“เลขาธิการสภาฯ” ย้ำจัดระเบียบ กมธ. ยึดเกณฑ์ปี 62 ยุค “ปธ.ชวน” ไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อนกัน ปัดลิดรอนสิทธิ ปธ.กมธ. ชี้การเรียกบุคคลหรือเอกสารมาให้ข้อมูลต้องใช้ “มติ กมธ.” เท่านั้น แย้ม พ.ร.บ.อำนาจเรียก กมธ.ปี 68 มีดาบฟัน ขรก.เบี้ยวชี้แจงผิดวินัยร้ายแรง บีบรัฐมนตรีเข้าแจงสภาอยู่แล้ว “อนุทิน” ยันปม กมธ.ยึดตามกรอบ รธน. ปัดไม่รู้จักคำว่าน้ำเงินกินรวบ “โรม” สวน “ศุภชัย” ใครกันแน่เหิมเกริม ยันเรียก ปธ.สภาฯ แจงตามระเบียบ หลัง กมธ.มีมติเอกฉันท์ ถามระบอบน้ำเงินห้ามตรวจสอบจะเผาบ้านไล่หนูเล่นงาน “รังสิมันต์” คนเดียวหรือ “สภา” วุ่น “สส.ปชน.” ขอนับองค์ประชุม หลังโต้ประเด็นอำนาจประธาน กมธ.
ที่รัฐสภา วันที่ 5 พ.ย.2569 มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ภายหลังประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญทั้ง 35 คณะ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก สส.ฝ่ายค้านว่าเป็นการริบอำนาจ ปิดปาก และคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของประธาน กมธ.นั้น ล่าสุด สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงอีกครั้ง ยืนยันแนวทางดังกล่าวไม่ได้เป็นการจำกัดอำนาจหรือลิดรอนสิทธิของประธาน กมธ. แต่เป็นการอธิบายบทบัญญัติกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่มีอยู่เดิม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 และข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562 ให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ
แถลงการณ์ระบุว่า การเรียกบุคคลหรือเอกสารใดๆ มาให้ข้อมูล ต้องกระทำโดยมติของคณะกรรมาธิการเท่านั้น ประธาน กมธ.ไม่สามารถใช้อำนาจเรียกตามอำเภอใจหรือใช้อารมณ์ส่วนตัวเพียงลำพังได้ รวมถึงมีการจัดระเบียบไม่ให้ กมธ.หลายคณะพิจารณาศึกษาเรื่องที่ซ้ำซ้อนกัน เพื่อลดภาระของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องมาชี้แจงซ้ำซ้อนในสัปดาห์เดียวกัน
นอกจากนี้ มีการเปิดเผยถึงระเบียบสภาผู้แทนราษฎร ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการหลายคณะ พ.ศ.2562 ซึ่งลงนามไว้โดยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นมา
สาระสำคัญของระเบียบดังกล่าว กำหนดขึ้นเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่ซ้ำซ้อน โดยกำหนดให้ประธาน กมธ.ทุกคณะต้องส่งรายงานแผนการพิจารณา ประเด็นที่ศึกษา รวมถึงรายชื่อบุคคลหรือหน่วยงานที่จะเชิญมาชี้แจง ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรรับทราบภายในวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ หากประธานสภาฯ ตรวจสอบพบว่ามี กมธ.มากกว่าหนึ่งคณะกำลังพิจารณาเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันหรือซ้ำซ้อนกัน จะแจ้งให้ประธาน กมธ.แต่ละคณะทราบโดยไม่ชักช้า เพื่อจัดประชุมร่วมกันในการหาแนวทางปฏิบัติ โดยให้ทุกคณะยุติการดำเนินการในเรื่องนั้นไว้เป็นการชั่วคราว เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถยุติได้ทันที ก็ให้ทำหน้าที่ไปพลางก่อนได้ แต่ต้องไม่เกิน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ระบุว่า สำหรับการร่วมกันดำเนินการตามระเบียบนี้ สามารถทำได้ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ร่วมกันกระทำกิจการโดยตกลงให้ประธาน กมธ.คณะใดคณะหนึ่งเป็นประธาน หากตกลงไม่ได้ให้ประธานสภาฯ เป็นผู้กำหนด 2.ให้ กมธ.คณะใดคณะหนึ่งเป็นหลักในการดำเนินการ และให้ กมธ.คณะอื่นส่ง กมธ.ตามจำนวนที่ที่ประชุมกำหนดเข้าร่วม และ 3.แนวทางอื่นๆ ตามที่ที่ประชุมร่วมกันเห็นชอบ
“หากเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย และให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด” สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ มีประเด็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียกของ กมธ.ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2568 กำลังเป็นที่จับตาจากสังคมและฝ่ายการเมือง โดยกฎหมายฉบับนี้นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพบทบาทการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความเด็ดขาดให้แก่ กมธ.ในการเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคลเข้ามาชี้แจงข้อมูลต่อสภา
หนูชี้ปม กมธ.ยึดตาม รธน.
ทั้งนี้ รายละเอียดข้อกฎหมาย ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และบทลงโทษที่น่าสนใจนั้น กฎหมายฉบับดังกล่าวครอบคลุมอำนาจของ กมธ.สามัญ กมธ.วิสามัญ และ กมธ.ร่วมกันของทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ในการออกหนังสือเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคลเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยต้องแจ้งเหตุผลและประเด็นข้อซักถามล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้ยกเว้นอำนาจเรียกต่อผู้พิพากษาหรือตุลาการ ในส่วนการพิจารณาอรรถคดีและการบริหารงานบุคคล รวมถึงองค์กรอิสระ ในส่วนการปฏิบัติหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญ เพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระในการทำงาน
นอกจากนี้ มาตรา 11 ยังระบุคุ้มครองผู้ที่มาให้ถ้อยคำ ส่งเอกสาร หรือเผยแพร่รายงานต่อ กมธ.โดยสุจริต ให้พ้นจากความรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย พร้อมกำหนดให้ผู้ได้รับหนังสือเรียกมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามระเบียบที่ประธานรัฐสภากำหนด
สำหรับบทบาทของประธาน กมธ. กฎหมายวางมาตรการดำเนินการไว้อย่างชัดเจน ดังนี้ 1.กรณีเรียกเอกสาร/บุคคล หากเป็นรัฐมนตรี ต้องแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ หากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องแจ้งผ่านนายกฯ หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดมาชี้แจงหรือส่งเอกสาร 2.มาตรการบีบรัฐมนตรี หากรัฐมนตรีไม่ยอมสั่งการ ประธาน กมธ.มีอำนาจทำหนังสือถึงประธานสภาฯ ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา เพื่อส่งเรื่องบังคับให้นายกฯ หรือรัฐมนตรีผู้นั้นเข้ามาชี้แจงเหตุผลกลางที่ประชุมสภาฯ (หรือส่งคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 15 วัน หากอยู่นอกสมัยประชุม) 3.ฟันวินัยข้าราชการขัดขืน เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่มา ไม่ส่งเอกสารโดยไม่มีเหตุสมควร หรือจงใจแจ้งข้อมูลเท็จ ถือว่ามีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง โดยประธาน กมธ. (โดยความเห็นชอบของ กมธ.) จะแจ้งไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อสั่งลงโทษทันที และผู้บังคับบัญชาต้องรายงานผลการลงโทษกลับมาภายใน 30 วัน และ 4.ลงโทษผู้บังคับบัญชาอุ้มลูกน้อง หากผู้บังคับบัญชาละเว้น ไม่ดำเนินการลงโทษตามที่ได้รับแจ้ง ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาผู้นั้นจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายหรือกระทำผิดวินัยตามระเบียบข้าราชการในสังกัดตนเองด้วย
ในส่วนของการออกหนังสือเรียกหรือการบรรจุวาระของ กมธ. ประเด็นสำคัญเรื่อง "มติเสียงในที่ประชุม" มีรายละเอียดดังนี้ 1.การออกหนังสือเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคล ประธาน กมธ.ไม่สามารถใช้อำนาจออกหนังสือเรียกตามอธิปไตยของตนเองเพียงลำดับเดียวได้ แต่จะต้องได้รับมติเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (เสียงส่วนใหญ่ของ กมธ.ในคณะนั้นๆ) ก่อนที่จะลงนามในหนังสือเรียกเพื่อส่งไปยังหน่วยงานหรือบุคคลเป้าหมาย 2.การบรรจุวาระการพิจารณา การนำเรื่องใดเข้าสู่การพิจารณาเพื่อออกหมายเชิญ/หมายเรียก ต้องผ่านการเสนอและอนุมัติบรรจุวาระโดยมติของที่ประชุม กมธ.เช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ประธานหรือกรรมาธิการคนใดคนหนึ่งใช้อำนาจกลั่นแกล้งหรือดึงเรื่องส่วนตัวเข้ามาพิจารณา และ 3.การส่งเรื่องลงโทษวินัยร้ายแรง ในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐขัดขืนไม่มาชี้แจง กฎหมายระบุชัดเจนว่า การที่ประธาน กมธ.จะส่งเรื่องแจ้งไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อสั่งลงโทษทางวินัยร้ายแรงได้นั้น ต้องทำ "โดยความเห็นชอบของ กมธ." (ผ่านมติที่ประชุม) เท่านั้น
ทั้งนี้ กฎหมายยังวางกลไกป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยระบุว่า หากกรรมาธิการคนใดใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น หรือกระทำการโดยทุจริต จะถือเป็นความผิดฐาน "ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง"
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณี ปธ.สภาฯ ออกแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. เน้นย้ำการเชิญบุคคลชี้แจงต้องผ่านมติที่ประชุม กมธ. จนมีการวิจารณ์รัฐบาลกินรวบไปถึงสภาว่า “ไม่ได้ฟังครับ” เมื่อถามว่าส่วนตัวมองว่าการที่ กมธ.จะเชิญบุคคลต้องใช้มติหรือใช้อำนาจของประธาน กมธ.หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เขามีกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ก็ตามนั้น
ซักว่ายืนยันได้หรือไม่ในส่วนของ ครม.หรือบุคคลในรัฐบาลพร้อมไปให้ข้อมูลหาก กมธ.ทำหนังสือเชิญมา นายอนุทินกล่าวว่า ภายใต้กฎหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อถามย้ำว่ากรณีที่ประธานสภาฯ ออกหนังสือระเบียบดังกล่าว อาจเป็นผลมาจากการที่นายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ เชิญนายกฯ ไปชี้แจงเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่นใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องเลยครับ
พอถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์น้ำเงินกินรวบ ถือว่ารุนแรงไปหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่รู้จักคำนี้ เราทำหน้าที่ของเรา ไม่มีกินรวบอะไรทั้งสิ้น และคำว่าน้ำเงิน พวกตนก็ไม่ได้เป็นสมาชิกตรงนั้น เราทำหน้าที่เป็นรัฐบาล มีหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และได้รับฉันทานุมัติและความไว้วางใจจากประชาชนให้มาบริหารประเทศ ก็ทำหน้าที่บริหารประเทศภายใต้ความรับผิดชอบที่เรามีทุกคนอย่างเต็มที่
ลั่นเรียกโสภณตามข้อบังคับ
ด้าน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ. มีการประชุม โดยบรรยากาศในห้องประชุมพบว่า กมธ.ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีเพียงนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. และรองประธาน กมธ.การกฎหมายฯ ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมในวันนี้
นายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ. กรณีนายศุภชัยจะเสนอญัตติว่าการลงมติเรียกนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ มาชี้แจง เป็นการกระทำที่ไม่ชอบว่า ไม่ชอบหรือไม่ถูกใจ ตนคิดว่าไม่มีปัญหาเรื่องไม่ชอบ เพราะก่อนหน้านี้อีกฝ่ายบอกว่าการจะเชิญใครต้องมีมติ แต่เมื่อ กมธ.มีมติจะเชิญนายโสภณมาชี้แจง ก็บอกว่าเหิมเกริม บังอาจ ซึ่งตนมองว่าการพูดแบบนี้ไม่ตั้งอยู่บนข้อบังคับ และพิสูจน์ให้เห็นว่าระบอบน้ำเงินห้ามตรวจสอบ หากตรวจสอบเมื่อไหร่ก็จะมีคนไม่พอใจ
“ผมยืนยันทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ อำนาจของฝ่ายค้านและ กมธ. รวมถึงอำนาจเรียกไม่ได้เยอะอยู่แล้ว ขั้นตอนก็มีความซับซ้อน แต่ภายใต้ข้อจำกัดนี้ คุณก็มาบอกว่าเราทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าเราทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ทั้งการลงมติและแนวปฏิบัติ เพราะมี สส.ที่ทำงานอยู่ใน กมธ. 8 คน และทุกคนเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าไม่รับแนวทางของหนังสือเวียน และการเรียกนายโสภณมาชี้แจง ก็เพื่อสอบข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความ” นายรังสิมันต์กล่าว
ถามว่า นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรค ภท. ในฐานะ กมธ.การกฎหมายฯ ระบุที่ลงมติไปเพราะเข้าใจผิด นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตอนที่ลงมติก็ให้ทุกคนยกมือ และให้ฝ่ายเลขาฯ ทวนว่าใครเห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด เราดำเนินการถูกต้องทุกอย่าง และถึงแม้ว่านายณัฏฐ์ชนนจะไม่อยู่ในห้องนั้น หรือถอนตัวออกไปโดยที่ไม่มีส่วนร่วมในการลงมติองค์ประชุมของ กมธ.การกฎหมายฯ มี 7 คน จากทั้งคณะ 14 คน จึงไม่มีการลงมติโดยไม่ชอบแน่ เพราะอย่างไรก็ครบ
ซักว่านายศุภชัยระบุเหิมเกริมไม่เคารพกฎหมายและ รธน. นายรังสิมันต์กล่าวว่า ไม่ใช่ตนคนเดียว ที่ประชุม กมธ.ทั้งหมด พูดแบบนั้นคงไม่เต็มปาก เพราะเราถามในที่ประชุมที่มีไม่น้อยกว่า 7 คน ดังนั้นใครกันแน่ที่เหิมเกริม การทำหน้าที่ของเราไม่ได้ละเมิดกฎหมายแน่นอน ทุกอย่างเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ เรารู้ว่าถนนเส้นที่เราเดินอยู่มีขวากหนามและพร้อมที่จะทำร้ายเรา เราเองก็พยายามปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ถามกรณีพรรค ภท.จะเสนอแก้ข้อบังคับประชุมสภาฯ ซึ่งจะต้องโหวตในสัปดาห์หน้า มีการตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นการรวบอำนาจ กมธ.โดยเสียงข้างมาก มองอย่างไร นายรังสิมันต์กล่าวว่า แน่นอนอันนี้พิสูจน์ว่าแนวทางปฏิบัตินั้น ใช้ไม่ได้ คุณถึงต้องไปแก้ข้อบังคับ ดังนั้นแนวปฏิบัติที่คุณออกมาผิดกฎหมายแน่ๆ คุณตระหนักสิ่งนี้จึงได้ไปแก้ข้อบังคับ
“แต่ถามว่าคุณจะเผาบ้านไล่หนู ล้มทั้งกระดาน เพียงเพื่อที่จะเล่นงานรังสิมันต์ โรม อย่างนี้หรือ จะอยู่กันด้วยวิธีนี้หรือ เพียงเพราะ กมธ.ตรวจสอบระบอบน้ำเงินอย่างนี้หรือ ผมคิดว่าการดำเนินการแบบนี้เป็นการทำลายระบบสภา และขอให้ตระหนักว่าการทำแบบนั้นจะเป็นการจำกัดอำนาจสภา และทำให้ กมธ.ที่เป็นเสือกระดาษอยู่แล้วแทบไม่ต้องเป็นอันทำงาน จะบรรจุวาระกันอย่างไร” นายรังสิมันต์กล่าว
ต่อมาในการประชุม กมธ.การกฎหมายฯ นายณัฏฐ์ชนนได้ขอกลับมติที่ประชุม กมธ.การกฎหมายฯ 8 ต่อ 0 เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2 กรณี คือ 1.มติที่ กมธ.จะเรียกนายโสภณเข้าชี้แจง 2.มติที่ กมธ.ไม่รับแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. 35 คณะ อย่างไรก็ดี นายรังสิมันต์ได้อนุญาตและให้ฝ่ายเลขานุการ กมธ.บันทึกไว้
สภาวุ่น 'ปชน.’ นับองค์ประชุม
จากนั้นนายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงการเตรียมความพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ในเดือน ธ.ค.นี้ว่า ฝ่ายค้านพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การอภิปรายจะอยู่ระหว่างวันที่ 7-11 ธ.ค. ทำให้ฝ่ายค้านมีเวลาเก็บข้อมูลเพิ่มเติม 1 เดือน ซึ่งจะขยายประเด็นให้ลึกและชัดเจนมากขึ้น
ถามถึงแคมเปญการรับเงินบริจาคของพรรค ปชน. เพื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าพรรค ปชน.เป็นพรรคการเมืองที่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชน ยอดเงินก็มีส่วนหล่อเลี้ยงให้พรรคมีความเข้มแข็ง สามารถทำหน้าที่ต่อไป ยืนยันพรรคไม่มีเงินเดือนให้ สส. ไม่มีสองแสนสามแสนบาท มีแต่การช่วยกันทำงานให้ พรรค ปชน.เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ดังนั้นพรรคไม่ได้เป็นขี้ข้าของผู้มีพระคุณใด แต่เป็นขี้ข้าประชาชนที่เป็นผู้มีอำนาจตัวจริงของประเทศไทย
“ตอนนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบยอดบริจาคว่ามียอดเท่าไร แต่ยืนยันว่าไม่มีการปิดบัง เพียงแค่ยังไม่มีเวลาไปตรวจสอบข้อมูลส่วนนั้น” นายรังสิมันต์ระบุ
วันเดียวกัน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม ระหว่างการพิจารณาวาระรับทราบรายงาน นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรค ปชน. ลุกขึ้นหารือว่า พิจารณาวาระจบ ในสัปดาห์หน้าเราจะต้องขอมติจากที่ประชุมหรือไม่ว่าจะประชุมกันเรื่องอะไร
น.ส.มัลลิกาชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจของประธานตามข้อบังคับระบุไว้ เข้าใจว่านายเอกราชพยายามโยงไปถึงเรื่องอะไร เรื่องของประธาน กมธ.และประธานสภาฯ คล้ายแต่ไม่เหมือน ในอำนาจของประธาน กมธ.ด้วยข้อบังคับ เราจะใช้คำว่า กมธ.ทุกครั้ง เรื่องนี้ไม่อยากพูดถึง เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมามีการพูดเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะ ไม่อยากเอามาคุยกันในที่ประชุมห้องใหญ่ แต่ด้วยอำนาจหน้าที่ถ้าเป็นคณะกรรมาธิการ เราจะใช้คำว่าคณะกรรมาธิการ ไม่ได้มีการแก้ใหม่เลย เป็นระเบียบเดิมตั้งแต่ปี 2562 ส่วนอำนาจของประธานสภาฯ มีระเบียบรองรับ ฉะนั้นการที่มาบอกว่าต้องขอมติจะเอาเรื่องอะไรบรรจุในห้องประชุมใหญ่ไม่เหมือนกัน อยากให้นายเอกราชลองอ่านข้อบังคับ
อย่างไรก็ตาม นายเอกราชระบุว่า เมื่อประธานยืนยันแบบนี้ตนก็ไม่ติดใจ แต่อาจจะเห็นกันคนละมุมในเรื่องของกฎหมาย จากนั้นนายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรค ภท. ลุกขึ้นหารือเรื่องที่ประธานสภาฯ ประชุมร่วมกับประธานกมธ.ทั้ง 35 คณะ สิ่งที่นายเอกราชพูดเป็นข้อบังคับข้อที่ 93 ที่ระบุว่า การประชุมกรรมาธิการให้นำข้อบังคับนี้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการประชุมมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในหมวดที่ 5 ในส่วนของกรรมาธิการ มีข้อบังคับที่ 90 ที่บอกหน้าที่และอำนาจกรรมาธิการอยู่ทุกคณะทั้ง 35 คณะ จากนั้นนายเอกราชขอใช้สิทธิ์ชี้แจงประเด็นดังกล่าว ก่อนที่ น.ส.มัลลิกาจะขอให้การทำงานต้องอะลุ่มอล่วยกัน ค่อยๆ ทำ ใจเย็นๆ
กระทั่งการพิจารณารับทราบรายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2567 ทำให้นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี พรรค ปชน. ขอนับองค์ประชุม โดยมีผู้รับรองถูกต้อง สุดท้ายองค์ประชุมครบด้วย 297 เสียง ถือว่าครบองค์ประชุม จากนั้นจึงเข้าสู่วาระต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จ่อทวงสัญญาทรัมป์ภาษี19%
"อนุทิน” ยันเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐไม่กระทบไทย จ่อทวงสัญญา "ทรัมป์"
‘หนู’ฟุ้งเรตติ้งดี ทีมไทยแลนด์ปึ้ก ไม่หวั่นม็อบบุก!
นายกฯ ร่ายยาวเปิดหลักสูตร "วปอ.รุ่น 69" ยกเรตติ้งไทยอยู่ในระดับ BBB+
‘บุ๋ม’รอหมายจับหน้าบ้าน จี้รื้อมูลนิธิ-สมาคมทั่วปท.
ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ "บุ๋ม ปนัดดา" และสามี ตร.แจ้ง 3 ข้อหาหนัก
ศาลปัดตกกกต. เดินหน้าไต่สวน คดีคุณสมบัติสว.
ศาลฎีกายกคำร้อง กกต.ขอเลื่อนไต่สวนคดีคุณสมบัติ สว. ดักทางอ้างอภินิหารกฎหมายยื่นศาล รธน.
ลุยโรดโชว์ญี่ปุ่นลงทุนไทย
"เอกนิติ" ย้ำชัดไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ต่อจีดีพี เดินหน้าคุมวินัยการคลัง พร้อมปรับโครงสร้างภาษี
ขีดเส้น10พ.ย.ส่งงบมูลนิธิ ยึดทรัพย์‘บุ๋ม-สามี’60ล้าน
"มท.2" จ่อล้างบาง "มูลนิธิ-สมาคม" ลวงโลก เล็งปัดฝุ่นกฎหมายอุดช่องโหว่ทั้งระบบ สั่งศึกษาเปิดข้อมูลการบริจาคให้โปร่งใสตรวจสอบได้

