รัฐบาลสั่งเร่งโต้เฟกนิวส์ สอท.เมินสังฆกรรมบิ๊กตู่!

นายกฯ เผยสอบโครงการท่อน้ำอีอีซีคืบหน้า โฆษก รบ.ปรับกลยุทธ์ชี้แจงข่าวเท็จรวดเร็ว “ศักดิ์สยาม” พร้อมให้โควตา รมต.ศรีสะเกษ หากกวาดยกจังหวัด “สุรนันทน์” อ้าง “อุตตม” คอนเฟิร์ม สอท.ไม่สังฆกรรม “บิ๊กตู่” ทุกทาง  ยอมเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการระบบท่อส่งน้ำภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่า ได้รับทราบความคืบหน้า มีการหารือกันอยู่แล้ว เป็นเรื่องของคณะกรรมการดำเนินการ ตนมีแต่เพียงย้ำเตือนให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและให้ความเป็นธรรม เพราะกรอบอำนาจของนายกฯ ไปสั่งใครไม่ได้อยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องของกรรมการ และหากมีการฟ้องร้องเป็นเรื่องของศาลตัดสิน นายกฯ ยืนยันว่าไม่มีผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น และให้ความเป็นธรรมทุกคน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโฆษกกระทรวง ครั้งที่ 2/2565 โดยมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมประชุมด้วยว่า ได้หารือเกี่ยวกับแนวทางในการทำงานอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ส่งถึงประชาชนเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่สร้างความสับสนแตกแยกในสังคม และขอให้ทุกกระทรวงร่วมทำงานประชาสัมพันธ์การทำงานให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ตามยุทธศาสตร์การทำงานที่นายกฯ ได้ให้แนวทางไว้ ทั้งนี้ อาจปรับรูปแบบการทำงาน การนำเสนอให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งให้ชี้แจงแก้ไขข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือนทันที

วันเดียวกัน ที่ จ.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดโครงการประชุมพรรคสัญจร ประจำปี 65 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.รัฐมนตรีของพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.ของพรรค เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดยมีนายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมต้อนรับ

น.ส.ไตรศุลีกล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า  ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะไปที่ไหน จะเห็นป้ายไวนิลที่มีทั่วจังหวัดว่า ภท.พูดแล้วทำ เราอยากจะบอก ภท.ว่า ถ้าท่านพูดแล้วทำ พวกเราชาว อ.กันทรลักษ์พร้อมจะจำ

มีรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ของ ภท. ยังพบนายธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย, นายปวีณ แซ่จึง อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย สามีของนางผ่องศรี แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย และนายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย มาร่วมสังเกตการณ์พร้อมทั้งขึ้นเวทีแนะนำตัวกับชาวกันทรลักษ์ด้วย

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และเลขาธิการพรรค ภท. กล่าวว่า ภท.พร้อมเสนอตัวเป็นตัวแทนพี่น้อง จ.ศรีสะเกษทั้งจังหวัด ส่วน น.ส.ไตรศุลี ขณะนี้เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แต่ถ้าหากในอนาคต ภท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่รู้ว่าจะเลือกเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ หรือเป็นรัฐมนตรี ส่วนนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ ภท. ไม่ต้องเสียใจ นายสิริพงศ์ต้องเป็นรัฐมนตรีเลย แต่มีข้อแม้ว่าต้องได้ ส.ส.ศรีสะเกษยกจังหวัด

เมื่อวันศุกร์ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ กรรมการบริหารพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตอนหนึ่งว่า ​ เมื่อวานตนเกือบลาออกจากพรรคสร้างอนาคตไทย เรื่องที่ทำให้ตนต้องคิดตัดสินใจเช่นนั้น เป็นผลพวงจากการประชุมคณะกรรมการบริหารที่มีการถกเถียงในจุดยืนเกี่ยวกับ พล.อ.ประยุทธ์

 “ผมให้ความเห็นว่า หากพรรคได้รับคะแนนเสียงเพียงพอ ได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 25 ที่นั่งตามกำหนดที่สามารถเสนอชื่อ ผู้ที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่เสนอชื่อ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ตามที่พรรคเสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ใช่พรรคขนาดใหญ่ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  และขอคำยืนยันว่าจะไม่ยกมือให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าในกรณีใด”

นายสุรนันทน์ระบุอีกว่า มีการเสนอความเห็นพอสมควร แต่มีกรรมการท่านหนึ่งขออนุญาตไม่เอ่ยนาม บอกข้อเสนอของตนเป็นปาหี่ ซึ่งตนรับไม่ได้ สำหรับตนถ้าอะไรจะเป็นปาหี่ ก็คือการหักหลังประชาชนที่ลงคะแนนให้พรรคเพื่อให้นายสมคิดเป็นนายกฯ ดังนั้น อย่างน้อยในรอบแรกของการซาวเสียงในสภา พรรคควรแสดงจุดยืนที่มุ่งมั่นตามที่ประชาชนที่เลือกพรรคต้องการ

กรรมการบริหารพรรค สอท.กล่าวว่า ดีที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ซึ่งตนนับเป็นเพื่อนคนหนึ่งมานั่งเคลียร์ใจ รับฟังมุมมองของตน และยืนยันกับตนว่า 1.พรรคจะสนับสนุนนายสมคิดให้เป็นนายกฯ ให้ได้ 2.พรรคจะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ และไม่เข้าร่วมรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีก 3.พรรคพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านในสภาถ้าพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ และ 4.หัวหน้าพรรคไม่มีข้อตกลงใดๆ ในทางลับกับฝ่ายทหารในการตั้งพรรคและทำงานการเมือง

ขณะที่นายชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้นายสุรนันทน์ในเรื่องนี้ว่า นายสุรนันทน์เป็นนักการเมืองมาหลายปีแล้ว แต่เหตุใดถึงไม่พอใจ  เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคที่อยากจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อไป จนมีคนในที่ประชุมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายสุรนันทน์ นอกจากนี้การที่สมาชิกพรรค สอท.เสนอแนวคิดสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์นั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาแกนนำเคยทำงานกับนายกฯ มาแล้ว ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่สมาชิกพรรคจะมีความเห็นที่แตกต่างบ้าง นายสุรนันทน์ไม่ควรเอาแนวคิดยึดติดกับนายเก่ามาทำให้สมาชิกพรรคเกิดความไม่สบายใจ จนทำให้บรรยากาศของพรรคอาจจะขัดแย้งขึ้นมาได้

นายชนะศักดิ์ระบุว่า นายสุรนันทน์ ควรลาออกจากพรรค สอท. หากอยากได้ตามใจตัวเองมาก ควรออกไปตั้งพรรคเป็นหัวหน้าพรรคเอง หรือไปสังกัดพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์เดียวกันอย่างเช่นพรรคฝ่ายค้านจะดีกว่า เพราะตนเองเห็นว่านายสุรนันทน์มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอนเป็นนายกฯ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า จากการแก้ไขกติกาเลือกตั้งทั้งบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ การนับคะแนนแบบคู่ขนาน และใช้สูตรคำนวณเพื่อหา ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วยจำนวน 100 คนหารนั้น ผลที่เกิดขึ้นคือการเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ เช่น พรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะยังเป็นพรรคขนาดใหญ่หรือไม่ ขอตั้งเป็นคำถาม ส่วน ภท. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคก้าวไกล ถือเป็นพรรคขนาดกลาง กลุ่มขนาดกลางและกลุ่มขนาดเล็ก เสียเปรียบภายใต้กติกาดังกล่าว

นายสมชัยกล่าวว่า การแก้ไขกติกาเลือกตั้ง เป็นการสร้างทางเลือกให้พรรคใหญ่เข้มแข็ง และในสภาจะมีพรรคใหญ่ไม่กี่พรรค และคาดว่าโอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์เพื่อไทยแลนด์สไลด์ เป็นพรรคเดียวที่ได้ ส.ส.เกินครึ่งของสภาเกิดขึ้นได้

อดีต กกต.รายนี้ระบุว่า ภาพในระยะสั้น ยังต้องจับตาการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ฉบับที่จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมร่วมรัฐสภาในวาระสองและวาระสาม โดยเฉพาะสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่หารด้วย 100 คน ที่ไม่ได้รับการยอมรับจาก ส.ว. และเชื่อว่ามีส่วนสำคัญต่อการลงมติ ที่อาจเป็นไปได้ว่าจะตีตกร่างกฎหมายทั้งในมาตราที่เกี่ยวข้องหรือทั้งฉบับ

 “คะแนนลงมติที่ตัดสินว่าจะผ่านวาระสองและวาระสาม ใช้ข้างมากของที่ประชุม สำหรับเสียง ส.ว.รวมกันคือ 1 ใน 3 ของสภา และในขั้นการโหวตของ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ ส.ว.เสียงแตกได้คุยกันว่า เพราะลุงสองคนส่งสัญญาณไม่ชัดเจน ไม่คุยกันให้ดี ทำให้ พปชร.หนุนหารด้วย 100 แต่ ส.ว.ไม่สนับสนุน ดังนั้นในอนาคตต้องดูว่าสองลุงจะคุยกันหรือไม่ หรือส่งสัญญาณที่ชัดเจนอย่างใดหรือไม่” นายสมชัยกล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯขอบคุณ 'ยธ.' ช่วยเหลือลูกหนี้กว่า 28,314 ราย ทุนทรัพย์กว่า 6,602 ล้านบาท

นายกฯประยุทธ์ ขอบคุณกระทรวงยุติธรรม เดินหน้ามหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินทั่วประเทศ 39 ครั้ง ช่วยเหลือลูกหนี้สำเร็จแล้วกว่า 28,314 ราย ทุนทรัพย์กว่า 6,602 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.42 ของผู้เข้าร่วมไกล่เกลี่ย