‘บุ๋ม’รอหมายจับหน้าบ้าน จี้รื้อมูลนิธิ-สมาคมทั่วปท.

ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ "บุ๋ม  ปนัดดา" และสามี ตร.แจ้ง 3 ข้อหาหนัก ตรวจสอบพฤติการณ์ยักยอกทรัพย์ "บุ๋ม" พร้อมทนายยืนรอหน้าบ้าน ยันพร้อมพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม ด้าน “กรมการปกครอง”  แจ้งความ "มูลนิธิองค์กรทำดี" หลังพบเผยแพร่ข้อความเชิญชวนบริจาคช่วยน้ำท่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ “ปอศ.” ลุยสอบรุกที่ 2 แห่งส่อเค้าพันมูลนิธิ “กมธ.” จี้สอบสมาคม-มูลนิธิ 3.2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน มีรายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีเกี่ยวกับมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) โดยศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี  หรือ บุ๋ม ปนัดดา และนายอธิป อนันทวรรณ หรือ  ก๊อต อธิป สามีแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า  พนักงานสอบสวน บก.ปอศ.ได้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี พร้อมยึดอายัดทรัพย์สินหลายรายการของ  น.ส.ปนัดดาและบุคคลใกล้ชิด รวมถึงสมาชิกในครอบครัว เพื่อประกอบการดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ การออกหมายจับเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการดำเนินคดีอาญา โดยบุคคลทั้งสองยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ทางด้าน “บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้ปรากฏตัวบริเวณหน้าบ้านพักย่านนวมินทร์ พร้อมด้วยนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์ หรือ “ทนายเพชร” ทนายความส่วนตัว เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจและแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าไม่มีความคิดที่จะหลบหนีแต่อย่างใด

นายเอกสิทธิ์ให้ข้อมูลว่า ในช่วงเช้าได้เดินทางไปพร้อมกับ น.ส.ปนัดดาที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 8 เพื่อเข้าพบเจ้าหน้าที่ตามหนังสือแจ้งผู้ประกอบการของกรมสรรพากร และนำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่

 ต่อมาเวลา 17.00 น. น.ส.ปนัดดาพร้อมทนายเพชรเดินทางมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหน้าหมู่บ้าน หลังทราบข่าวว่าศาลอาญา รัชดาฯ ได้ออกหมายจับฐานฉ้อโกงประชาชน, ความผิดฐานฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดย น.ส.ปนัดดากล่าวว่า วันนี้หลากหลายอารมณ์มาก ตนไม่ห่วงอะไร หากถูกจับกุมก็ได้ฝากลูกวัย 2 ขวบและ 4 ขวบไว้กับแม่อายุ 76 ปี ทั้งนี้บุ๋มเป็นเสาหลักของครอบครัว ก็กังวลว่าพวกเขาจะอยู่กันอย่างไรโดยไม่มีบุ๋ม ก็กังวลแค่นี้ ส่วนตัวบุ๋มเองไม่ห่วงอะไร ยินดีและพร้อมพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม

"ฝากขอโทษทุกคนที่ทำให้ผิดหวัง ขอโทษที่ทำให้ทุกคนรู้สึกแย่ ขอโทษทุกคนที่รักและเชื่อมั่นในตัวบุ๋ม อย่างไรก็ตามขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้มา คนที่ไม่ซ้ำเติมในวันที่บุ๋มล้ม ขอบคุณน้องอันดามันลูกสาวคนโตที่คอยให้กำลังแม่มาตลอด อยากบอกว่าเขาเข้มแข็งมาก" น.ส.ปนัดดากล่าว

ขณะที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ "มูลนิธิองค์กรทำดี" หลังได้รับหนังสือจากสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและผู้เกี่ยวข้อง เนื่องจากตรวจสอบพบการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยไม่ปรากฏหลักฐานการได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเรี่ยไรตามกฎหมาย อันเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พุทธศักราช 2487

สอบเส้นเงิน 1.8 ล้านครั้ง

ทางด้าน น.ส.ศิริขวัญ นิลกรรณ์ หรือทนายเปิ้ล พา น.ส.พรพรรณ ภุมรินทร์ หรือ แพทตี้ รองประธานกรรมการ รักษาการประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี อดีตประธานมูลนิธิ ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่ปฏิเสธให้สัมภาษณ์

นายวิทยาพร จันทวาส รองโฆษกประจำสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยว่า ทาง บก.ปอศ.ได้ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวแล้วจำนวนหนึ่ง หลังจากนี้ตำรวจจะได้มีการจัดทำรายงานสำนวนการยึดอายัดทรัพย์สินเพื่อส่งให้สำนักงาน ปปง.ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี   ระหว่างนี้พนักงานสอบสวนยังคงสามารถพิจารณาคืนหรือไม่คืนทรัพย์สินที่อายัดแก่ผู้เกี่ยวข้องได้ หรือจะพิจารณาว่าทรัพย์สินใดจะยึดไว้เป็นของกลางในคดีก็ได้ จากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงค่อยส่งรายการทรัพย์สินให้ ปปง.ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นายวิทยาพรเผยว่า ธุรกรรมทางการเงินที่มีการรับโอนหรือจ่ายออกภายในบัญชีทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายงานว่ามีจำนวนรวมกว่า 1.8  ล้านครั้ง ในส่วนนี้เป็นการดำเนินการของพนักงานสอบสวนตำรวจที่ตรวจสอบเชิงลึก ผ่านการตรวจสอบเปรียบเทียบด้วยรายการเดินบัญชีธนาคาร แต่ ปปง.จะดูในส่วนของรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย จึงทำให้มีความแตกต่างกัน ดังนั้นธุรกรรมต่างๆ ที่พนักงานสอบสวนตรวจพบ ก็จะถูกใช้พิจารณาถึงการดำเนินคดีต่างกรรมต่างวาระ

 “ปัจจุบันนี้พนักงานสอบสวนตำรวจดูองค์ประกอบของหลักฐานในคดีแล้วเข้าข่ายตามความผิดฉ้อโกงประชาชน, ฟอกเงิน และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.2550 ซึ่งหากภายหลังพบว่ามีการกระทำใดที่เข้าข่ายเป็นความผิดกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง  พนักงานสอบสวนก็สามารถดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาได้ตามพยานหลักฐานที่พบเจอ” นายวิทยาพรกล่าว

ที่รัฐสภา น.ส.บุญยนุช แสงศรี เจ้าของเพจ “ออยศรีและผองเผือก" พร้อมนายธนาคาร น้อยพิทักษ์ ทนายความ ยื่นหนังสือต่อนายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด เพื่อให้ตรวจสอบ น.ส.ปนัดดา และมูลนิธิองค์กรทำดี โดยนายพิทักษ์เดชกล่าวว่า  กมธ.จะนำเรื่องให้คณะกลั่นกรองพิจารณาว่าการร้องเรียนนี้เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานของ  กมธ.หรือไม่ หากมีความเกี่ยวข้อง และมีการพิจารณาแล้วเสร็จ จะขอมติที่ประชุมเพื่อพิจารณาต่อไป 

ต่อข้อถามว่า นอกจากการตรวจสอบมูลนิธิของบุ๋ม ปนัดดาแล้ว จะมีการตรวจสอบมูลนิธิอื่นๆ ต่อไปอีกหรือไม่ น.ส.บุญยนุชกล่าวยอมรับว่า มี ตนได้ตรวจสอบมูลนิธิเป็นหนึ่ง โดยมีคำพิพากษาออกมาจากคำสารภาพของประธานมูลนิธิเองว่ามีการปลอมลายเซ็นบุคคลอื่นในการจัดตั้งมูลนิธิ ทั้งยังเปิดรับบริจาคและมีพยานหลักฐานจากอำนาจศาลว่ามีการโอนเงินของมูลนิธิเข้าบัญชีส่วนตัว และยังโอนไปยังบัญชีของลูกชาย สามี และยังมีมูลนิธิอื่นๆ ในส่วนของมูลนิธิคนตื่นธรรม ทนายธรรมราช สาระปัญญา ได้มีการพูดคุยกับตนว่ามีการเก็บหลักฐานทุกอย่างไว้แล้ว และน่าจะมีการยื่นตรวจสอบสำหรับมูลนิธิคนตื่นธรรมต่อไป

จี้สอบ 3.2 หมื่นมูลนิธิ

ด้านนายบุญรวี ยมจินดา สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครวมใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค  พร้อมด้วย น.ส.รัตติกาล โสวะภาส รองหัวหน้าพรรครวมใจไทย ในฐานะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการฯ  ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายบุญรวีกล่าวว่า สังคมกำลังตั้งคำถามและเกิดความเคลือบแคลงสงสัยอย่างหนักต่อมูลนิธิและองค์กรการกุศลหลายแห่งที่กลายเป็นข่าวไวรัลทั่วประเทศ จึงขอให้ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะ สส.และกรรมาธิการฯ จี้ให้รัฐบาลกวาดล้างและตรวจสอบอย่างจริงจัง

พร้อมเปิดเผยข้อมูลตัวเลของค์กรไม่แสวงหากำไรในประเทศไทย ว่าปัจจุบันมีสมาคมจดทะเบียนอยู่ประมาณ 18,506 แห่ง และมูลนิธิประมาณ 14,330 แห่ง รวมแล้วมีมากกว่า 32,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งหลายแห่งมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง ละเลยการส่งงบการเงินประจำปีติดต่อกันนาน 3-4 ปี บางแห่งเปิดขึ้นมารูปแบบคล้ายกับการทำธุรกิจส่วนตัว หรือนำเงินบริจาคไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ จึงเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานรับจดทะเบียนผ่านทางนายอำเภอและสำนักงานเขตให้เร่งตรวจสอบ

วันเดียวกัน พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุมติดตามบริหารสั่งการคดีสำคัญประจำสัปดาห์ โดยเร่งรัดติดตามคดีที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษมูลนิธิองค์กรทำดี   ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของ บก.ปอศ.และคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว คือคดีที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ร้องทุกข์กล่าวโทษกรณีมีการปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างบุกรุกที่ราชพัสดุ ในพื้นที่ สภ.บ้านนา จ.นครนายก

ทั้งนี้ ในการประชุม รอง ผบ.ตร.ได้รับฟังข้อมูลความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนของทั้งสองคดี และเนื่องจากพยานหลักฐานบางส่วนมีความเกี่ยวพันกันอยู่ จึงได้สั่งการและให้นโยบายในการพิสูจน์ความเชื่อมโยงของพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนทุกมิติ พร้อมเร่งรัดการสอบสวนพยานบุคคลเพิ่มเติมในคดีการบุกรุกที่ราชพัสดุ เพราะคาดว่าอาจมีตัวละครที่เกี่ยวข้องอีกหลายส่วน รวมทั้งให้เพิ่มเติมเรื่องการพิสูจน์แผนที่ทางอากาศ และพิสูจน์ถึงพฤติการณ์การบุกรุกที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน ตลอดจนพิสูจน์เส้นเงินในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สำหรับความคืบหน้ากรณีการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติบนเทือกเขากมลา เพื่อก่อสร้างสนามวิ่งเทรลและสนามยิงปืน พ.ต.อ.เฉลิมชัย เหิรสวัสดิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรกะทู้ เปิดเผยความคืบหน้าทางคดี หลังผู้ต้องหาเดินทางเข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 4 พ.ย. เวลาประมาณ 23.00 น. ว่านายอภิชาติ หรือ "ช่างเอ๋" พร้อมภรรยา ซึ่งเดินทางมาก่อนกำหนดหมายเรียก 2 วัน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.กะทู้ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ, พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอใช้สิทธิ์ไม่ให้การใดๆ ในชั้นพนักงานสอบสวน

พ.ต.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการตามข้อกล่าวหาแรกที่ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความไว้ คือความผิดฐานบุกรุกป่า ส่วนการขยายผลเอาผิดผู้ว่าจ้างหรือผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ ทางเทศบาลเมืองกะทู้จะต้องเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติม เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คดีรุกป่ากมลา 'ช่างเอ๋' ซัดทอดสามี 'บุ๋ม ปนัดดา' เป็นคนสั่งการ

คดีรุกป่ากมลา "ช่างเอ๋" พร้อมภรรยา เข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีสนามวิ่งเทรลและสนามยิงปืนเถื่อน ปฏิเสธทุกข้อหา พร้อมซัด "ก๊อต อธิป" เป็นคนสั่งการ