ปิยบุตรปลุกปชน. ดันแก้มาตรา112

นายกฯ นำพุทธศาสนิกชนทอดกฐินสามัคคีวัดป่าชัยรังสี สมุทรสาคร "นิกร" งัด พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ เตือน กมธ.กฎหมายสุ่มเสี่ยงถูกร้องขัดจริยธรรม ลั่นอย่านำกลไกสภามาเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง "พริษฐ์" กระทุ้ง 5 ข้อท้วง   "โสภณ" ทบทวนบทบาท ซัดทำลายกลไกการตรวจสอบ ปิดประตูภาค ปชช.เสนอร่าง กม. "วิโรจน์" หนุนภาค ปชช.เสนอ กม.แก้ ม.112  “ศศินันท์” โวย ปธ.สภาฯ เมิน 6 หมื่นเสียงปัดตกร่าง กม.ล้างมรดก 6 ตุลา ยันการแก้ไข ม.112 เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ปชช. จี้ทบทวนคำวินิจฉัย "ปิยบุตร" เสนอ  2 ทางสู้ทั้งฟ้องศาลปกครอง-ยุ สส.ปชน.เสนอร่าง กม.วัดความกล้า ยัน ม.112 รธน.ยังเปิดช่องแก้ไขให้ลดโทษได้

  เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยา เป็นประธานในพิธีทอดกฐินสามัคคีประจำปี 2569 ณ วิหารบุรพสยามรังสี วัดป่าชัยรังสี ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีนายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน คหบดี และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

  พิธีทอดกฐินสามัคคีในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสืบทอดประเพณีอันดีงามทางพระพุทธศาสนา โดยมีพุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญถวายผ้ากฐินและเครื่องบริวาร เพื่อสมทบทุนทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสนับสนุนกิจการของวัด สำหรับยอดเงินกฐินจากจังหวัดสมุทรสาคร รวมเป็นเงินกว่า 3.4 ล้านบาท ยังไม่รวมยอดเงินจากพุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมสมทบเพิ่มเติม

  นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ประชุม กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มีมติ 7 ต่อ 0 เสียง ให้ดำเนินการตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ พ.ศ.2568 ต่อนายกรัฐมนตรี ตามที่กล่าวหาว่านายกฯ หรือ รมว.มหาดไทยไม่ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ โดยเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย และอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ.2563 ว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า รมว.มหาดไทยได้สั่งการให้ประสานอธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ แล้ว แต่อธิบดีไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ เนื่องจากติดภารกิจช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย  และได้มีหนังสือชี้แจงเหตุจำเป็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ดังนั้นจึงมีข้อสงสัยว่า การไม่เข้าร่วมประชุมของอธิบดีเป็นเหตุจำเป็นที่สมควร หรือเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำเรียกของคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งการนำเหตุที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมมาเป็นข้อสรุปว่าผู้บังคับบัญชาไม่ได้สั่งการ อาจเป็นการตีความเกินขอบเขตและไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอรองรับ

 “การใช้มาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ  พ.ศ.2568 ต้องดำเนินการโดยเคร่งครัด และต้องตรวจสอบให้ครบถ้วน ทั้งขั้นตอนการประชุม การมีมติเรียก การออกหนังสือเรียก การแจ้งเหตุจำเป็น ตลอดจนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสั่งการของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะมาตรา 7 และมาตรา 8 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกบุคคลและกรณีที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ส่วนมาตรา 13 เป็นมาตรการที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร จึงไม่ควรใช้ดุลพินิจโดยตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้บังคับบัญชาละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ”

นายนิกรกล่าวว่า การลงมติของกรรมาธิการอาจมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ รวมถึงมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ ซึ่งกำหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตของกรรมาธิการ จะต้องรับผิดทางจริยธรรม คณะกรรมาธิการฯ เป็นกลไกสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน การใช้อำนาจจึงต้องเป็นไปด้วยความเป็นกลาง สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ ไม่ควรนำกลไกของสภาไปใช้สร้างแรงกดดันหรือเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสภา และความไว้วางใจของประชาชน"

"ไม่ได้คัดค้านการตรวจสอบรัฐบาล และสนับสนุนอำนาจของคณะกรรมาธิการฯ ในการเรียกบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมาชี้แจงตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่เห็นว่าการใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานรองรับ และต้องดำเนินการด้วยความเป็นธรรม  เพราะหาก กมธ.ใช้อำนาจไม่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขของกฎหมาย ผู้ที่ร่วมลงมติอาจต้องรับผิดตามกฎหมายและมาตรฐานทางจริยธรรมเช่นกัน" นายนิกรกล่าว 

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในจดหมายเปิดผนึกจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ถึงประชาชน เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการเขียนว่าประธานสภาฯ มีหน้าที่ต่อสภาฯ และประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ ให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มแข็ง และถูกต้องตามกฎหมาย  ตนเห็นด้วยกับประโยคนี้ แต่กลับเห็นว่านายโสภณกำลังดำเนินการในอย่างน้อย 5 เรื่องที่สวนทางกับหลักการในประโยคดังกล่าว คือ

จี้ 'โสภณ' ทบทวน 5 เรื่อง

1.เห็นชอบกับแนวทางการดำเนินงานของ กมธ.สามัญของสภาที่กำหนดให้การดำเนินการทุกเรื่องในคณะกรรมาธิการ ต้องอาศัยมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด เปิดช่องให้ สส.รัฐบาล ซึ่งเป็นเสียงข้างมากใน กมธ.ร่วมกันลงมติสกัดกั้นไม่ให้ กมธ.ตรวจสอบเรื่องที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อรัฐบาล จะเป็นการทำลายกลไกตรวจสอบที่สำคัญของสภา ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ สร้างความชอบธรรมให้กับร่างแก้ไขข้อบังคับของ สส.พรรคภูมิใจไทย ที่จะเข้าสู่การพิจารณาในสภาสัปดาห์นี้

2.ปิดประตูไม่ให้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา ซึ่งภาคประชาชนได้มีการรวบรวมรายชื่อไปแล้ว 59,503 คน ได้เข้าสู่การพิจารณาในสภาด้วยการวินิจฉัยว่าร่างดังกล่าวไม่อยู่ในขอบเขตที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133 (3) เนื่องจากมีหลักการไม่เป็นไปตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

3.ดองคำร้องที่ สส.พรรคฝ่ายค้าน และ สว.บางส่วน ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อให้ประธานรัฐสภาส่งต่อให้ศาลฎีกาตั้งคณะมาไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่มีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม  ยังไม่มีความชัดเจนจากนายโสภณ เรื่องกรอบเวลาที่คณะกรรมการกลั่นกรองที่ถูกตั้งขึ้นมา จะใช้ในการดำเนินการและเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา จึงก่อให้เกิดคำถามว่าความล่าช้าในการพิจารณาประเด็นดังกล่าว เป็นเพราะคำร้องในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัวที่มีพระคุณต่อพรรคภูมิใจไทยหรือไม่

4.ปฏิเสธที่จะนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งยังไม่เคยมีการประชุมแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่เปิดสมัยประชุมนี้ เพื่อพิจารณา 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่พรรคประชาชนเสนอเข้าสู่สภาตั้งแต่ 7-8 เดือนที่แล้วเกี่ยวกับการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบองค์กรอิสระ ให้ไม่เป็นอิสระจากประชาชน

5.ปล่อยให้เกิดความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการบริหารหน่วยของรัฐสภาไทยสำหรับการดำเนินกิจการในเวทีรัฐสภาระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องถูกรับรองในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา รวมไปถึงการยื่นร่างข้อมติ (resolution) ในประเด็นที่ไทยต้องการใช้เวทีรัฐสภาระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาที่คนไทยเผชิญ เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ-สแกมเมอร์ ฝุ่นพิษข้ามแดน สารพิษในแม่น้ำ การค้ามนุษย์

 “หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายโสภณจะเร่งทบทวน ดำเนินการ หรือแก้ไขปัญหาทั้ง 5 ข้อ ที่ได้สะท้อนมาดังนี้ เพื่อให้การทำงานของสภามีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” นายพริษฐ์ระบุ

ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ "เมื่อระบอบสีน้ำเงิน แก้ไขข้อบังคับ ตัดตอนอำนาจกรรมาธิการ ผยองยึดอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ" ระบุว่า เรื่องแรก การเพิ่มหรือลดจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญ เดิมสภามีคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ แต่ข้อเสนอใหม่เปิดทางให้ที่ประชุมสภาเพิ่มหรือลดจำนวนได้ ซึ่งถูกมองได้ว่าเสียงข้างมาก กำลังพยายามที่จะใช้เสียงข้างมากในการยุบกรรมาธิการที่กำลังตรวจสอบรัฐบาลในเรื่องสำคัญ

เรื่องที่สอง การใช้มติเสียงข้างมากในการดำเนินงานของกรรมาธิการ หากกรรมาธิการต้องการใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ ก็ต้องมีมติของคณะกรรมาธิการอยู่แล้ว จะมีหลักประกันอะไรว่าเรื่องที่กระทบรัฐบาลจะไม่ถูกปัดตกตั้งแต่ยังไม่ได้ตรวจสอบตั้งแต่แรก

มหันตภัยระบอบสีน้ำเงิน

เรื่องที่สาม การถ่ายทอดสดและการประชุมลับ ข้อเสนอที่ให้การถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการ ต้องผ่านมติมากกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมาธิการทั้งหมด แถมยังมีการสถาปนาอำนาจให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ให้มีอำนาจสั่งให้กรรมาธิการประชุมลับได้ ทำให้กังวลอย่างมากว่าเสียงข้างมากกำลังจะกลายเป็นผู้ที่สามารถปิดหูปิดตาประชาชนได้

เรื่องที่สี่ การตอบกระทู้ถามของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี หากจะแก้ไขข้อบังคับเพื่อเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเลื่อนตอบกระทู้ โดยไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เท่ากับว่าเป็นความพยายามที่จะด้อยค่าสภาผู้แทนราษฎร ให้ไม่สามารถตรวจสอบการประพฤติมิชอบของรัฐบาลได้อย่างทันท่วงที และพยายามที่จะแปรสภาพสภาให้กลายเป็นเพียงวงเสวนาศาลาคนเศร้าที่ต้องสะกดของระบอบสีน้ำเงิน

"จะเกิดอะไรขึ้นกับประชาธิปไตย หากอำนาจทางการเมืองค่อยๆ กระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเดียว วุฒิสภา มีบทบาทสำคัญในการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ  หากกระบวนการเหล่านี้ถูกครอบงำทางการเมือง จนเกิด สว.สีน้ำเงินขึ้น เป็น กกต.สีน้ำเงิน เป็น ป.ป.ช.สีน้ำเงิน ถ้าเป็นเช่นนี้ รัฐบาลสีน้ำเงินและโครงข่ายระบอบสีน้ำเงินก็จะเหิมเกริมทุจริตคอร์รัปชัน และประพฤติมิชอบอย่างไรก็ได้ เป็นศาลสีน้ำเงิน เท่ากับว่ารัฐบาล และโครงข่ายระบอบสีน้ำเงิน ก็จะสามารถใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ในการวินิจฉัยตีความรัฐธรรมนูญในทางที่เป็นคุณแก่ตัว และหากสภากลายเป็นสภาสีน้ำเงิน ที่ไม่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ ประชาชนจะเหลือกลไกใดไว้ถ่วงดุลฝ่ายบริหาร นี่คือมหันตภัยของระบอบสีน้ำเงิน ที่ประชาชนทุกคนต้องช่วยกันเฝ้าระวัง" นายวิโรจน์ระบุ 

นอกจากนี้ นายวิโรจน์โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ  ทำไมโจรเผด็จการแก้กฎหมายได้อย่างง่ายดาย แต่ประชาชนกลับถูกปิดกั้น ระบุว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม คณะรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้ออกคำสั่งฉบับที่ 41 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2519 แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพิ่มโทษจำคุกในความผิดหลายฐานที่เกี่ยวข้องกับ "การแสดงความคิดเห็นของประชาชน" โดยไม่เคยผ่านการพิจารณาของสภาฯ เลย 50 ปีผ่านไป เมื่อประชาชนเกือบ 60,000 คน ต้องการแก้ไขกฎหมายที่คณะรัฐประหารทิ้งไว้ กลับถูกนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ  วินิจฉัยไม่ให้ริเริ่มเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เหตุผลคือ การกำหนดโทษอาญาเป็นอำนาจของรัฐ

"ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่คู่ระบอบประชาธิปไตยไปตลอดกาล ไม่ควรเลยที่จะให้โจรที่ก่อการรัฐประหารเป็นผู้กำหนดโทษ ควรจะให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของชาติได้มีส่วนร่วมในการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จะสมพระเกียรติยศมากกว่า" นายวิโรจน์ระบุ 

'ปิยบุตร' ยุปชน.ดันแก้ม.112

น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ประธานสภาฯ มีคำวินิจฉัยไม่รับร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีประชาชนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญเกือบ 60,000 คน โดยประธานสภาฯ อ้างเหตุผลว่า เป็นเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐและกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนว่า การกำหนดบทลงโทษทางอาญาที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นย่อมเป็นเรื่องที่ผูกพันกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง ป.อาญา มาตรา 112 คำสั่งของคณะรัฐประหารฉบับที่ 41 ได้ปรับเพิ่มโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี เป็นการเปลี่ยนชะตากรรมและผลกระทบทางกฎหมายที่ประชาชนต้องเผชิญจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก

น.ส.ศศินันท์เสนอแนะ 3 ข้อ เพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว คือ 1.ประธานสภาฯ ควรทบทวนคำวินิจฉัย พร้อมทั้งเปิดเผยบันทึกเหตุผลและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายอย่างครบถ้วนและโปร่งใสต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจได้ 2.สภาต้องเปิดพื้นที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ โดยควรผลักดันผ่านช่องทางการเสนอร่างกฎหมายของ สส. จากทุกพรรคการเมือง เพื่อนำหลักการยกเลิกมรดกกฎหมายจากคณะรัฐประหารเข้าสู่การถกเถียงในรัฐสภา 3.รัฐบาลต้องเร่งคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ตกหล่น โดยเฉพาะผู้ที่ยังคงถูกคุมขังหรือได้รับผลกระทบจากคดีความที่มีมูลเหตุมาจากการแสดงออกทางการเมือง

ขณะที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความเรื่องความเห็นกรณีร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคณะปฏิรูป 6 ต.ค.2519 ถูกประธานสภาปัดตกไป โดยระบุข้อความว่า 1.ร่างพระราชบัญญัติฯ นี้มีเนื้อหาสาระยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปในเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519  2.เมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดอาญา ก็ย่อมเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหมวด สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย 3.จึงควรเปิดช่องทางให้ประชาชนที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ ได้มีโอกาสโต้แย้งคำวินิจฉัยของประธานสภาฯ ได้ครั้งหนึ่ง

นายปิยบุตรระบุอีกว่า 4.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 20 คนขึ้นไป สามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ได้ มีแต่พรรคประชาชนเท่านั้นกระมังที่พอจะสนใจประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงมีอยู่ว่า สส.พรรคประชาชน คิดอ่านกันอย่างไร อาจกล่าวกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยมาแล้วว่าห้ามแก้มาตรา 112 คำวินิจฉัยนี้มีปัญหาในทางกฎหมายหลายประการ ไม่ควรยึดถือเป็นบรรทัดฐาน จะเห็นได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าห้ามเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ ป.อาญา มาตรา 112 โดยเด็ดขาด ศาลเพียงแต่บอกว่า ห้ามนำไปรณรงค์ข้างนอก ห้ามยกเลิกมาตรา 112 ห้ามย้ายหมวดออกจากหมวดความมั่นคง ดังนั้น การเสนอแก้ไขมาตรา 112 จึงยังกระทำได้อยู่บ้าง เช่น ลดอัตราโทษ หรือแยกฐานความผิด ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายออกจากกัน และการดำเนินการตามกรณีนี้ ก็เป็นการสนับสนุนส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ เพื่อโต้กลับการใช้อำนาจของประธานสภาฯ

"ต้องอาศัยความกล้าหาญของผู้แทนราษฎร  และการประเมินสถานการณ์ของพรรคการเมือง ข้อ 3 คือประเด็นทางกฎหมาย เป็นการต่อสู้ทางกฎหมาย ข้อ 4 คือ ประเด็นทางการเมือง ต่อสู้ทางการเมือง" นายปิยบุตรระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อนุทินยันสั่งสว.ไม่ได้

“อนุทิน” เคลียร์ปม “น้ำเงินกินรวบ” แค่วาทกรรมโจมตี ยันรัฐบาลไม่คุม สว. ชี้ 3 อำนาจแยกกันชัด พร้อมรับศึกซักฟอกทุกเมื่อ ขอเป็นเวทีสร้างสรรค์ ไม่เชือดเฉือนระบายความโกรธ

‘บุ๋ม-ก๊อต’นอนคุก พบ3บัญชีโอน815ล้าน/ผัวเอาตัวรอดซัดทอดเมีย

เรียบร้อย! สองผัวเมียมหาภัยคอตกนอนห้องขัง ศาลอาญาส่ง "บุ๋ม" เข้าทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วน "ก๊อต" ไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดคำให้การสามีโยนภรรยาเป็นคนสั่ง

นายกฯยํ้าอย่าตื่น วอนใช้ชีวิตปกติ!

นายกฯ ยันใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนกกักตุนเสบียง 72 ชม. ย้ำไทยมั่นคงทางอาหาร ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นมองไทยมีความพร้อม ลั่นไม่มีทางปล่อยให้ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งต้องประสบสภาวะขาดอาหารจนถึงจุดที่เขาไม่สามารถดำรงชีพได้