
ถ้า...
ม.๑๑๒ ถูกแก้ไขตามแนวทางของพรรคส้ม วันนี้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” หรือใครต่อใครในบรรดาชาวสีส้ม จะวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันพระมหากษัตริย์รุนแรง หนักหน่วงกว่านี้
ตรรกะง่ายๆ ครับ...
โทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๓ แสนบาท
ไม่กำหนดโทษขั้นต่ำ
ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์
ไม่ใช่ความผิดต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร
ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่เป้าหมายหลักที่คนเหล่านี้ต้องการ
คืออะไร?
วันก่อน “หัวหน้าเท้ง” พูดเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” นี่เป็นการเลี่ยงบาลี เพราะนัยจริงๆ แล้ว “สีน้ำเงิน” ภูมิใจไทยนั้น มิใช่เป้าหมายที่แท้จริง
แต่เป็นสีน้ำเงินในธงไตรรงค์ต่างหาก
ทุกคำบรรยาย ภาษาฝ่ายซ้ายของ “เท้ง” พยายามทำให้กำกวม ก้ำกึ่ง ในความหมายของ “สีน้ำเงิน” แต่หากพินิจพิเคราะห์พฤติกรรมก่อนหน้า หาใช่ พรรคภูมิใจไทยไม่
เพราะอะไร?
เพราะเมื่อ ๕ กันยายนปีที่แล้ว พรรคประชาชนยังโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่เลย
ถ้าวันนั้นพรรคประชาชนรับรู้แล้วว่า พรรคภูมิใจไทย คือระบอบสีน้ำเงิน ก็แสดงว่ามีส่วนร่วมในการสร้างระบอบสีน้ำเงินขึ้นมา
หรือ “ระบอบสีน้ำเงิน” เพิ่งจะก่อเกิดหลัง “อนุทิน” เป็นนายกฯ
แต่...คำอธิบายเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” ของ “เท้ง” กลับมัดคอตัวเอง
“...ถึงแม้เป็น ๑๒ ปีที่เราไม่ได้เห็นภาพรถถังบนท้องถนน แต่ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชน ยังไม่หยุดลง แต่กำลังเกิดขึ้นทุกวัน มีการดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชนไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ คดี มีการล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติอย่างน้อย ๗๔ ครั้ง และมีการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่างน้อย ๗ พรรค...”
นั่นแสดงว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ในความหมายของ “เท้ง” เคลื่อนไหวมาตลอด ๑๒ ปี
แล้วมันใช่ สีน้ำเงิน ภูมิใจไทยเสียที่ไหน
คำพูด “เท้ง” ถูกตอกย้ำด้วย โพสต์ล่าสุดของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล”
-------------
“...ระหว่าง
คนส่วนน้อย ไม่กี่คน ไม่กี่ตระกูล ที่ทรงอำนาจ และพลานุภาพ
กับ
คนส่วนใหญ่ของแผ่นดิน ที่ไร้ซึ่งอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ
พรรคการเมืองและนักการเมืองในประเทศไทย ส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมด เลือกอยู่ข้างฝ่ายคนส่วนน้อย เลือกสวามิภักดิ์กลุ่มคนไม่กี่ตระกูล ที่ครองอำนาจ และมีอาญาสิทธิ์ในการกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง
พรรคและนักการเมืองในประเทศไทย แม้ชื่อต่างกัน คนต่างกัน แข่งขันกันในการเลือกตั้ง หรืออาจขัดแย้งกันบ้าง แต่พวกเขาก็ยึดถือคติร่วมกันว่า ต้องไม่มีปัญหากับคนส่วนน้อย ไม่กี่คน ไม่กี่ตระกูล ที่เป็นผู้กุม 'ใบอนุญาตที่ ๒'
เพราะ รู้ดีว่า เป็นวิธีการเดียวที่ทำให้พรรคพวกของตนได้ครองอำนาจรัฐ (บางส่วน) ได้เป็น ฯพณฯ รัฐมนตรี ได้บริหารประเทศ (บางส่วน) ได้จัดสรรงบประมาณแผ่นดิน และถอนทุนคืน
ในหมู่คนที่มีการศึกษาดี มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่เป็นคนรุ่นใหม่ อายุไม่มาก ต่างก็รู้ดีว่า 'อะไรเป็นอะไร' แต่พวกเขาก็ต้อง 'ปลอบใจ' ตนเองไปวันวันว่า 'จำเป็นต้องสวามิภักดิ์ เพื่อมีอำนาจ มิเช่นนั้น จะไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้พัฒนาประเทศ'
การแสดงออกของบรรดานักการเมืองอย่าง 'ล้นเกิน' มากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเป็นการแข่งขันประชันโฉมว่าฉันและพวกต่างหากที่จงรักภักดีมากกว่า กำลังดำเนินไปอย่างไม่หยุดหย่อน ชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่เคยพบเห็นในรัชสมัยที่แล้ว
สถานการณ์แบบนี้แหละ...
จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองและนักการเมืองอีกแบบ ที่ประกาศ แสดงจุดยืนที่แตกต่าง อยู่ข้างคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ณ พ.ศ.นี้ ไม่มีทาง ที่จะไม่มีใคร ไม่รู้สึกฉงนสนเท่ห์ร้องเอ๊ะกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในแต่ละวัน เพียงแต่จะแสดงออกมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น
ไม่อยากแสดงออก กังวล กลัว ไม่อยากเดือดร้อน
ไม่อยากแสดงออก เพราะ ต้องกินต้องใช้ ต้องทำมาหากินอยู่ในประเทศนี้
ไม่อยากแสดงออก เพราะ เหตุใดก็ตาม
แต่ทุกคน รู้
รู้ถึงความผิดปกติ
ภารกิจของพรรคการเมืองที่เป็นพรรคกองหน้า ต้องทำหน้าที่ ชี้นำความคิด ตระเตรียม รอผู้คนที่จะทยอยเข้าร่วม สนับสนุนมากขึ้น เมื่อสถานการณ์สุกงอมมาถึง
สภาพสังคมที่ผิดปกติ และ 'ล้นเกิน' ขนาดนี้ ไม่มีทางดำรงอยู่ได้ตลอดกาล
นักการเมือง มี ๒ ประเภท
เข้าพวก สวามิภักดิ์ สนุกสนาน เอ็นจอย กลับการเข้าสู่อำนาจ มีอำนาจ และใช้อำนาจ ในทุกสถานการณ์
นั่นประเภทหนึ่ง
ชี้นำความคิด ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ ตระเตรียมความคิดและพลัง ยืนเด่นอยู่เป็นอีกขั้ว เพื่อรอสถานการณ์สุกงอม และเป็นทางเลือกที่มติมหาชนจะเข้าสนับสนุนในวันหน้า
นี่อีกประเภทหนึ่ง
ประเภทแรก มีดาษดื่นแล้ว ใครๆ ก็เป็นได้ ไม่ยาก
ประเภทสอง แทบไม่มี เป็นยาก และลำบาก
ประเทศไทยต้องการและจำเป็นต้องมีนักการเมืองและพรรคการเมืองแบบหลัง...”
----------------------------
ชัดเจนนะครับ “ปิยบุตร” อ้างถึงกลุ่มคนไม่กี่ตระกูล ที่ครองอำนาจ
และกลุ่มหรือตระกูลที่ว่านี้ มิใช่พรรคการเมือง
พรรคการเมืองส่วนใหญ่สนับสนุนตระกูลนี้
จะว่ากลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ก็ไม่ใช่ เพราะ “ปิยบุตร” สื่อออกมาชัดเจนว่า เป็นผู้กุม “ใบอนุญาตที่ ๒”
ในความหมายของ “ปิยบุตร” คือ อำนาจนอกระบบ
"...การแสดงออกของบรรดานักการเมืองอย่าง 'ล้นเกิน' มากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเป็นการแข่งขันประชันโฉมว่าฉันและพวกต่างหากที่จงรักภักดีมากกว่า กำลังดำเนินไปอย่างไม่หยุดหย่อน ชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่เคยพบเห็นในรัชสมัยที่แล้ว
สถานการณ์แบบนี้แหละ..."
โพสต์ท่อนนี้แหละครับคือระบอบสีน้ำเงินในความหมายของ “เท้ง-ปิยบุตร”.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ระบอบสีน้ำเงิน'
มาเป็นสเตปครับ... จากวิจารณ์องคมนตรี กระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ จากแถลงการณ์ที่สรุปเอาว่าสถาบันพระมหากษัตริย์แทรกแซงรัฐบาลผ่านองคมนตรี
อย่าดึงฟ้าต่ำ
เป็นไปตามคาดครับ... พรรคส้มได้รับคำยกย่องชมเชยจากบรรดาผู้ต้องหาหนีคดี ม.๑๑๒ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวซ้ายจัด ที่มีแนวคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
ธาตุแท้พรรคส้ม
กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา... วานซืน (๑๙ พฤษภาคม) มีข่าวอยู่ชิ้นหนึ่ง ว่าไปแล้วไม่ใช่ข่าวที่มียอดไลก์ยอดแชร์อะไรมากมายนัก แต่เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาประเทศ
วิกฤตกำลังจะมา
ถูกแล้วครับ รัฐบาลอย่าไปยุ่งเรื่องถ่ายทอดสดฟรีฟุตบอลโลกเลย ปล่อยเอกชนเขาทำดีกว่า และไม่เฉพาะครั้งนี้ ให้ถือเป็นบรรทัดฐานเลยครับว่าการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหลังจากนี้ ไม่ใช่งานของรัฐบาล
อะไรคือ 'เร่งด่วน'
เข้าไปอยู่ในสารบบของศาลแล้วครับ วานนี้ (๑๘ พฤษภาคม) ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องคดี พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ใครๆ เขาก็ทำกัน
ไม่ต้องถอดบทเรียนอีกนะครับ เพราะเอียนคำนี้เต็มทน ประเทศไทยเก่งเรื่องถอดบทเรียนโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะทุกเรื่องตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือดำน้ำ ล้วนมีให้ถอดบทเรียนทั้งนั้น

