2.8ล้านอุทธรณ์! มีรถยนต์อันดับ1

“คลัง” เผยยอดคนจนยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 วันแรก 2.76 ล้านคน ชี้ผิดเงื่อนไขครอบครองรถเกินกว่ากำหนดรั้งอันดับแรก ย้ำยื่นทบทวนสิทธิได้ถึง 31 ก.ค. “รมช.ศธ.”  วอนนักเรียน สกร.อย่าเพิ่งไขก๊อก

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า  ตั้งแต่วันที่ 17-18 ก.ค. มีผู้ลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ไม่ผ่านการคัดกรองตามเกณฑ์รอบใหม่ ยื่นเรื่องอุทธรณ์ขอให้คลังทบทวนสิทธิใหม่แล้ว 2.76 ล้านคน คิดเป็น 30% ของผู้ไม่ผ่านการคัดกรอง 9.31 ล้านคน ซึ่งผู้ไม่ผ่านการคัดกรองและยังไม่ยื่นอุทธรณ์อีก 6.55 ล้านคนสามารถยื่นเรื่องได้ถึง 31 ก.ค.2569

นายลวรณกล่าวอีกว่า ผู้ที่ยื่นอุทธรณ์ขอให้ทบทวนสิทธิ 2.76 ล้านคน ยื่นเรื่องเข้ามาในวันแรกมากถึง 2.34 ล้านคน และวันที่ 2 อีก 4.18 แสนคน ซึ่งผู้ยื่นอุทธรณ์ส่วนใหญ่ไม่ผ่านเงื่อนไขกรณีมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เกินกว่าที่โครงการกำหนดไว้มากที่สุดถึง 1.45 ล้านคน รองลงมาไม่ผ่านเกณฑ์มีสินเชื่อทุกประเภทหนี้และทุกบัญชีเกิน 1 แสนบาท 6.68 แสนคน เป็นบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ 5.77 แสนคน มีรายได้หรือรายจ่ายให้บุคคลอื่นเกิน 1 แสนบาท 4.24 แสนคน มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เกินกว่าที่โครงการกำหนด 2.61 แสนคน มีทรัพย์สินทางการเงิน (เงินฝาก สลาก) เกิน 1 แสนบาท 1.35 แสนคน และมีบัญชีบัตรเครดิต 4.66 หมื่นคน

 “ช่องทางยื่นอุทธรณ์ให้คลังทบทวนสิทธิทำได้ผ่านเว็บไซต์ประชาชน, แอปพลิเคชันเป๋าตัง,  แอปพลิเคชันทางรัฐ, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน,  ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์  (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์”

ขณะที่ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มนักเรียนในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หรืออดีตการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป หรือกลุ่มคนทำงานที่เข้ามาศึกษาต่อเพื่อพัฒนาวุฒิการศึกษา ไม่ผ่านการคัดกรองตามเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จนยื่นใบลาออกเพื่อขอรับสิทธิสวัสดิการกลับคืนมาว่า ศธ.รับทราบความเดือดร้อนแล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยสั่งให้เร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกโดยเร็วที่สุด

“ขอร้องให้นักเรียนกลุ่มดังกล่าวอย่าเพิ่งตัดสินใจลาออก หน้าที่การเรียนเป็นสิ่งสำคัญ   ส่วนการแก้ไขปัญหาเชิงระบบเป็นหน้าที่ของทางภาครัฐ” นายอัครนันท์กล่าว

ด้าน รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ  พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้มีผู้ไม่ผ่านการคัดกรองจำนวนมากว่า กระบวนการพิสูจน์ความจนมีปัญหา เพราะไม่มีบูรณาการข้อมูล ไม่กระจายอำนาจ ต้นทุนสูง รัฐบาลไทยต้องพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลางเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งข้อมูลตามหน่วยราชการต่างๆ ที่กระจัดกระจายกันอยู่ในแต่ละหน่วยงาน ข้อมูลสถาบันการเงิน ข้อมูลการถือครองทรัพย์สิน ข้อมูลการใช้จ่ายจากฐานข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม และข้อมูลภาคเอกชน 

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า หากนำเอาผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13.33 ล้านคน มาคำนวณเงินและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมด ในกรณีผู้ถือบัตรทุกคนใช้สิทธิจากวงเงินเต็มเพดาน   ผู้ถือบัตร 1 คนมีวงเงินสิทธิรวมประมาณ 12,920 บาทต่อปี หากทุกคนใช้สิทธิเต็มที่จะใช้งบสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท การคัดกรองออกจึงเป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาฐานะทางการคลังของประเทศในขณะนี้ด้วย ทางออกคือต้องใช้ภาษีเชิงลบบวกรัฐสวัสดิการแก้ทั้งระบบ ใช้ยุทธศาสตร์แก้จนกระจายรายได้ และสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือ การปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ขยายฐานภาษี โดยเฉพาะต้องหารายได้จากภาษีทรัพย์สิน  รวมทั้งปฏิรูปกิจการภาครัฐเพื่อลดค่าใช้จ่ายประจำลงด้วย 

“เราควรพัฒนาระบบภาษีเชิงลบขึ้นมาเพื่อช่วยทำให้การบริหารการคลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสวัสดิการช่วยเหลือคนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ต้องอาศัยมาตรการประชานิยมแจกเงินแจกสวัสดิการที่มีความไม่แน่นอนและขาดความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว ประชาชนจำนวนมากยังไม่มีความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณ” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ลงMOU15ฉบับร่วมมือรอบด้าน

จัดเต็ม! "อนุทิน" เยือนจีนวันสุดท้าย หารือ "หลี่ เฉียง" นายกฯ จีน ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม MOU 15 ฉบับ