ศาลปัดตกกกต. เดินหน้าไต่สวน คดีคุณสมบัติสว.

ศาลฎีกายกคำร้อง กกต.ขอเลื่อนไต่สวนคดีคุณสมบัติ สว. ดักทางอ้างอภินิหารกฎหมายยื่นศาล รธน. วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ ยันเดินหน้าไต่สวนพยาน 21 ธ.ค.ตามนัด "สมชัย" ปรบมือให้ศาลฎีกา ชี้เหลี่ยม กกต.ยื่นศาล รธน.วินิจฉัยอำนาจศาลฎีกา หวังหยุดคดีฮั้ว สว. เตือนระวังศาล รธน.รับคำร้องแต่ไม่ตัดสิทธิอำนาจหน้าที่องค์กรอื่น หากเห็นว่า กกต.ทำไม่ถูกด้วย "จรัญ" ฟันธง กกต.ไม่มีอำนาจยื่นศาล รธน.เอง หวั่นระบบวิบัติหากข้ามแท่งองค์กร

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ศาลฎีกา สนามหลวง ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจหลักฐานในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2569 ที่นายดิเรก พรสีมา อดีตประธานกรรมการคุรุสภา และอดีตประธานสมัชชาเครือข่ายครูฯ ในฐานะผู้ร้อง ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้คัดค้าน เกี่ยวกับประเด็นการขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา  (สว.) ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต.

วันนี้ ผู้ร้อง ทนายผู้ร้องและผู้รับมอบอำนาจจาก กกต. เดินทางมาศาล

โดยกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมผู้คัดค้านและคำขอใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำร้องเดิม ซึ่งขอให้ศาลวินิจฉัยกรณี กกต.มีมติไม่รับคำร้องไว้พิจารณา อีกทั้งไม่เข้าข่ายการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ พ.ศ.2561 ข้อ 5 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 179

 ทางด้าน กกต. ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณา โดยอ้างว่ามีมติให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ว่าคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. ถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย ไม่อาจมีการตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยได้ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายสำคัญ และเพื่อให้การไต่สวนของศาลฎีกามีการพิจารณาข้อมูลที่ครบถ้วนทั้งในแง่กฎหมายและข้อเท็จจริง จึงขอเลื่อนการพิจารณาเพื่อรองคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะมีการตรวจพยานหลักฐานหรือไต่สวนต่อไป

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ร้องมีเพียงมติให้ยื่นปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยยังไม่ปรากฏมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในชั้นนี้ จึงไม่มีเหตุให้เลื่อนคดีตามที่ผู้ร้องอ้างคำร้องขอเลื่อนคดี

พิเคราะห์คำร้องและคำคัดค้านของ กกต.ผู้คัดค้าน ตลอดจนคำร้องขอแก้ไขคำร้องและคำร้องขอแก้ไขคำคัดค้านแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ผู้ร้องแถลงประสงค์ขอไต่สวนพยานบุคคล จำนวน 3 ปาก ขอใช้นัดไต่สวนพยาน 1 นัด ผู้คัดค้านแถลงประสงค์ขอไต่สวนพยานบุคคล รวม 2 ปาก คือพยานลำดับที่ 1 และที่ 3 ขอใช้นัดไต่สวนพยาน 1 นัด 

ศาลอนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคลตามขอ  โดยให้นัดไต่สวนพยานผู้ร้องวันที่ 21 ธ.ค.นี้ ตั้งเเต่เวลา 09.30-16.30 น. และให้นัดไต่สวนพยานผู้คัดค้านวันที่ 22 ธ.ค.

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ศาลฎีกา เดินหน้าไต่สวนพยาน วันนี้ ศาลฎีกาออกบัลลังก์คดีดำ ลต.สว.8/2569 คดี กกต. รับสมัคร สว. 3 ราย ในปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไม่สนใจว่า กกต.จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคัดค้านการทำหน้าที่ของศาลฎีกาหรือไม่ เพราะมีแค่ข่าวว่าจะยื่น ไม่มีเลขรับ ไม่ทราบว่าจะรับหรือไม่รับ และยังไม่รู้ว่าจะพิจารณาเสร็จเมื่อไร ดังนั้น กกต.จะมาอ้างว่ามีมติแล้ว ขอให้ศาลฎีกาเลื่อนๆ ไปก่อน รอศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน มันจะเป็นการเกินเลยไปไหม

"ศาลฎีกาจึงขอเดินหน้านัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 และไต่สวนพยานฝ่ายคัดค้านคือ กกต.และ สว. 2 คน ในวันที่ 22 ธันวาคม 2569 ขอยืนขึ้นปรบมือยาวๆ ให้กับศาลฎีกาครับ" นายสมชัยระบุ

นายสมชัยโพสต์ด้วยว่า "เหลี่ยม กกต."  เรื่องคือ มีผู้สมัคร สว.กลุ่ม 10 (วิสาหกิจที่ไม่ใช่ขนาดกลางและย่อม) เป็นแค่เจ้าของแผงขายหมูในตลาด และลูกจ้างร้านขายก๋วยเตี๋ยว กกต.อำเภอก็รับสมัคร มีคนร้องคัดค้าน กกต.ก็วินิจฉัยว่าสมัครได้ เพราะอำเภอให้สมัครแล้ว มีการสอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆ (ไม่รู้หน่วยงานใด) แล้ว จึงถือว่ามีคุณสมบัติครบ มีผู้ไปร้องศาลฎีกา ศาลฎีการับเป็นคดีดำ นัดไต่สวนมูลฟ้อง นัดตรวจพยานหลักฐานของแต่ละฝ่าย กกต. นอกจากยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกา ยังยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 210(2) ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจในการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ สส. สว. รัฐมนตรี ครม. หรือองค์กรอิสระ

เห็นชัดเจนว่า ไม่มีการให้อำนาจใดต่อศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยปัญหาหน้าที่และอำนาจของศาลฎีกา แต่เหลี่ยมของ กกต. คือ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วยวินิจฉัยหน้าที่และอำนาจของ กกต.เอง ทั้งในระดับอำเภอ เกี่ยวกับการรับสมัครและพิจารณาคุณสมบัติผู้สมัคร และในระดับ กกต.กลาง ในการวินิจฉัยคดีการสมัคร สว.ต่างๆ โดยขอให้ศาลระบุว่า เป็นอำนาจอันสมบูรณ์ของ กกต. ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ เป็นการบอกว่า แม้แต่ศาลฎีกา ก็ไม่มีสิทธิ ไม่ว่าฉันจะบกพร่อง ทำชุ่ย ทำห่วย หรือมีเจตนาช่วยเหลือผู้สมัคร ไม่ทำหน้าที่โดยสุจริตเพียงไรก็ตาม

"ระวังนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญอาจรับคำร้องจาก กกต. แล้วบอกว่า ใช่ คุณมีหน้าที่และอำนาจในเรื่องนั้น แต่เขาไม่ตัดสิทธิ อำนาจหน้าที่ขององค์กรอื่น หากเห็นว่า คุณทำไม่ถูกด้วย เพราะบ้านเมืองไม่สามารถมีอำนาจที่สมบูรณ์ ปราศจากการตรวจสอบ มิเช่นนั้น บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ รอดูครับว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะช่วยดับไฟ หรือช่วยโหมให้ไฟแรงขึ้น" นายสมชัยระบุ                  

ศ.พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ว่า ตามระบบรัฐธรรมนูญไทย ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญในแต่ละแท่งมีอิสระแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองสูงสุด ไม่มีศาลใดใหญ่กว่ากัน และไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่าย หรือตรวจสอบการใช้อำนาจของกันและกันได้

 ส่วนกรณีที่ กกต.อ้างช่องทางตาม รธน. มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) เพื่อขอให้ศาล รธน.วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต.เองนั้น ศ.พิเศษจรัญชี้แจงว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 44 ระบุไว้ชัดเจนว่า ปัญหาที่จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้นั้น ต้องเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากความไม่แน่ใจของตัวเอง หรือเป็นปัญหาความขัดแย้งที่ไปชนกับองค์กรศาล กรณีนี้ยังไม่ถือว่าเกิดปัญหาขึ้นจริงกับ กกต. แต่เป็นเพียงปัญหาทางความเห็นที่ กกต. เห็นว่าศาลฎีกาทำไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาได้

 สำหรับทางออกที่ถูกต้อง ศ.พิเศษจรัญแนะนำว่า กกต.จะต้องยื่นคำร้องคัดค้านเข้าไปในคดีที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาอยู่ ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียหรือคู่กรณี จากนั้นจึงขอให้ศาลฎีกาเป็นผู้ส่งประเด็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่าบทบัญญัติ หรือระเบียบที่ศาลฎีกาใช้อยู่นั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งต้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ส่งเรื่องไปเอง กกต.ไม่สามารถยื่นตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้

"หากยินยอมให้มีการยื่นเรื่องข้ามแท่งองค์กรเช่นนี้ได้ จะสร้างความยุ่งยากและส่งผลกระทบต่อบรรทัดฐานทางกฎหมายอย่างรุนแรง ทำให้ศาลขาดความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน และอาจส่งผลให้ระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศเกิดความวิบัติได้" ศ.พิเศษจรัญกล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง