ถก‘UNCLOS’ ทบ.โต้กัมพูชา บิดเบือนซํ้าอีก

ประชุมคณะกรรมาธิการประนอมฯ  "UNCLOS" นัดที่ 2 ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ “ทบ.” โต้กัมพูชาใช้เวทีโลกกล่าวหาไทยด้วยข้อมูลบิดเบือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า บั่นทอนบรรยากาศการแก้ไขปัญหา

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์  ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง ในการประชุมคณะกรรมาธิการประนอม ระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล  ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดประชุมระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม 2569 ณ ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration: PCA) พระราชวังสันติภาพ

โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะที่ปรึกษาคณะผู้แทนไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะรองตัวแทนไทย (Deputy Agent) ในกระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ตลอดจนผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่  กรมอุทกศาสตร์, กรมยุทธการทหารเรือ กองทัพเรือ และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน  เข้าร่วม โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ จะเดินทางไปร่วมกับคณะในวันนี้ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดยนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา นำทีม ซึ่งวันนี้ถือเป็นการประชุมวันแรก โดยเป็นการประชุมแบบปิด

สำหรับคณะกรรมาธิการประนอม ประกอบด้วยสมาชิก 5 คน ตามที่ระบุในภาคผนวกที่ 5 ของกฎหมาย UNCLOS โดยคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ประชุมครั้งแรกที่สิงคโปร์ในเดือนกันยายน ซึ่งได้เปิดให้ตัวแทนทั้งสองฝ่ายกล่าวถ้อยแถลงเปิด จากนั้นได้มีการหารือเกี่ยวกับข้อบังคับการประชุม ซึ่งกำหนดระเบียบวิธีการดำเนินงานต่างๆ ที่จะถูกนำมาใช้ตลอดการหารือของคณะกรรมาธิการประนอม

ขณะที่ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีที่นายเค โสวันน์ เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ กล่าวต่อที่ประชุม ณ นครเจนีวา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 เรียกร้องให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่การเจรจาและอนุญาตให้ประชาชนกัมพูชาที่พลัดถิ่นเดินทางกลับสู่ชุมชนเดิม พร้อมกล่าวอ้างว่าการสู้รบเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ส่งผลให้มีประชาชนกัมพูชาพลัดถิ่นกว่า 650,000 คน และยังมีประชาชนกว่า 20,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ รวมถึงกล่าวหาไทยว่ายึดครองพื้นที่ ขัดขวางการเข้าถึงชุมชน และทำลายบ้านเรือนกับโครงสร้างพื้นฐานนั้น

พล.ต.วินธัยระบุว่า ตัวเลขที่มีการนำเสนอนั้นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะจำนวน 650,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนประชาชนกัมพูชาที่เคยอพยพเข้าสู่พื้นที่พักพิงชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการสู้รบ มิใช่จำนวนผู้ที่ยังไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้ในปัจจุบัน เช่นเดียวกับฝ่ายไทย ที่เคยมีประชาชนอพยพเกือบ 500,000 คน โดยประชาชนส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาหลังข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568

สำหรับข้อกล่าวอ้างว่ามีประชาชนกัมพูชากว่า 20,000 คนไม่สามารถกลับเข้าที่พักอาศัยเดิมได้นั้น จากข้อมูลที่ฝ่ายไทยตรวจสอบในพื้นที่ 3 แห่งของจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านคลองแผง พบว่ามีประชาชนที่เกี่ยวข้องประมาณกว่า 4,600 คน หรือกว่า 900 ครัวเรือน ซึ่งแตกต่างจากตัวเลขที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย และมีปัญหาการเข้ามาตั้งบ้านเรือนและขยายชุมชนของประชาชนกัมพูชาต่อเนื่องมานานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่ช่วงที่ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาจากสงครามภายในประเทศ

โฆษกกองทัพบกกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาไทยทักท้วงและพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกลไกตามบันทึกความเข้าใจปี 2543 (MOU 43) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาเท่าที่ควร จึงเห็นว่าควรแยกประเด็นการเข้ามาตั้งชุมชนในพื้นที่ดังกล่าวออกจากสถานการณ์ผู้พลัดถิ่นที่เกิดจากการสู้รบ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาผ่านกลไกที่มีอยู่

สำหรับข้อกล่าวหาว่าไทยยึดครองพื้นที่ของกัมพูชานั้น โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า พื้นที่หลายแห่งที่ถูกกล่าวอ้างอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาเป็นเวลานาน  อีกทั้งบางพื้นที่เคยถูกใช้เป็นฐานโจมตีทหารและพลเรือนไทยในช่วงการสู้รบที่ผ่านมา ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องควบคุมและเฝ้าระวังพื้นที่ เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำ และรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน มิใช่การยึดครองพื้นที่ของกัมพูชาตามที่กล่าวอ้าง โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ  ควบคู่กับการคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม

ส่วนการเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 และ 27 ธันวาคม 2568 รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศนั้น กองทัพยืนยันจุดยืนในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีและกรอบข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง โดยเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงจัง เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และยึดข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหา

 “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาพยายามสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงผ่านเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการบั่นทอนบรรยากาศการแก้ไขปัญหาระหว่างสองประเทศ ไม่สร้างสรรค์ และไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์ในภาพรวม จึงเห็นว่าฝ่ายกัมพูชาควรให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนของตนเองตามหลักมนุษยธรรม และใช้กลไกการเจรจาที่มีอยู่แก้ไขปัญหาอย่างจริงใจ” พล.ต.วินธัยระบุ.

 

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ลุยเยียวยาเพิ่ม ชี้วิกฤตนํ้าท่วม ค่าครองชีพพุ่ง!

ปภ.โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมแล้ว 4  พันล้าน 5.4 แสนครัวเรือน "วราวุธ" นั่งหัวโต๊ะแก้อุทกภัยลุ่มน้ำท่าจีน สั่งเร่งระบายน้้ำเสริมคันกั้นน้ำ

แรงกดดันหลายทางกระทบศก.

"IMF" เตือนไทย-ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เผชิญโจทย์เศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน-สงครามการค้า-ข้อจำกัดทางการคลัง

สภาไม่ใช่ภูมิใจไทย ฝ่ายค้านโวยโดนบีบย้ำซักฟอก5วัน/ศุภชัยท้าศิริโชคยุบพรรค

“ยศชนัน” เผย “นายกฯ” คุยจับมือร่วมรัฐบาลกันครบเทอม “โสภณ” ไม่หนักใจคุมอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รมต.ภูมิใจไทย