นายกฯ ถก กรอ.นัดแรก ยกเป็น “ครม.เศรษฐกิจพลัส” หวังกลั่นกรองเรื่อง ศก.ก่อนชงเข้า ครม.ได้ ตั้งเป้าจีดีพีสูงกว่า 3% การแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก พร้อมผุด 4 อนุกรรมการ “ศุภจี” เร่งปิดดีลเอฟทีเอ “คลัง” เปิดยอดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบใหม่ทะลัก 19.15 ล้านราย ผงะ! กลุ่มตกหล่นโผล่ 5 ล้านราย “ศิริกัญญา” อัดงบปี 2570 งบฝีแตก จองกฐินสับ “ดีอี”
เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง ทั้งรัฐมนตรี ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายอนุทินกล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าจะเป็นรูปแบบของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) แต่ได้หารือกับ ครม.โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกฯ ที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบแบบเป็น ครม.เศรษฐกิจ แต่ขอให้มีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาและหารือแนวทางร่วมกัน เปรียบเสมือน ครม.เศรษฐกิจพลัส โดยประเด็นที่หารือวันนี้เป็นเรื่องของการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศนี้ ซึ่งเราสามารถประชุมในทุกเดือนหรือ 6 สัปดาห์ต่อครั้ง
นายกฯ กล่าวต่อว่า ถ้าเรามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่กลั่นกรองเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตร ด้านพลังงาน ด้านแรงงานและด้านการค้า เราก็สามารถใช้มติที่ประชุมนี้เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประหยัดเวลา เพราะ ครม.ส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ฉะนั้นการเห็นชอบในที่ประชุมนี้เมื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.จะทำให้พิจารณาได้เร็ว ฉะนั้นอยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชน และคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยฝ่ายราชการ ฝ่ายองค์กรอิสระและรัฐบาล ในการแสวงหาความร่วมมือ ประสานงานกันอย่างต่อเนื่องให้เกิดผลอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุม กรอ.ว่า รัฐบาลได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือน พ.ค. 2569 เข้าสู่กลไก กรอ.เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2.การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3.การพัฒนาคนและนวัตกรรม และ 4.การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ
น.ส.รัชดากล่าวอีกว่า เสียงสะท้อนภาคเอกชนให้มีการแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อกเชิงระบบ ยกระดับศักยภาพระยะยาว ซึ่งนโยบาย Reinvent Thailand มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป, ยานยนต์แห่งอนาคต, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การแพทย์และสุขภาพ, การท่องเที่ยว, ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวมทุกภาคธุรกิจ โดยผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต, ธุรกิจแห่งอนาคต, เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ, ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน, ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ พร้อมกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน
ผุดอนุ กก. 4 ด้าน
น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน และมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน และ Big Win ระยะสั้น กลาง และยาว การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด พร้อมทั้งแผนการดำเนินงาน และให้รายงานต่อ กรอ.ทุก 2 เดือน ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ เป็นประธาน 3.คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ เป็นประธาน และ 4.คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน
ขณะที่นางศุภจีกล่าวว่า เป้าหมาย 4 ปีจากนี้ เมื่อโลกการค้ามีการเปลี่ยนแปลงมาก สิ่งที่เราจะทำคือการเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี โดยต้องเร่งความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ต้องเร่งปิดให้ได้ในช่วง 4 ปี โดยในปี 2569 ต้องเร่งปิดให้ได้หลายตัว อาทิ ตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่กำลังเปิดการเจรจาอยู่ เช่น แคนาดา, อังกฤษ เพื่อให้การส่งออกของไทยไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว
นางศุภจีกล่าวว่า ส่วนการเกษตรระยะสั้น จะต้องแก้ปัญหาในเรื่องผลผลิตที่มีเกินมากและให้ตรงกับตลาด ส่วนระยะยาวต้องแก้ในเรื่องระบบโครงสร้าง อาทิ ยกระดับผลผลิตให้ตรงกับความต้องการตลาด รวมถึงต้องมีการแปรรูปสินค้าเกษตร และเปิดตลาดใหม่ให้มากขึ้น รวมถึงวางประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตร และมีความมั่นคงทางด้านอาหารของภูมิภาคและโลกภายใน 4 ปี
“เรื่องการท่องเที่ยว เราต้องการผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวไทยเป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่การแก้ปัญหาต้องทำมากกว่ากลุ่มงานภาคการท่องเที่ยว 4 ปีจากนี้เราจะไม่มองในเรื่องปริมาณของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเดียว แต่ต้องโฟกัสในเรื่องคุณภาพเพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”
ด้านนายปกรณ์กล่าวว่า หลักๆ จะมีการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง รองลงมาเป็นการแก้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งลดปัญหาการทุจริต ส่วนการเดินโครงการก่อสร้างที่มีปัญหา เช่นการแก้ปัญหาโครงการล่าช้า นายกฯ สั่งการให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและยิ่งได้ตรงขึ้น
ผงะ! กลุ่มตกหล่น 5.4 ล้าน
วันเดียวกัน นายเอกนิติกล่าวถึงการลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ว่า ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว หลังจากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการคัดกรองตามเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเร่งพิจารณา ก่อนจะเร่งสรุปเพื่อเสนอให้ที่ประชุม ครม.รับทราบต่อไป
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ตัวเลขผู้ลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งปิดให้ลงทะเบียนไปเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2569 เวลา 23.00 น. มีผู้ลงทะเบียนอยู่ที่ 19.15 ล้านราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมมาลงทะเบียน 12.7 ล้านราย จาก 13.18 ล้านราย โดยไม่มาลงทะเบียนราว 4.7 แสนราย และกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่อยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 1.04 ล้านราย และกลุ่มตกหล่นจากการลงพื้นที่สำรวจของ มท.และ พม.อีก 5.4 ล้านราย
“ตัวเลขผู้ลงทะเบียน 19 ล้านรายนั้นเป็นไปตามข้อเท็จจริง รัฐบาลไม่ได้ล็อกหรือมีเป้าหมายว่าจะต้องมีคนมาลงทะเบียนในรอบนี้เท่าไหร่ ความตั้งใจของรัฐบาลครั้งนี้คือต้องการให้คนที่จนจริงๆ เข้ามาอยู่ในโครงการนี้ โดยหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ยืนยันว่าจะเสนอ ครม. พิจารณาก่อนวันที่ 17 ก.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันประกาศผลการคัดกรอง” นายลวรณกล่าวและว่า กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมที่ไม่ได้มาลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 4.7 แสนรายนั้นจะต้องถูกตัดสิทธิ์ทันที แต่หากต้องการยื่นอุทธรณ์ กระทรวงการคลังก็พร้อมจะรับไปพิจารณา เพราะถือเป็นกลุ่มที่รัฐบาลต้องดูแลเป็นพิเศษ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรในกลุ่มนี้นั้น คงต้องไปดูในรายละเอียดก่อนว่าที่ไม่ได้มาลงทะเบียนเป็นเพราะอะไร
ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ว่าในวันที่ 24 มิ.ย.จะประชุมทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เพื่อกำหนดกรอบเวลาพิจารณาอีกครั้ง
เจ๊ไหมรอสับงบดีอี
“ในวันประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายเอกนิติที่เป็นผู้ดูแลเรื่องงบประมาณโดยตรงจะคอยชี้แจง เพราะนายกฯ ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ”
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาครั้งที่ 7 ถึงการเตรียมความพร้อมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรกว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณไม่ได้มีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากตอนที่มีการอนุมัติไว้เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.มากนัก สาระสำคัญของงบประมาณยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง เป็นปีที่งบประมาณที่ฝีแตก ตัวปัญหาเรื้อรังต่างๆ ที่เราเคยมีมานานจนถึงปีนี้ก็ยังไม่สามารถกำจัด หรือปกปิดบาดแผลเหล่านั้นได้อีกต่อไป เราจะเห็นได้จากตัวงบประมาณที่มีรายจ่ายประจำพุ่งสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายลงทุนปรับลด 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อไปดูไส้ในว่ารายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง ก็จะพบว่าเฉพาะตัวบำนาญอย่างเดียวที่มีอยู่ 2 รายการ คือบำนาญให้ข้าราชการเพิ่มขึ้นประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท เงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพิ่มมาประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงเงินชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นกว่า 4 หมื่นล้านบาท แค่นี้ก็ครบแสนล้านแล้ว ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่งบหน่วยงานอื่นๆ ถูกปรับลดกันทั่วหน้า โดยเฉพาะกรมหรือกระทรวงที่เป็นงบลงทุนเป็นหลัก เช่น คมนาคม กรมโยธาธิการ
“รัฐบาลหลังชนฝาแล้ว ไม่สามารถปรับแต่งตัวเลขงบประมาณได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสของงบประมาณไทย” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ท่ามกลางหน่วยรับงบประมาณที่ถูกปรับลดงบประมาณทั่วหน้า แต่มีหนึ่งกระทรวงที่ได้รับงบประมาณเพิ่มถึง 30% คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยหน่วยงานที่ได้รับงบพุ่งสูงที่สุดคือ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport ได้งบประมาณเพิ่ม 2 เท่า ซึ่งก่อนหน้ามีการใช้เงินกองทุนดีอี เราอาจมองไม่เห็น ตรวจสอบไม่คล่อง แต่เมื่อมาขอสภาแล้วเราคงจะต้องเปิดเผยให้มีความโปร่งใสให้ประชาชนและ สส.ได้ตรวจสอบ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ’ ทรงบำเพ็ญกุศล พระศพ‘องค์ภา’
กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ"
ไทยตอบรับเข้าUNCLOS
"กต." แจงไทยส่งหนังสือแจ้งเข้าร่วมกระบวนการ UNCLOS มอบ "สีหศักดิ์" นำทัพตัวแทนหลัก พร้อมผนึก 2
ม็อบบุกทำเนียบ ค้าน‘พ.ร.บ.SEC’ ชี้แลนด์บริดจ์เจ๊ง
เครือข่าย SEC Watch-ภาคประชาชนภาคใต้ ปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบฯ เรียกร้องนายกฯ 3 ข้อ
สอน‘เท้ง’อย่าล่มเรือแก้รธน.
"นิกร" สอน "เท้ง" เป็นผู้นำฝ่ายค้านต้องรับผิดชอบความหวัง ปชช. อย่าล่มเรือแก้ รธน. เป็นกัปตันที่ดีต้องดูแลลูกเรือตัวเอง
ไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ ‘อนุทิน’โต้‘ปชน.’โยงDSIแกล้ง‘ภาวุธ’/จ่อชงForexคดีพิเศษ
"อนุทิน" ควันออกหู ลั่น! ไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ หลังพรรคส้มโยง
ครม.เศรษฐกิจพลัส! 'นายกฯ' ถก 'กรอ.' นัดแรก ดึงเอกชนร่วมกลั่นกรองเรื่องศก. ก่อนนำเข้า ครม.
นายกฯ ถก กรอ. นัดแรก ยกเป็น ‘ครม.เศรษฐกิจพลัส’ ดึงเอกชนเข้าร่วม ให้กลั่นกรองเรื่องศก. ก่อนนำเข้าครม.ได้

