และพรรคเพื่อไทยไม่อาจยอมเสียพื้นที่นี้ให้กับพรรคส้มได้ง่าย ๆ

การป้องกันฐานเชียงใหม่ จึงมีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์และในเชิงสัญลักษณ์

ทักษิณไม่ได้สู้เพียงเพื่อผู้สมัครระดับท้องถิ่น แต่กำลังสู้เพื่อรักษา เกียรติภูมิ และ ความชอบธรรมในอดีต เอาไว้

ขณะเดียวกัน สำหรับพรรคประชาชน นี่คือเวทีพิสูจน์ตัวเอง ว่าจะสามารถก้าวข้ามความเป็น “พรรคละอ่อน” ที่ทักษิณเย้ยหยันได้หรือไม่

ถ้าพรรคประชาชนสามารถชนะในถิ่นที่เรียกว่า “บ้านของทักษิณ” ได้สำเร็จ จะเท่ากับการประกาศตัวอย่างเป็นทางการในสนามการเมืองระดับชาติ

แต่หากล้มเหลว ภาพความเป็นเด็กการเมืองไร้ประสบการณ์ที่ทักษิณพยายามปั้นไว้ ก็จะยิ่งฝังแน่นในความรับรู้ของสาธารณะ

การเมืองไทยไม่เคยให้รางวัลกับผู้ที่ถูกมองว่า “อ่อน” หรือ “พ่ายแพ้”

ตรงกันข้าม สนามการเมืองไทยตอบแทนแต่ผู้ที่แข็งแกร่ง รู้จักสร้างพันธมิตร และอ่านเกมอำนาจได้แม่นยำ

การเมืองไม่ใช่สนามของผู้ชนะที่เดียวดาย แต่มันคือศิลปะของการรวมพลังและการต่อรองอย่างแยบคาย

ผู้ที่เลือกยืนเพียงลำพัง แม้มีอุดมการณ์สูงส่งเพียงใด สุดท้ายก็มักไปไม่ถึงเป้าหมายที่วาดหวัง

แม้ในวันนี้ทั้งสองฝ่ายจะสาดถ้อยคำร้อนแรงใส่กัน

แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็เคยสอนเรามาแล้วหลายครั้งว่า “ไม่มีความขัดแย้งใดถาวร”

พรรคเพื่อไทยเคยต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างไม่มีวันมองหน้ากันได้

แต่ในท้ายที่สุด เมื่อผลประโยชน์ลงตัว ทั้งสองพรรคก็สามารถ จับมือกันตั้งรัฐบาล ได้อย่างไม่ลังเล

ฉากซ้ำรอยเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้อีก เมื่อเกมการเมืองบีบบังคับ

และเมื่อหันมองไปข้างหน้า อีกไม่เกินสองปีจากนี้ การเลือกตั้งทั่วไปอย่างช้าที่สุดในปี 2570 ก็จะเป็นบทพิสูจน์รอบใหม่

ในสนามครั้งนั้น พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และทุกพรรคการเมือง จะต้องห้ำหั่นกันอีกครั้ง ภายใต้กติกาเดิมที่ยังเป็นเครื่องมือวัดความแกร่งของแต่ละพรรคอย่างไม่ปรานี

โดยเฉพาะในระบบการเมืองไทยที่ยากจะมีพรรคใดได้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภา การจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวจึงแทบเป็นไปไม่ได้

แม้พรรคประชาชนจะชนะเลือกตั้ง แต่หากไม่สามารถรวบรวมเสียงได้เกิน 250 เสียงตามเกณฑ์

ความอ่อนต่อโลก และการขาดศิลปะการรวมพลัง อาจทำให้ต้องนั่งอยู่แค่ตำแหน่งฝ่ายค้านเหมือนเดิม

การเลือกตั้ง 2570 จึงอาจไม่ใช่เวทีของผู้ชนะเพียงตามคะแนน

หากแต่เป็นสนามสอบวุฒิภาวะ ว่าใครเข้าใจกติกาอำนาจ และใครยังเป็นเพียงเด็กการเมืองที่ไม่รู้จักโต

เมื่อเด็กการเมืองเลิกโทษโลก และเรียนรู้กติกาเกมอำนาจที่แท้จริงได้สำเร็จ วันนั้น สนามการเมืองไทยอาจได้เห็นการจับมือที่คาดไม่ถึงอีกครั้ง

แต่สำหรับผู้ที่ยังดื้อรั้น ยืนกรานโทษโลก โทษคนอื่น และไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

สนามการเมืองแห่งปี 2570 จะไม่ใช่เวทีพิสูจน์ตัวตน หากแต่จะเป็นสุสานของความไร้เดียงสา

เพราะเกมอำนาจไม่มีที่ว่างให้คนอ่อนหัด และประชาชนไม่มีวันที่จะลืมว่า ใครคือนักสู้ตัวจริง และใครเพียงแค่เย้ยหยันแต่ไม่อาจเอาชนะเกม

โลกการเมืองไม่รอคนที่โทษโลก

และการเย้ยหยัน ก็จะเยาะเย้ยอยู่ต่อไป จนกว่าผู้แพ้จะเรียนรู้ว่าการเอาตัวรอด ต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงเสียก่อน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่เกินคาด! ปชน.รุมอัดเงินกู้ 4 แสนล้านเหวี่ยงแห-แจกสร้างความนิยมทางการเมือง

'ศิริกัญญา' มอง รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มตกหล่น แต่กลับเทหมดหน้าตักโปะคนละครึ่ง แย้ม จ่อถกในพรรค-ฝ่ายค้าน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ด้าน 'วีระยุทธ' แนะ ใช้เงินอย่างระมัดระวัง

สภาเดือด! ประธานสภาซัด สส.ส้มพูดเอาแต่ได้

สภาเดือด สส.ปชน.ประท้วงไม่ให้หารือ 'โสภณ' สวน 'พูดเอาแต่ได้' ยันทำตามระเบียบ เผยเสนอชื่อ 'ณัฐพงษ์' เป็นผู้นำฝ่ายค้านแล้วไม่ล่าช้า แต่ต้องรอตามขั้นตอน

'กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน' อโหสิให้ สส.ส้มแล้วแต่ 'รมช.มหาดไทย' ยังติดใจรอดูท่าทีต้นสังกัด

'ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน' ยื่นหนังสือ 'รมช.มหาดไทย-วิปรัฐบาล' แสดงจุดยืน และตอบรับคำขอโทษ 'สส.ภัณฑิล' หลังอภิปรายพาดพิง ด้าน 'มท.2' ลั่นรับไม่ได้ รอดูบทลงโทษจากต้นสังกัด คืนศักดิ์ศรีให้ 'ราชสีห์'

กองกำลังผาเมืองปะทะแก๊งค้ายาบ้า ยึดได้ 4 ล้านเม็ด ชายแดนเชียงใหม่

กองกำลังผาเมืองสกัดกั้นกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้าครึ่งปีงบ'69 ได้กว่า 177 ล้านเม็ด ไอซ์,เฮโรอีน อีกอื้อสร้างความเสียหายกว่า 3 หมื่นล้านบาท ล่าสุดยึดได้อีก 4 ล้านเม็ดที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย