‘หนู’ฟุ้งเรตติ้งดี ทีมไทยแลนด์ปึ้ก ไม่หวั่นม็อบบุก!

นายกฯ ร่ายยาวเปิดหลักสูตร  "วปอ.รุ่น 69" ยกเรตติ้งไทยอยู่ในระดับ BBB+  สะท้อนทีมไทยแลนด์ปึ้ก "การเมือง-ขรก." ร่วมกันทำงาน "ครม.อนุทิน" ไม่มีมุ้ง ลั่นไม่กังวลม็อบบุกทำเนียบฯ ยันทำประโยชน์เพื่อ ปชช. ขอให้ใช้สิทธิ์อย่างสงบยึดกรอบ กม. "ชัยชนะ" ปัดอยู่เบื้องหลังชุมนุม แต่พร้อมเคียงข้างในฐานะประชาชน "ม็อบกำนันมะโน" 40 คนเคลื่อนขบวนเข้ากรุง ค้างคืน 7 พ.ย.

ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.)  เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น.  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 69  พร้อมกล่าวภายใต้แนวคิด “บทบาทของภาครัฐ  เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” ตอนหนึ่งว่า เป็นศิษย์เก่าของที่นี่ นำหลักสูตรมาปรับใช้ในการทำงานเชื่อมสายสัมพันธ์เชื่อมเครือข่ายของการทำงาน ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สิ่งที่ยังมีคุณค่ากับทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงานของตนคือเครือข่ายเพื่อนฝูงพี่น้องที่ได้มาจากสถาบันแห่งนี้

นายกฯ กล่าวว่า ปัจจุบันความมั่นคงของชาติครอบคลุมไปถึงเศรษฐกิจ สังคม อาหาร การสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และล่าสุดพลังงาน ด้วยความมุ่งมั่นและสามารถทำให้ไทยเกิดความมั่นคงในด้านทั้งหลายเหล่านี้ที่อยู่ในระดับที่วางใจได้ ใน วปอ.ทุกรุ่นมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เศรษฐกิจ เครือข่ายองค์กรต่างๆ อยู่ในรุ่นนี้ และมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ในรุ่น ถ้าติดตามข่าวเรื่องอาหาร มีการเพิ่มอุณหภูมิในระบบแช่แข็งไปทั่วยุโรป อาหารเน่าหมด ตนอ่านไปอยากจะร้องไห้ สงสาร ไม่รู้ว่าทำไมโลกเรามันโหดร้ายขนาดนี้ แต่ในมโนสำนึกนี่แหละคือโอกาสของประเทศไทย เพราะฉะนั้นนี่คือจุดที่ประเทศไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งของการเป็นประเทศที่ผลิตแปรรูปและดำเนินการในรูปแบบของอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ สิ่งที่อยากจะฝาก วปอ. ขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ช่วยนำเรื่องความสำคัญห่วงโซ่อุปทานที่เรามีอยู่ในเรื่องของอาหารมานำเสนอในรุ่น วปอ.ด้วย เรามีพี่น้องเกษตรกรมากที่สุดในจำนวนกลุ่มประชากร ถึงเวลาที่เขาจะได้ลืมตาอ้าปาก

"วันนี้ประเทศไทยมองเห็นโอกาสข้างหน้าค่อนข้างชัดเจน ผู้ที่ทำหน้าที่จัดลำดับเรตติ้งความน่าเชื่อถือของประเทศไทย รายหลักของโลกอย่าง มูดี้ส์ เรทติ้งส์ และ S&P Global Ratings ยังคงสภาพประเทศไทยเป็น BBB+ พลัส เราไม่ได้อวย ที่รัฐบาลพูดอะไรต้องพลัสและเปลี่ยนลำดับความน่าเชื่อถือจาก Negative  Outlook แต่เราไม่รู้ว่าการเมืองมีเสถียรภาพหรือเปล่า สังคมมีความเสถียรความสงบหรือเปล่าก่อนหน้านี้ แต่วันนี้เขาเปลี่ยนจาก Negative Outlook กลับมาเป็น Positive Outlook ฉะนั้นตรงนี้มีความสำคัญมาก แสดงว่านอกจากประเทศไทยมีความมั่นคงอยู่แล้ว เรื่องของความสงบในสังคมและความมีเสถียรภาพของรัฐบาล เขาค่อนข้างมั่นใจจึงปรับ Outlook ต่างๆ เงินลงทุนหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก มีคนที่เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย และนำเม็ดเงินลงทุนมาขยายมาสร้างและนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามา" นายกฯ ระบุ

ครม.ไร้มุ้งมีแต่ทีมไทยแลนด์

ทั้งนี้ ตนให้ความสำคัญกับการบริหารการเมือง ดังนั้นในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของตนจึงไม่มีคำว่ามุ้ง ไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่าทีมเดียวกัน เป็นรัฐบาลของประชาชน เป็นรัฐบาลของประเทศ เป้าหมายคือการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติ ส่งเสริมซึ่งกันและกัน  ส่วนของข้าราชการประจำ เรามองว่าทุกคนคือทีมไทยแลนด์ ในยุคนี้ข้าราชการประจำไม่ต้องมาเล่นการเมือง เพราะเราพยายามจะเป็นอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่มีเด็กพี่หนู มีแต่พี่หนูเป็น มท.1 มีพี่หนูเป็นนายกฯ เพราะฉะนั้นวันนี้พี่หนูไม่มีเด็ก มีแต่ทีม และต้องทำความเข้าใจกับตัวเองว่ามาทำงานให้กับบ้านเมือง ทำงานให้กับประเทศชาติ จะเด็กเรา เด็กใครเด็กเขา เขาทำงานได้ต้องทำหมด และปล่อยวางบทบาท 

"ผมกล้าพูดว่า ณ ขณะนี้ปัจจุบันนี้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในระบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย ผมใช้ทั้งประสบการณ์ ใช้ทั้งความสุข ใช้ทั้งความขมขื่น ใช้ทั้งความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบเข้ามาผสมผสานกันและบริหารราชการแผ่นดิน ทุกวันนี้ผมได้รับความร่วมมืออย่างดีมากจากข้าราชการทุกภาคส่วน ใครจะลงเฟกนิวส์ยังไงก็แล้วแต่ หรือใครจะวิพากษ์วิจารณ์ยังไงก็แล้ว เราไปห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่โกหกไม่ได้และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือตัวชี้วัดต่างๆ แนวโน้มที่เป็นไปในเชิงบวก คือสิ่งที่บอกว่าเป็นผลลัพธ์จากการร่วมมือกันเป็นทีมไทยแลนด์เป็นทีมเดียวกัน รัฐบาลไม่มีวันที่จะทำอะไรที่มันผิดเพี้ยนไม่ฟังเสียงประชาชน ทำสิ่งที่ผิดกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่มีวันทำเช่นนั้นเป็นอันขาด  ยิ่งทำไปมันก็จะเกิดแต่สิ่งที่มันเป็นผลร้ายต่อรัฐบาลต่อประเทศ ซึ่งตอนนี้ ครม.ชุดนี้บริบทการเมืองเปลี่ยนไปเยอะ ใครที่คิดไม่ดีต่อบ้านเมือง ใครที่คิดที่จะทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง  มีการตรวจสอบมากมาย ไม่มีใครยอม"  นายอนุทินระบุ

ต่อมานายอนุทินให้สัมภาษณ์กรณีกำนันในพื้นที่ภาคใต้รวมตัวต่อต้านรัฐบาล และมีข่าวกำนันในพื้นที่ภาคอีสานที่จะสนับสนุน มีความกังวลหรือไม่ว่า ขอให้ทำตามกฎหมายทำตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออก รัฐบาลมีความมั่นใจว่ารัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน การที่กลุ่มใดสถาบันใดจะแสดงความคิดเห็น ขอให้มาตามสิทธิที่มีอยู่ในฐานะคนไทยและภายใต้กฎหมายต้องไม่ทำความเดือดร้อนให้กับสังคมและประชาชนทั่วไป ซึ่งรัฐบาลพร้อมยอมรับ

เมื่อถามว่า ท้องถิ่นอยู่ใต้การดูแลของ รมว.มหาดไทย ตรงนี้จะส่งสัญญาณไปเพื่อให้เกิดความสงบหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตามสิทธิ ตามกฎหมาย ต้องมาแสดงสิทธิของตัวเองภายใต้ความสงบเรียบร้อย

ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ แถลงถึงกรณีถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน (นปผ.) ซึ่งนำโดยนายมะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อย อ.เมืองฯ จ.กระบี่ ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ได้รับโทรศัพท์จากพรรคพวกว่ามีหน่วยราชการบางหน่วยลงพื้นที่และสอบถามบุคคลในพื้นที่ พร้อมสั่งการข้าราชการในพื้นที่ว่าตนอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้หรือไม่ ซึ่งยืนยันว่าเป็นเรื่องแนวคิดของประชาชนที่รู้สึกว่าประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะพลังงาน หรือราคาพืชผลทางการเกษตร ตนในฐานะที่เป็นผู้แทน สิ่งใดที่เป็นปัญหากับประชาชน ก็ยืนเคียงข้างประชาชน

ม็อบกำนันมะโนเคลื่อนพล

 “ยืนยันว่าผมไม่ใช่ผู้อยู่เบื้องหลัง ถ้าจะร่วม ผมก็จะร่วมในฐานะประชาชนที่เดือดร้อนเหมือนกัน อย่าคิดทุกอย่างเป็นการเมือง เพราะเป็นวิธีการเดิมๆ ล้าหลังไม่ทันสมัย นี่มันอยู่ 5G แล้ว วันนี้ไม่ต้องแอบอยู่ข้างหลังแล้วถ้าจะเชียร์ใคร ผมในฐานะ สส.ฝ่ายค้าน ยืนยันที่จะเคียงข้างพี่น้องประชาชน จึงอยากถาม สส.ภาคใต้ซีกรัฐบาลว่า คิดอย่างไรเมื่อประชาชนเดือดร้อนแล้วออกมาเรียกร้องแบบนี้ เหมือนที่นายกรัฐมนตรีบอกว่ารวยไม่ไหวแล้ว แต่ประชาชนบอกว่าจนไม่ไหวแล้ว เลยต้องออกมา รัฐบาลจะสั่นคลอนหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับนายกฯ ถ้านายกฯ รับข้อเสนอได้ เขาก็กลับ อย่าคิดใช้อำนาจรัฐสกัดม็อบไม่ให้มาถึง กทม. จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว” นายชัยชนะระบุ

ด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ  พรรคประชาชน ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ภาพถ่ายคู่กับกำนันมะโน โดยปฏิเสธว่า ไม่ได้อยู่เบื้องหลังม็อบ และไม่เคยรู้จักกับกำนันมะโนเป็นการส่วนตัวมาก่อน แต่ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจากการได้รับเชิญไปร่วมพูดในงานเสวนาที่นครศรีธรรมราช 6-7 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้ทักทายกับผู้ร่วมงานทุกคนตามปกติ และพูดคุยกับกำนันมะโนไม่น่าเกิน 5 นาที

ที่สี่แยกควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เวลา 10.40 น. มวลชนทยอยเดินทางมารวมตัวกันประมาณ 800 คน โดยกำนันมะโนนัดหมายมวลชนและขบวนรถยนต์ รถบรรทุก และรถจักรยานยนต์จากพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าครองชีพ สินค้าเกษตรตกต่ำ และปัญหายาเสพติด แต่ไม่ได้มุ่งขับไล่รัฐบาล

กระทั่งเวลา 11.30 น. ได้เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อปักหลักชุมนุมบริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงคืนวันที่ 7 พ.ย.นี้ เบื้องต้นมีรถที่ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ร่วมเดินทาง 40 คัน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองติดตามสถานการณ์ พร้อมดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรตลอดเส้นทางการเคลื่อนขบวน

ขณะที่ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยถึงแผนการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวปืนว่า เตรียมนำกลุ่มเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อขอพบนายกฯ และ ครม. ซึ่งได้สำรวจพื้นที่สำหรับตั้งเต็นท์พักค้างคืนไว้แล้ว เตรียมนำเต็นท์และอุปกรณ์ทำอาหารติดตัวไปด้วย พร้อมปักหลักนานถึงหนึ่งเดือน “เที่ยวนี้กำนันนำ แต่ถ้าเที่ยวชาวปืนเนี่ยผมจะนำ”.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ เปิด วปอ.69 ลั่น ครม.ชุดนี้ตรวจสอบกันเองได้ ไม่ยอมให้ใครทำร้ายบ้านเมือง

นายกฯ ร่ายยาวเปิดหลักสูตร วปอ.รุ่น 69 ย้ำไทยแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก เผย S&P คงอันดับไทย BBB+ เชื่อมั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยัน ครม.อนุทิน ไม่มีมุ้งมีแต่ทีมเดียวกัน ลั่น ’ไม่มีเด็กพี่หนู-สายพี่หนู‘ เมินพวกวิจารณ์ ยกผลสะท้อนตัวชี้วัดจัดลำดับประเทศไทย ยันรัฐบาลไม่มีวันทำอะไรผิดกม.-ผิดเพี้ยนไม่ฟังเสียงปชช.