“ศาล รธน.” สั่งสำนักงานศาลฯ ศึกษาข้อมูลปมบาร์โค้ดเพิ่ม เตรียมไต่สวน 26 ส.ค. “ไชยชนก" ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ปรับ ครม.ยึดผลงานไม่ตีกรอบ 1 ปี ชี้ปมฮั้ว สว.-เขากระโดงดิสเครดิตทางการเมือง “รมช.มท.” ลั่นเช็กบิลโกงสอบท้องถิ่นจบใน 31 ส.ค. เผยหลายจังหวัดเข้าใจ ไร้กังวล เซ็นปลด ขรก. “สถ.” แจงเคลียร์ "อบจ.ลำพูน” แล้ว หลังเห็นหลักฐานใบคะแนน “ปปง.” เร่งสอบทุจริตท้องถิ่น ก่อนยึด-อายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง “รังสิมันต์” ฟุ้งได้ข้อมูลโยงฝ่ายการเมืองเอี่ยว หลังพบคนสูงกว่าระดับอธิบดีคุยอาจารย์มหา’ลัยในเซฟเฮาส์ บี้ ป.ป.ช.เรียก "นายกฯ” สอบ ดักคออย่าชิงรีบตัดตอนปิดคดี “ไอติม” โพสต์คุ้ยฮั้ว สว.โดนแจ้งหมิ่นฯ 3 คดี
เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ (ผู้ถูกร้อง) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224
ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเตรียมการไต่สวนในวันพุธที่ 26 ส.ค.2569 ตามที่นัดไว้เดิม และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังควรเป็นกรอบเวลา 1 ปีเหมือนที่เคยระบุหรือไม่ว่า ที่บอกไว้ว่า 1 ปีก่อนหน้านี้คิดว่าเป็นเวลาที่ทุกคนได้สร้างผลงาน แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ว่า 1 ปีต้องปรับหรือไม่ปรับ ซึ่งจริงๆ แล้วตนรวมถึงรัฐมนตรีทุกคนถูกประเมินอยู่แล้ว
“ทุกคนมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบกับประชาชน ประเทศไทยเองมีหลายโอกาสหลายวิกฤตที่ต้องรับมือ หากใครก็ตามที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือสร้างผลงานไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยน เพราะเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ แต่การตัดสินใจอยู่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทุกคนทำอย่างเต็มที่และถูกประเมินไว้อยู่แล้ว” นายไชยชนกกล่าว
ถามว่า เกณฑ์การปรับ ครม.ต้องเป็นเรื่องงานใช่หรือไม่ นายไชยชนกย้ำว่า ต้องเป็นเรื่องงานอยู่แล้ว ต้องให้เรื่องงานเป็นหลัก ไม่มีเรื่องอื่นอยู่แล้ว เมื่อถามว่ากระแสข่าวพรรคการเมืองสีเขียว-สีแดงที่ผ่านมากระทบเสถียรภาพรัฐบาลบ้างหรือไม่ นายไชยชนกยืนยันว่าไม่ได้กระทบ และคิดว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพมากๆ แม้ประสบการณ์การเมืองของตนจะน้อย แต่เท่าที่สังเกตมาเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดรัฐบาลหนึ่งที่เคยได้สัมผัสมา
ซักถึงการโดนโจมตีเรื่องคดีฮั้ว สว.และคดีเขากระโดง ส่งผลประชาชนหมดความศรัทธารัฐบาลและพรรค ภท.หรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเมื่อประกอบกับจังหวะที่มา ก็จะเป็นรูปที่ต้องการดิสเครดิตทางการเมือง ซึ่งทั้งสองเรื่องนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ได้คิดว่าเป็นประเด็นใหม่ แต่คิดว่าเป็นแผนการ (Strategy) ของฝ่ายที่จะจุดประเด็น
“สำหรับผมสะท้อนด้วยซ้ำว่ารัฐบาลมีผลงานพอสมควร จึงเป็นเหตุที่ต้องหยิบผลงานเรื่องเก่าเข้ามาเพื่อดิสเครดิตในช่วงนี้" นายไชยชนกระบุ
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นว่า เป็นสิทธิและหน้าที่ที่ฝ่ายค้านทำได้อยู่แล้ว ส่วนของตนไม่มีอะไรที่กังวล เพราะทำเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา จนถึงขณะนี้ดำเนินการมาได้มากแล้ว ส่วนนอกเหนือจากที่ตนรับผิดชอบให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และตำรวจดำเนินการต่อไป
“สิ่งที่ต้องยอมรับคือมีปัญหาเกิดขึ้นจริงก่อนหน้านี้ และเราก็เข้าไปดำเนินการ ซึ่งเป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่จะตั้งคำถาม ผมในฐานะที่กำกับดูแล ก็มีหน้าที่ชี้แจง” รมช.มหาดไทยกล่าว
เช็กบิลโกงท้องถิ่นจบ 31 ส.ค.แน่
นายวรศิษฎ์กล่าวถึงกรณี 3 สมาคม อปท.ขอให้ สถ.ส่งหลักฐานเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นว่า ได้พูดคุย ประธานสมาคม อปท.ก็อยากจะให้ทาง กรม สถ.สนับสนุนทีมกฎหมาย ซึ่งอธิบดี สถ.ได้เตรียมการในส่วนนี้ไว้อยู่แล้ว พร้อมเน้นย้ำว่าสถานการณ์ที่มีกรอบระยะเวลาค่อนข้างสั้น ต้องพยายามทำให้มันง่าย รวดเร็ว ตอบสนองท้องถิ่น ที่มีความสงสัย และต้องการคำแนะนำให้เร็วที่สุด เพราะหากจะรอหนังสือราชการแล้วมาสอบถาม ส่งกันไปมาคงไม่ทันการณ์ ซึ่งมีการเน้นย้ำในเรื่องนี้ไปแล้ว
“นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องตั้งกรอบเวลา ให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 31 ส.ค.นี้ เพราะเข้าใจดีว่า ก.จังหวัด แต่ละพื้นที่ดำเนินการไม่พร้อมกัน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีหลายแห่ง จึงตั้งกรอบใหญ่ไว้ให้ ทั้งนี้ยืนยันว่า 31 ส.ค.นี้ คดีทุจริตการสอบท้องถิ่นต้องแล้วเสร็จ” รมช.มหาดไทยกล่าว
ส่วนนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ย้ำว่าขั้นตอนการตรวจสอบทุจริบสอบท้องถิ่น มีความรอบคอบของขั้นตอนตั้งแต่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) รับรองผลคะแนนที่ถูกต้องเอาไปเข้าคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ได้รับรองผลคะแนนที่ถูกต้อง
“ขอให้ความมั่นใจกับเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่อยู่ในพื้นที่ว่า บัญชีนี้มาจากไหน ซึ่งมาจากการตรวจของบริษัทคู่สัญญาของ มศว แม้ทาง มศว กับ สถ.จะประสบปัญหาบ้าง แต่การตรวจจากบริษัทที่ถูกต้องเริ่มต้นกระดุมเม็ดที่หนึ่งต้องถูกก่อน เมื่อเกิดเรื่อง ป.ป.ช.ได้เอาบัญชีไปใช้ขยายผลการไต่สวน เพราะฉะนั้นเป็นบัญชีเดียวกัน ตำรวจสอบสวนกลางก็ใช้บัญชีเดียวกัน เอาไปตรวจและรับรองบัญชีนี้มาเลย เท่านั้นยังไม่พอ สถ.ได้นำบัญชีเดียวกันนี้มาสอบทานด้วยมือ ข้างหนึ่งเป็นเครื่อง ข้างหนึ่งเป็นมือบุคคล เราสอบทานใช้เวลาเป็นสิบกว่าวันกว่าจะเสร็จ ฉะนั้นทำมา 4 รอบแล้วโดยบัญชีเดียวกัน” นายนิรัตน์กล่าว
รรท.อธิบดี สถ.กล่าวว่า การมีความกังวลเป็นเรื่องปกติ เพราะยังไม่เห็นอะไรเลย แต่ท่านจะได้เห็นในที่ประชุม เพราะเป็นเอกสารลับ ไม่ได้โพสต์ลงโซเชียลหรือเปิดเผยทั่วไป เนื่องจากต้องปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลเหมือนกัน แต่เอกสารรับรองที่ส่งไปจะมีทั้งใบคะแนนที่ตรวจสอบ ทุกคนมีตรงนี้มั่นใจได้ว่าถูกต้อง
“ที่ จ.ลำพูน นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน วันก่อนท่านกังวลเนื่องจากยังไม่เห็นตัวเอกสารว่ามีใบคะแนนหรือไม่ ผมบอกไปว่ามี เพียงแต่ท่านจะเห็นในวันที่ประชุม ซึ่ง จ.ลำพูนประชุมไปเมื่อวันที่ 18 ส.ค. พอประชุมท่านก็ร้องอ๋อว่า ครบแล้ว มั่นใจแล้ว แต่จะบอกว่าที่ผมส่งเป็นเผือกร้อนไปให้ผู้บริหารท้องถิ่นปลายทาง ต้องบอกว่า มันอุ่นลงแล้ว มันเย็นลงเยอะแล้ว ด้วยการกลั่นกรองอย่างรอบคอบและตรวจอย่างละเอียดของ กสถ. ก.กลาง และสถ.” รรท.อธิบดี สถ.กล่าว
ด้านนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงกรณีตรวจสอบทุจริตการสอบท้องถิ่นว่า ปปง.ได้เข้ามาดำเนินการในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยร่วมขับเคลื่อนการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เพิกเฉย อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบข้อมูลพยานหลักฐานทั้งหมด โดยคาดว่าจะมีความคืบหน้าในเร็วๆ นี้
“กลุ่มบุคคลที่มีรายงานอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นประมาณ 5,000 คน แต่ไม่ได้หมายความว่าบุคคลทั้งหมดจะถูกดำเนินการในลักษณะเดียวกัน แต่จำเป็นต้องแบ่งกลุ่มตามพฤติการณ์และบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด คือกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด กลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์เชิญชวนหรือชักชวนให้มีการทุจริต กลุ่มบุคคลที่รับโอนหรือรับเงิน รวมถึงกลุ่มบุคคลที่ให้ผลประโยชน์หรือจ่ายเงินเพื่อให้มีการสอบผ่านหรือได้รับการคัดเลือก โดย ปปง.จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละบุคคลเป็นรายกรณี โดย ปปง.จะยึดพยานหลักฐานเป็นสำคัญ” นายเทพสุกล่าว
ถามว่า คดีทุจริตการสอบท้องถิ่นปัจจุบัน ปปง.ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์แล้วหรือไม่ เลขาธิการ ปปง.กล่าวว่า ขณะนี้ ปปง.ได้เริ่มกระบวนการตรวจสอบแล้ว จากนี้จะนำไปสู่การพิจารณาดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ตามกฎหมาย โดยต้องมีการยึดอายัด แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ยึดอายัด และจะเป็นเร็วๆ นี้
โรมฟุ้งมีข้อมูลโยงการเมือง
ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ.ทำหน้าที่ประธาน วาระน่าสนใจเป็นกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น ประจำปี 2567-2569 โดยได้เชิญบุคคลและหน่วยงานเข้าชี้แจง อาทิ นายกรัฐมนตรี, เลขาฯ ป.ป.ช., ผบช.ก., รองผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์, อธิการบดี ม.บูรพา, อธิการบดี มศว, นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าฯนครราชสีมา, นายเรืองเดช ศิริกิจ ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว , นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ในฐานะอดีต รมช.มหาดไทย และนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ปรึกษาของนายกฯ
อย่างไรก็ตาม การประชุม กมธ.วันนี้ (19 ส.ค.) นายกฯ ไม่ได้เดินทางมาชี้แจง เช่นเดียวกับนายทรงศักดิ์และนายทองเจือ รวมทั้งรองผู้ว่าฯ นครราชสีมา อธิการบดี ม.บูรพามอบหมายให้ ผอ.สำนักบริการวิชาการและนิติกรฯ มาแทน ส่วน มศว มอบรองอธิการบดีฝ่ายนิติกรฯ มาเช่นกัน
นายรังสิมันต์แถลงผลประชุมว่า กมธ.ได้ประเด็นค่อนข้างมาก โดยได้เห็นถึงขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นที่ชัดเจนมากขึ้น เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ฝ่ายข้าราชการประจำเท่านั้นที่ทำ ซึ่งข้อมูลคำให้การของตัวแทน ม.บูรพา และผู้แทนจาก มศว พูดตรงกันว่ามีความพยายามที่จะดำเนินการหลายครั้ง และพบกับบุคคลบางกลุ่ม เช่น ข้อมูลที่เราได้รับว่ามีบุคคลระดับสูงกว่าอธิบดี ที่พยายามเข้าไปติดต่อพูดคุยกับมหาวิทยาลัยที่ชนะในโครงการที่สอบท้องถิ่น โดยบุคคลในระดับที่กล่าวถึงที่เรายังไม่ได้รับคำตอบว่าเป็นใคร แต่ต้องขอข้อมูลหลังบ้าน ซึ่งเป็นเอกสารอีกครั้ง โดยบุคคลระดับสูงดังกล่าวมีการนัดพูดคุยกับอาจารย์บางท่านเข้าไปคุยกันที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง เพื่อมีการขอกันตรงนี้ในรายละเอียดเรายังไม่ทราบว่าขออะไรบ้าง
นายรังสิมันต์กล่าวว่า ในส่วนของข้าราชการ ก็มีการขอกันของมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น หลังจากได้รับเป็นผู้ชนะการสอบมีการขอซื้อรถยนต์ให้หรือขอผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของต่างๆ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าเป็นมูลค่าตัวเลขเท่าไหร่ แต่มีการขออย่างแน่นอน อีกทั้งยังมีการส่งรายชื่อในระดับหลัก 100 ให้มหาวิทยาลัยเพื่อให้ประกาศรายชื่อของผู้ที่สอบได้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเราได้รับการยืนยันจากมหาวิทยาลัย ว่ามีการส่งรายชื่อให้จริง แต่ยังไม่ระบุว่าเป็นสถาบันไหน
“อาจารย์ มศว ยังได้มีการพบปะกับนายวินจริง โดยนายวินถูกส่งมาโดยอธิบดีท่านหนึ่ง ทำให้อาจารย์เข้าใจว่านายวินเป็นบุคคลของ สถ. เนื่องจากรู้จักกับคนจำนวนมาก ส่วนรายละเอียดการพูดคุยนั้นขออนุญาตไม่เปิดเผยตรงนี้ อีกทั้งยังมีการติดต่อประสานงานระหว่างนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กับอาจารย์บางท่านที่เกี่ยวพันกับการสอบท้องถิ่นด้วย เราจะติดตามข้อมูลรายละเอียดตรงนี้ต่อไป แต่นายทองเจือไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการสอบท้องถิ่นครั้งนี้เลย ปัจจุบันตามข้อมูลที่ได้รับเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น” นายรังสิมันต์กล่าว
ประธาน กมธ.การกฎหมายฯ ระบุว่า โดยภาพรวมทั้งหมดเราเริ่มเห็นถึงความเชื่อมโยงฝ่ายการเมืองว่าน่าจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้อย่างแน่นอน ในฐานะของประธาน กมธ. คงจะมีการติดตามเรื่องนี้ต่อไป แต่สิ่งที่อยากจะทราบคือจนถึงวันนี้ทาง ป.ป.ช.ได้มีการดำเนินการส่งหนังสือทั้งนายอนุทิน นายทรงศักดิ์ และนายทองเจือ ไปให้ข้อมูลปากคำบ้างแล้วหรือยัง เหตุผลที่ทั้ง 3 บุคคลมีความสำคัญ เช่น นายทองเจือมีการติดต่อประสานงานพูดคุยกับ มศว น่าสงสัยว่ามีภารกิจเกี่ยวข้องอย่างไรกับงานนี้ ทำไมถึงไปประสานงาน นายอนุทิน เนื่องจากจุดเปลี่ยนของเรื่องนี้ที่สำคัญมาก มีการไปยกเลิกไม่ให้ ม.บูรพาได้งาน หากไม่มีจุดนี้คิดว่าเรื่องการทุจริตคงจะไม่ขนาดนี้ นายทรงศักดิ์มีข้อมูลหรือความรู้อย่างไรบ้างเกี่ยวกับการทุจริตเรื่องนี้
ถามว่า มท.ระบุเรื่องนี้จะได้ข้อยุติภายในสิ้นเดือน ส.ค. นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนต้องถามกลับไปว่าตกลงวันที่ 31 ส.ค.เป็นวันตัดตอนใช่หรือไม่ เพราะตอนนี้แค่ชุดทำงานคณะทำงานของนายปกรณ์ก็ยังไปไม่ถึงประเด็น ม.บูรพา ทั้งที่เป็นจุดเริ่มต้น หากไม่นำประเด็นนี้เข้ามาตนคิดว่าเป็นการตัดตอนชัดเจน
"ที่บอกว่าวันที่ 31 ส.ค.นี้ทุกอย่างจะจบ ผมถามว่าจบด้วยข้อเท็จจริงอะไร ขณะนี้การตัดตอนมีอยู่ 2 ส่วน คือตัดไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับข้าราชการบางกลุ่มรอด บางกลุ่มซวย จึงต้องถามว่า 31 ส.ค.นี้จะตัดตอนเอาใครให้รอด เอาใครให้ซวยบ้าง” นายรังสิมันต์กล่าว
ไอติมคุ้ยฮั้วโดน 3 คดีหมิ่น
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. ขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีฮั้ว สว.อย่างโปร่งใส โดยให้ กกต.ใช้ดุลพินิจพิจารณายืนตามความเห็นของอนุฯ ชุดที่ 26 การที่ตั้งอนุฯ ที่ 36 ซึ่งเป็นคณะพิเศษ ถือว่ามีพิรุธ และถ้า กกต.ใช้วิธีการที่จะยื่นต่อศาลน้อยกว่า 229 คน ก็ถือว่ามีพิรุธเช่นกัน
"ถ้า กกต.ชุดนี้ไม่อยากเดินตามชุดของ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ที่ต้องคำพิพากษาจำคุก ก็ขอให้เร่งพิจารณาและใช้มติของอนุฯ ชุดที่ 26 เป็นหลัก” แกนนำ คปท.ระบุ
ขณะที่กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว พร้อมคณะ ก็ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต.เร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตในการเลือก สว.2567 และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาวินิจฉัยตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะเห็นว่ากระบวนการพิจารณาของ กกต.มีความยืดเยื้อล่าช้ากว่า 2 ปี 2 เดือน นับแต่การเลือก สว.ปัจจุบัน
เช่นเดียวกับ นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท หรือ "เจ๊แมว" ได้เดินทางมาที่ กกต. พร้อมโชว์หมายศาล เพื่อยื่นเรื่องขอรับเอกสารสำนวนคำวินิจฉัยสำคัญของคณะกรรมการชุดที่ 26 ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เคยชี้มูลความผิดบุคคลจำนวน 229 คน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินและคดียุบพรรค ภท.
วันเดียวกัน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.) ตนได้รับทราบจากการให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งว่า ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม เป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีกับตนฐานหมิ่นประมาท เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา เท่ากับว่าตอนนี้ จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ตนถูกแจ้งความฐานหมิ่นประมาทสืบเนื่องจากการตรวจสอบคดีโกง สว.แล้ว จากนักการเมือง 3 คน คือ 1.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ (จ.บึงกาฬ) 2.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (จ.อำนาจเจริญ) และ 3.ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม (จ.หนองบัวลำภู)
นายพริษฐ์ระบุว่า ในการทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎร ยืนยันตนได้ดำเนินการและจะเดินหน้าตรวจสอบประเด็นต่างๆ ต่อไปบนพื้นฐานของข้อมูลและเหตุผล ซึ่งรวมถึงการนำเสนอชัดเจนว่า อะไรเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันแล้ว อะไรเป็นข้อมูลที่หน่วยงานสามารถยืนยันหรือพิสูจน์ได้ อะไรเป็นคำถามที่ต้องการคำชี้แจง และอะไรเป็นความเห็นหรือคำบอกเล่าจากบุคคลที่ให้ข้อมูล ซึ่งหากเรื่องเหล่านี้ไปถึงชั้นศาล ตนเชื่อว่าความจริง หลักฐานเอกสารที่จะเรียกได้เพิ่มเติมในชั้นศาล และเจตนาที่ชัดเจนของตนในการทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ จะปกป้องและให้ความเป็นธรรม
“หากกระบวนการดังกล่าวทำให้ผมต้องเดินทางไปที่จังหวัดต่างๆ ก็จะขอใช้โอกาสนี้ในการเดินหน้ารับฟังปัญหาและจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความเห็นกับประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ย้ำว่า ตั้งแต่ผมมาร่วมทำงานกับพรรคก้าวไกล มีการเก็บบันทึกไว้ส่วนตัว ว่าได้เดินทางไปทำงานหรือร่วมกิจกรรมที่จังหวัดไหนแล้วบ้าง ล่าสุดพบว่าผมได้เดินทางไปร่วมงานแล้วใน 62 จังหวัด อีก 15 จังหวัดที่ยังไม่ได้มีโอกาสไป มีทั้ง บึงกาฬ อำนาจเจริญ และหนองบัวลำภู รวมอยู่ในนั้นพอดี” นายพริษฐ์ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
TH-AIPassportทะลุ5แสน อนุทินลั่นไม่ไร้ค่าเฮงกะบ๊วย
เปิดลงทะเบียน TH-AI Passport วันแรก ทะลุ 5 แสน "อนุทิน” โอ่เปิดทางคนไทยใช้ AI ระดับโลก ไม่ใช่โครงการเฮงกะบ๊วย
ปลื้มเยือนออสซี่วินวิน2เด้ง
ยิงสลุต 19 นัด! ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ
น่านอ่วม!เร่งอพยพ
"นายกฯ" ร้อนใจข้ามประเทศภัยน้ำท่วมน่าน ต่อสายตรง "ดร.เชน"
ภท.ปัดสนิทวิทยา ตั้งกก.สอบปมโอ๋
“ภราดร” ข้องใจ “ฝ่ายค้าน” เล็งซักฟอก “รัฐบาล” ปมทุจริต
ไม่มีสส.โดนยิงตาย ปธ.สภาตรวจเข้มการันตีเซฟโซน100%/นิรโทษคืนปืนเถื่อน
“ปกรณ์” เผย มท.เสนอคืนปืนเถื่อนโดยไม่ต้องรับผิด ย้ำร้านขายปืนมีส่วนช่วยในการควบคุมเหมือนในต่างประเทศ
‘คลัง’กาง3แผน ดันเศรษฐกิจโต เที่ยวไทยทันต.ค.
“อนุทิน-เอกนิติ” ยังไม่พอใจจีดีพีขยับมาที่ 2.2% นายกฯ บอกโตได้มากกว่านี้

