พิพัฒน์สยบร้าว โดนยึดคืนEEC โอนงบ1หมื่นล.

"พิพัฒน์" ร่ายยิบสยบปมร้าวโดนยึดคืน "EEC" ยันคุยนายกฯ ทุกเรื่อง นั่งหัวโต๊ะ ครม.นัดพิเศษตรวจร่าง พ.ร.บ.งบ 70 พร้อมเคาะตัวเลขโอนงบค้างท่อ 1.03 หมื่นล้าน "ภราดร"  แจงโยกเข้างบกลางใช้รับมือวิกฤต ส่งร่างกฎหมายเข้าสภา 25 มิ.ย. ครม.ไฟเขียว 4.4 พันล้านแก้น้ำท่วมระยอง ป้องเมืองเศรษฐกิจอีอีซี  "เอกนัฏ" สั่งเบรกขึ้นค่าไฟผู้ใช้เกิน 400 หน่วย  เดินหน้าหั่นค่าไฟ 200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาท

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยก่อนการประชุม นายพิพัฒน์กล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ยึดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไปกำกับดูแลเองว่า ตนกำกับอีอีซีมาตั้งแต่รัฐบาลแรกและรัฐบาลที่สอง แต่จากการที่มีการประชุมไปแล้ว 3-4 ครั้ง เชื่อว่าในเรื่องของพื้นฐานกฎหมาย ที่มีการคั่งค้างมาจากหลายรัฐบาลในอดีต ได้รับการอนุมัติจากบอร์ดบริหารเป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้ จึงได้หารือกับนายกฯ ซึ่งนายกฯ เห็นด้วยว่าหลังจากนี้ควรจะเป็นเรื่องของการไปดึงผู้มาลงทุนในอีอีซี ซึ่งการตกลงกันว่านายกฯ รับเรื่องนี้กลับคืนไป โดยเฉพาะในขณะนี้เรื่องของกระทรวงคมนาคม เรามีโปรเจกต์ใหญ่ๆ ที่ต้องให้การสนับสนุนอีอีซีอีกหลายเรื่อง ตนจึงขอกลับมาโฟกัสที่กระทรวงคมนาคมน่าจะเหมาะสมกว่า ไม่เช่นนั้นหากทำงาน 2 ทาง กลัวว่าสุดท้ายแล้วจะไม่สำเร็จสักทาง และด้วยความเป็นมืออาชีพของนายกฯ และมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศตลอด คิดว่านายกฯ มีโอกาสได้เจรจากับผู้ประกอบการและนักลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเชิญชวนมาลงทุนในพื้นที่อีอีซี คือประเด็นที่สำคัญที่สุด

 “ที่ถามกันว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นความร้าวฉานในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ผมเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกฯ และผมอยู่กับพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราต้องน้อมรับในทุกเรื่อง แต่ที่จะมีการเสี้ยมกันว่าผมสบายใจหรือไม่ เป็นการถูกยึดคืนหรือไม่ ต้องบอกว่าก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น  ผมและนายกฯ ได้หารือกันเป็นที่เรียบร้อยกันไปก่อนแล้ว จึงอยากออกมาชี้แจงให้ทราบ และขอยืนยันว่าในพรรคภูมิใจไทยเราไม่มีอะไรที่ไม่พูดคุยกัน เราพูดคุยกันทุกมิติ โดยเฉพาะผมกับนายกฯ” นายพิพัฒน์ระบุ

ทางด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.ว่า ครม.เห็นชอบเกี่ยวกับประเด็นงบประมาณ 2 เรื่องสำคัญ คือการเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการและรายละเอียดแล้ว และนำไปรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำกลับมาจัดทำเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยคาดว่าจะนำเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบอีกครั้งในวันอังคารที่ 23 มิ.ย. ก่อนจะส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ส่วนความคืบหน้าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 สำนักงบประมาณได้สรุปยอดการโอนงบประมาณจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้ใช้จ่ายตามกรอบระยะเวลา เพื่อนำกลับมาเป็นงบกลางในการบริหารจัดการสถานการณ์ของรัฐบาล โดยมียอดรวมทั้งสิ้น 10,300 ล้านบาทเศษ โดยจะนำร่างดังกล่าวไปรับฟังความคิดเห็นในวันศุกร์-อาทิตย์นี้ จากนั้นจะนำข้อสรุปเสนอมาเสนอต่อ ครม.ในวันอังคารที่ 23 มิ.ย. เมื่อ ครม.พิจารณาเห็นชอบ ก่อนส่งให้สภาพิจารณาในวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย.

"งบประมาณกว่า 10,000 ล้านเศษที่ได้มา จะโอนกลับมาที่งบกลาง เพื่อดูความจำเป็นในคำขอต่างๆ และเตรียมเอาไว้สำหรับเกิดภัยพิบัติหรือเหตุไม่คาดคิดใน 3 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ เพื่อให้มีเม็ดเงินในการแก้ไขปัญหาวิกฤตได้อย่างทันท่วงที" นายภราดรระบุ

ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา-คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 4,400 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (พ.ศ.2570-2574) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่สำคัญของจังหวัดระยอง ซึ่งระยองเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของอีอีซี

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 ภายในวงเงินลงทุน 2,150 ล้านบาท เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น การลงทุนใหม่ และการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และเขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอเมืองมุกดาหาร  จังหวัดมุกดาหาร  โดยมีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 4 ปี คาดว่าแล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค. 2572 แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ 96 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์ในประเทศพร้อมก่อสร้าง 2,054 ล้านบาท

วันเดียวกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมทบทวนแนวทางปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนใหม่ หลังจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า โดยจะชะลอแนวทางการปรับขึ้นค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วยต่อเดือนไว้ก่อน หลังมีเสียงสะท้อนจากประชาชนจำนวนมากว่าผู้ใช้ไฟสูงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้มีรายได้สูงเสมอไป

ทั้งนี้ แนวคิดเดิมต้องการลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย โดยนำภาระบางส่วนไปเฉลี่ยกับผู้ใช้ไฟมากกว่า 400 หน่วยต่อเดือน แต่ผลการรับฟังความคิดเห็นพบว่าหลายครัวเรือนมีสมาชิกอาศัยอยู่จำนวนมาก หรืออยู่ระหว่างการปรับตัวติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ จึงอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ทำให้กระทรวงต้องกลับมาทบทวนแนวทางใหม่ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกยังคงเดินหน้าต่อ โดยจะไม่ใช้วิธีผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่น แต่จะมุ่งแก้ไขต้นทุนเชิงโครงสร้างของระบบไฟฟ้าแทน ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับเงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า การลดความสูญเสียในระบบไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภาครัฐ รวมถึงการทบทวนภาระค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า และการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าบางประเภทที่มีประสิทธิภาพต่ำ

พร้อมกันนี้ กระทรวงเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับกลุ่ม Data Center

 “หากสามารถดำเนินการทั้ง 3 เรื่องได้สำเร็จ  ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระแอดเดอร์ ลดค่าความพร้อมจ่าย และจัดระเบียบต้นทุนระบบไฟฟ้า รวมถึงให้ Data Center เข้ามารับภาระต้นทุนที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ประชาชนใช้ไฟ 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วยได้ โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าไฟผู้ใช้เกิน 400 หน่วย” นายเอกนัฏระบุ

ในระหว่างนี้ อัตราค่าไฟฟ้าจะยังคงใช้โครงสร้างเดิม โดยค่าไฟเฉลี่ยงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 อยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานกำลังหารือกับหน่วยงานไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนก่อนเป็นลำดับแรก ซึ่งมีอยู่ประมาณ 15 ล้านครัวเรือน หรือราว 2 ใน 3 ของผู้ใช้ไฟบ้านทั้งหมด 23 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยอาจเสนอ ครม.พิจารณาภายในเดือน มิ.ย. หรืออย่างช้าไม่เกินเดือน ก.ค.นี้

ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศ รมว.พลังงานกล่าวว่า ราคาดีเซลปรับลดลงมาอยู่ที่ 38.80 บาทต่อลิตร และยังมีโอกาสปรับลดลงได้อีก หากราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกอ่อนตัวลงต่อเนื่อง ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้ลดลงเหลือกว่า 50,000 ล้านบาท จากเดิมมากกว่า 60,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงยังอยู่ระหว่างศึกษาการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในระยะยาว เพื่อให้ระบบราคาพลังงานของประเทศมีความเป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘จิกมี’ทรงร่วมอาลัย วางพวงมาลาหน้าพระโกศ เสด็จฯร่วมพิธี‘สัตตมวาร’

สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางพวงมาลาสักการะพระศพ "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ"

'พิพัฒน์' ปัดถูกยึดคืน 'อีอีซี' ยันเรื่องนี้คุยกันก่อนแล้ว นายกฯขอเป็นเซลล์แมนดึงนักลงทุน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีการมองว่านายพิพัฒน์โดนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย