
ถ้าให้นึกถึงภาพชนบทในต่างจังหวัด หลายคนอาจคิดถึงทุ่งนาและวัวควายที่เดินเล็มหญ้า แต่ที่ ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง จังหวัดสุรินทร์ ภาพที่เราจะได้สัมผัส คือ ควาญกับช้างเดินไปมาอยู่ริมถนน อย่างเป็นธรรมชาติ และบ้านแต่ละหลังจะมีโรงเลี้ยงช้างอยู่ใกล้ตัวบ้าน ราวกับเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว ชาวบ้านใช้ชีวิตร่วมกับช้างทุกวัน กิน อยู่ ดูแลกันเหมือนคนในบ้านเดียวกัน ความผูกพันที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การเลี้ยงดู แต่เป็นสายใยที่เติบโตมาพร้อมชุมชน และกลายเป็นเสน่ห์ที่นี่
ก่อนจะออกไปสัมผัสช้างตัวจริงอย่างใกล้ชิด แนะนำให้แวะทำความรู้จักพวกช้างบ้านให้มากขึ้นที่ พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์ แหล่งเรียนรู้ที่บอกเล่าเรื่องราวความผูกพันระหว่างคนกับช้างอย่างครบถ้วน โดยตัวอาคารออกแบบคล้ายเขาวงกต สร้างด้วยอิฐแดง มีเส้นสายเว้าโค้งและระดับความสูงที่ไล่ลดหลั่น ช่วยให้ลมและอากาศถ่ายเทได้ดี พื้นที่ถูกออกแบบให้ทั้งคนและช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ภายในแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 4 โซนหลัก

โซนที่ 1 ช้างหลวง ช้างป่า ช้างบ้าน ที่เป็นเหมือนประตูบานแรกที่พาย้อนเวลาสู่ประวัติศาสตร์ชาติไทย ถ่ายทอดบทบาทของช้างตั้งแต่ช้างศึก ช้างราชสำนัก ช้างเผือก ช้างต้น และช้างป่าที่ในไทยมีกว่า 4,400 ตัว นิทรรศการยังพาย้อนกลับไปถึงอดีตของพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเคยเป็นถิ่นอาศัยของชาวกวยหรือกูย ชนเผ่าที่มีความชำนาญในการคล้องช้างป่าสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนทุกปี หมอช้าง จะทำพิธีคล้องช้าง หรือที่เรียกว่าโพนช้าง ให้กับผู้ที่จะออหไปคล้องช้าง ก่อนออกเดินทางต้องประกอบพิธีไหว้ศาลปะกำ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตระกูลที่แทบทุกบ้านจะมีตั้งไว้ ส่วน ปะกำ คือเชือกคล้องช้างที่ทำจากหนังควาย เราสามารถไปสักการะศาลปะกำประจำบ้านตากลาง ตั้งอยู่ที่ วัดป่าอาเจียน ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนได้อีกด้วย

เดินต่อมายังโซน 2 เรื่องน่ารู้ของช้าง ด้านหน้ามีรูปปั้นช้างขนาดเกือบเท่าตัวจริงให้ยืนเทียบดูใกล้ ๆ พร้อมคำอธิบายที่ทำให้เข้าใจคำเรียกช้างมากขึ้น อย่าง ช้างตัวผู้ที่มีงาเรียกว่า “ช้างพลาย” ช้างตัวเมียไม่มีงาเรียกว่า “ช้างพัง” ส่วนช้างเพศผู้ที่ไม่มีงาเรียกว่า “ช้างสีดอ” รายละเอียดเล็ก ๆ แบบนี้ทำให้การเรียกช้างให้ถูกมากขึ้นกว่าเดิม ใกล้ๆกันคือรูปปั้นช้างไทย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของช้างอินเดีย แบ่งเป็นช้างป่าและช้างบ้าน ปัจจุบันกระจายอยู่ในกว่า 30 จังหวัด รวมมากกว่า 3,900 เชือก ข้อมูลถูกจัดวางแบบเข้าใจง่าย เดินชมได้เรื่อย ๆ ไม่รู้สึกหนักเกินไป
เมื่อเข้าไปด้านใน จะได้เห็นวัฏจักรชีวิตของช้าง การสื่อสารระหว่างกัน โครงกระดูกขนาดใหญ่ และตัวอย่างผิวหนังจริงที่เปิดให้สัมผัสได้ รวมถึงเรื่องอาหาร ช่วงตกมัน และช่วงสุดท้ายของชีวิตช้าง(การล้ม) ทุกจุดเหมือนค่อย ๆ เติมภาพเรื่องราวของช้างให้ครบมากขึ้น ทำให้การเที่ยวชมโซนนี้ทั้งได้ความรู้และความเข้าใจ ก่อนจะออกไปพบช้างตัวจริง

ในโซนที่ 3 ช้างดึกดำบรรพ์ ในอาคารนี้จะพาไปรู้จักช้างดึกดำบรรพ์ ที่พบในประเทศไทย ซึ่งมีหลักฐานการค้นพบซากช้างดึกด่าบรรพ์มากถึง 12 สกุล จาก 50 สกุล ทั่วโลก อาทิ ตามแหล่งเหมืองถ่านหิน บ่อทราย และถ้ำในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา นครสวรรค์ นครราชสีมา และสตูล อย่างใน จ.นครราชสีมา เช่น โปรตานันคัส (ช้างงาเสียม), ไดโนรีเรียม (ช้างงาจอบใหญ่), ไซโนมาสโตดอน Sinomastodon และ ไซโกโลโฟดอน Zygolophodon ผู้เข้าชมยังสามารถรู้จักช้างดึกดำบรรพ์ให้มากขึ้น ผ่านเทคโนโลยี
จากเรื่องราวช้างในยุคประวัติศาสตร์ เราเดินเข้าสู่โซนที่ 3 ช้างดึกดำบรรพ์ ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปหลายล้านปี ภายในอาคารจัดแสดงข้อมูลการค้นพบซากช้างโบราณในประเทศไทย ซึ่งพบมากถึง 12 สกุล จากประมาณ 50 สกุลทั่วโลก ตัวเลขนี้ทำให้เราเห็นชัดว่าแผ่นดินไทยเคยเป็นถิ่นอาศัยของช้างหลากหลายสายพันธุ์ในอดีต

หลักฐานถูกค้นพบตามเหมืองถ่านหิน บ่อทราย และถ้ำ ใน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา นครสวรรค์ นครราชสีมา และ สตูล อย่างที่จังหวัดนครราชสีมา มีการค้นพบสกุลสำคัญหลายชนิด เช่น โปรตานันคัส หรือช้างงาเสียม, ไดโนทีเรียม ช้างงาจอบใหญ่, ไซโนมาสโตดอน (Sinomastodon) และ ไซโกโลโฟดอน (Zygolophodon) เมื่อยืนดูภาพจำลองและคำอธิบายประกอบ จะเห็นความแตกต่างของลักษณะงาและรูปร่างในแต่ละยุคอย่างชัดเจน โซนนี้ยังมีสื่ออินเทอร์แอกทีฟและเทคโนโลยีสามมิติที่ทันสมัยช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น ทำให้การชมช้างดึกดำบรรพ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กลายเป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่ทั้งสนุกและน่าตื่นตา

มาถึงโซนที่ 4 แกลเลอรีช้าง พบกับงานศิลป์เกี่ยวกับช้างที่งดงาม แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ แกลเลอรี A จัดแสดงภาพฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมไปถึงภาพจากศิลปินที่มีชื่อเสียง นักธุรกิจ ศิลปินท้องถิ่นของจังหวัดสุรินทร์และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกส่วนคือ แกลเลอรี B ห้องจัดแสดงผลงานและจัดกิจกรรมหมุนเวียนเพื่อรองรับผลงานศิลปะและการจัดประชุมต่างๆ

มุ่งหน้าต่อไปยัง ศาลปะกำ วัดป่าอาเจียน บรรยากาศภายในวัดเงียบสงบ มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ระหว่างทางเราได้เห็นสุสานช้าง สถานที่เก็บกระดูกช้างที่ล้มแล้วไว้อย่างสมเกียรติ เป็นภาพที่ทำให้รู้สึกถึงความผูกพันและความเคารพที่ชุมชนมีต่อช้างอย่างแท้จริง เมื่อเดินมาถึงศาลปะกำ ความรู้สึกขลังสัมผัสได้ทันที โชคดีที่ได้พบหมอช้างมานำสักการะตามพิธี ภายในศาลมีรูปปั้นหมอช้างตั้งอยู่กลางพื้นที่ ดูสง่างามและน่าเกรงขาม ข้างกันมีปะกำเก่าแก่จัดแสดงให้เห็นใกล้ ๆ ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่านี่ไม่ใช่เพียงสถานที่ประกอบพิธี แต่คือศูนย์รวมจิตใจของคนเลี้ยงช้างที่สืบทอดความเชื่อกันมาหลายชั่วอายุคน

เดินทางต่อมายังบ้านของพังเพชรมณี และพังเนเปียร์ ตัวหนึ่งเป็นว่าที่คุณแม่ ส่วนอีกตัวเป็นวัยรุ่นสดใส มีควาญช้างดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา บรรยากาศเป็นกันเองมาก ทั้งสองเชือกนิสัยดี ขี้เล่น และเปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปทักทายอย่างใกล้ชิด ก่อนเข้าใกล้ สัตวแพทย์ประจำพื้นที่อธิบายขั้นตอนอย่างละเอียด เราเรียนรู้ว่าการเข้าหาช้างต้องเรียกควาญประจำเชือกก่อนเสมอ ห้ามเดินเข้าไปตรง ๆ ต้องส่งเสียงให้สัญญาณ เพื่อให้ช้างรับรู้และไม่ตกใจ ความใส่ใจเล็ก ๆ แบบนี้ช่วยให้ทั้งคนและช้างปลอดภัย ภาพตรงหน้าทำให้เข้าใจว่าการเลี้ยงช้างหนึ่งเชือกต้องใช้ทั้งความรู้ ความชำนาญ และความเอาใจใส่ไม่ต่างจากการดูแลคนในครอบครัว

พอได้เรียนรู้ช้างดึกดำบรรพ์ เราสามารถไปชมซากฟอสซิลของช้างจริงๆได้ที่ อุทยานเรียนรู้เพลา เพลิน จังหวัดบุรีรัมย์ ช่วงนี้ที่นี่มีจัดนิทรรศการภายใต้โครงการเพ ลา เพลิน อะคาเดมี่ ในชื่อ “SIAM FOSSIL Prehistoric Isan: ตะลุยแดนช้างยักษ์! ผจญภัยโลกฟอสซิลล้านปี” มาในแนวคิด FOSSIL IN THE GARDEN ภายในนิทรรศการพาเราไปรู้จักประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยา วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ผ่านเรื่องราวของฟอสซิลช้างจริงๆ ที่เข้าใจง่ายและมีลูกเล่นทันสมัย เหมือนได้เดินสำรวจโลกยุคดึกดำบรรพ์ด้วยตัวเอง

และในสวนดอกไม้ยังมีรูปปั้นช้างดึกดำบรรพ์ขนาดเท่าตัวจริงให้ได้ชมอีกด้วย เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ของอีสานใต้ที่มาแล้วได้ทั้งความสนุกและความรู้ในวันเดียว พื้นที่กว้างขวาง ร่มรื่น เดินสบาย เหมาะทั้งครอบครัวและกลุ่มนักเรียน จองการเข้าชมล่วงหน้า รอบวันเสาร์ – อาทิตย์ นักขัตฤกษ์ เวลา 9.00 น. / 11.00 น. / 13.00 น. / 15.00 น. รอบวันธรรมดา เวลา 10.30 น. / 14.30 น. โทร. 087-797-6425

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ เยี่ยมศูนย์อพยพ จ.สุรินทร์ นั่งระบายสี 'รถฮัมวี่ติดปืนกล' ร่วมกับเด็ก ลั่นรบ.จะดูแลเต็มที่
นายกฯ เยี่ยมศูนย์อพยพที่สุรินทร์ นั่งระบายสี ‘รถฮัมวี่ติดปืนกล’ ร่วมกับเด็กๆ เดินทักทาย-ให้กำลังใจชาวบ้าน-จนท. พร้อมขอให้อยู่ที่ศูนย์ไปก่อน รัฐบาลจะดูแลเต็มที่ ก่อนไปเยี่ยมทหารเหยียบระเบิดที่จันทบุรีต่อ
นายกฯ ลงพื้นที่เยี่ยมศูนย์พักพิง จ.สุรินทร์ ขอบคุณ ปชช. ให้ความร่วมมืออพยพมาจุดปลอดภัย
ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจประชาชน และเจ้าหน้าที่
เปิดภาพแผนที่ 1 ต่อ 50,000 ระบุที่ตั้ง 'ปราสาทคนา' อยู่หลักเขตแดน 19 -20 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
เปิดภาพแผนที่ 1 ต่อ 50,000 ระบุที่ตั้ง 'ปราสาทคนา' อยู่ระหว่างหลักเขตแดนที่ 19 -20 อ.กาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ชี้ ปัจจุบันปราสาทคนาพังทลาย โดยมีกำลัง2ฝ่ายรักษาหน้าแนว
เจอเจ้าของโดรนลึกลับตกที่ จ.สุรินทร์ 'ทบ.' รับเป็นของไทย ขึ้นบินตรวจการณ์ทดสอบระบบ
ที่แท้ของไทย! หลังโซเชียลแชร์โดรนลึกลับตกที่สุรินทร์ กองทัพบกยอมรับ เป็นของฝ่ายเรา ขึ้นบินตรวจการณ์ทดสอบระบบ แต่ต้องลงเร่งด่วน เนื่องจากสภาพอากาศ
'บิ๊กอ้วน' ย้ำให้ถอนกำลังปราสาทตาเมือนธมเพื่อลดการเผชิญหน้า!
'ภูมิธรรม' แจงเหตุสั่งถอนกำลังปราสาทตาเมือนธม กลับไปใช้ MOU 43 เป็นเพียงลดการเผชิญหน้า หวั่นเกิดสงครามในอนาคต ยืนยันยังคงรักษาอธิปไตยไว้ทุกส่วน ชี้สงครามไม่เป็นผลดีต่อใคร

