“ชาดา” ปัดปราบผู้มีอิทธิผล 6 เดือนไม่สำเร็จจะพิจารณาตัวเอง แต่ 6 เดือนจะเริ่มเห็นผล-เข้มข้นขึ้น หลังนับ 1 ตั้ง คกก.แล้ว ลั่นไม่หนักใจ ตำรวจกองปราบฯ ตั้งอัยการเป็นที่ปรึกษาข้อกฎหมายเอาผิด ม.157 ตร. 13 นาย คาดสัปดาห์ชัดเจน พร้อมส่งเรื่องศาลทุจริตภาค 7 นำ 6 ตร.ขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ "บิ๊กโจ๊ก-บิ๊กเด่น" แจงการโอนคดีไร้ปัญหา “ดีเอสไอ” จ่อรับเป็นคดีพิเศษ “กำนันนก” เข้าข่ายผู้มีอิทธิพล ฮั้วประมูล ภายในสัปดาห์นี้
ที่พรรคภูมิใจไทย วันที่ 19 กันยายน นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงถึงกรณีที่ให้สัมภาษณ์สื่อที่ระบุว่า “หากแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล 6 เดือนไม่สำเร็จก็พร้อมพิจารณาตัวเองนั้น” ว่า ขอเรียนชี้แจงว่า จากคำสัมภาษณ์ดังกล่าว เป็นประโยคที่ติดต่อกัน จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งตนบอกว่า 6 เดือนจะเริ่มเห็นผล ภาพจะเริ่มชัดขึ้น เพราะ 6 เดือนเริ่มจะเห็นผล เนื่องจากการปราบปรามผู้มีอิทธิพลมีมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งเปรียบเสมือนไฟไหม้ฟาง วูบวาบมาหลายครั้ง แต่ตนไม่ต้องการทำงานแบบนี้ ซึ่งจะต้องมีการใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล ในการตรวจสอบ รวมถึงดูให้เป็นธรรม เช่น ขอยกตัวอย่างตามหลักอาชญาวิทยาว่าคนไหนถ้าเลิก หรือเลิกจริงๆ ตนก็จะให้โล่ แต่ถ้าทำอีกก็จะหนักว่าเดิม 2 เท่า ส่วนใครที่ประพฤติดีเราก็ต้องตอบแทน แต่ถ้าเลวเราก็ต้องจัดการ
"ส่วนความคืบหน้าขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา แล้วจากนี้ก็ต้องดูถึงวิธีการทำงาน ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังได้กำชับในที่ประชุม ครม. และได้สั่งการมาที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทยมาแล้ว และท่านอนุทิน ก็ได้สั่งผมมาอีกทีหนึ่ง ซึ่งผมได้มีกรอบระยะเวลาการทำงานแล้ว ทั้งนี้มองว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากนักธุรกิจซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะระบบราชการต้องเจอแบบนี้ ต้องเจอคนที่ผ่านงานในแบบซีอีโอ หรือผู้บริหารงานในบริษัทขนาดใหญ่ในทำธุรกิจ ก็จะมีวิธีการจัดการในแบบของเขา"
นายชาดากล่าวย้ำว่า เรื่องนี้ตนไม่ได้แก้ตัว แต่บอกว่า 6 เดือนจะเข้มข้นขึ้น ยืนยันว่าจะนำทุกทฤษฎีมาใช้เพื่อไม่ให้ปัญหาผู้มีอิทธิพลเกิดขึ้นกับคนไทยโดยไม่จบไม่สิ้น ส่วนความคืบหน้าในการทำบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล ขณะนี้แต่ละส่วนก็ได้ดำเนินการแล้ว และหลังจากนี้ก็ต้องมาดำเนินการกันอีกทีว่าจะต้องทำกันแบบไหน
"ไม่มีอะไรหนักใจ ผมมีท่านนายกฯเศรษฐา มีท่านอนุทิน รมว.มหาดไทย มอบอำนาจให้มาก็ทำอย่างเต็มที่ อย่างที่ผมบอกว่าไม่มีใครใหญ่กว่าผม มีที่ใหญ่กว่าผมก็คือนายกฯ เศรษฐา (ตัวใหญ่กว่าผม) และหัวหน้าพรรคผม” นายเศรษฐากล่าว
ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป) พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.ป. เรียกประชุมตำรวจชุคคลี่คลายการเสียชีวิตของ พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในงานเลี้ยงบ้านนายปวีณ จันทร์คล้าย หรือกำนันนก หลังจาก พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มีคำสั่งโอนคดีมาให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เป็นผู้รับผิดชอบคดีว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าทาง บช.ก.และ บก.ป.ได้มีการประชุมคณะพนักงานสอบสวน คณะพนักงานสืบสวน เกี่ยวกับเรื่องการโอนสำนวนมาที่ บช.ก. ไม่ว่าจะเป็นคดีฆ่า คดี 157 ขณะนี้ได้ทำหนังสือไปที่ศาลทุจริตภาค 7 เพื่อขอโอนฝากขังมาที่ศาลทุจริตกลาง และได้ทำหนังสือไปที่กรมราชทัณฑ์เพื่อขอโอนการฝากขังผู้ต้องหามาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์เดียวกัน เราจะประมวลเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องเดียวกันเพื่อประโยชน์ของการอำนวยความยุติธรรมในชั้นศาลทุจริต เป็นคดีหลายกรรมเกี่ยวเนื่องกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตำรวจทั้ง 6 นายจะถูกควบคุมตัวที่เดียวกันกับกำนันนกหรือไม่ พ.ต.อ.วิวัฒน์ตอบว่า เรื่องนี้กรมราชทัณฑ์เป็นผู้จัดการ ส่วนการดำเนินคดีกับตำรวจ 13 นาย ระหว่างนี้เรามีการสอบสวนเพิ่มเติม ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุตำรวจภูธรภาค 7 ตอนนี้สำนวนโอนมาที่ตำรวจสอบสวนกลาง ไม่ได้เป็นการทำใหม่ เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้สมบูรณ์ที่สุด อะไรที่เราสงสัยต้องมีการขยายผลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ส่วนกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ใช้ในการดำเนินคดี วันที่ 18 ก.ย. พฐ.ได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลเทคนิคบางส่วน แต่ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมกล้องวงจรปิดมีทั้งหมด 15 ตัว ไม่ทำงาน 2 ตัว ตั้งแต่เดือนสิงหา ส่วนกล้องอีกตัวหนึ่งที่ทำงานถึงเวลา 10 โมงในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบพบว่ากำนันนกอยู่ที่บริเวณนั้น แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตัดประเด็นว่าใครไปดึงปลั๊กหรือปิดกล้อง เพราะเรื่องนี้เป็นฝ่ายเทคนิคผู้ชำนาญการที่ต้องเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อีกทีหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กล้องวงจรปิดเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ถ้ากู้ 2 ตัวที่สาดมาบริเวณงานเลี้ยงไม่ได้ จะเอาผิดกำนันนกได้หรือไม่ พ.ต.อ.วิวัฒน์ตอบว่า วงจรปิดที่เกิดเหตุเป็นหลักฐานสำคัญทางคดี แต่อย่าลืมว่ามีกล้องวงจรปิดโดยรอบที่เกิดเหตุอีกหลายตัว เรายังมีประจักษ์พยานที่สามารถระบุว่าวันเกิดเหตุ เกิดอะไรขึ้นบ้าง
แจงโอนคดีไร้ปัญหาขัดแย้ง
ส่วนที่มีตำรวจให้การขัดแย้งกับข้อเท็จจริงกี่คน พ.ต.อ.วิวัฒน์กล่าวว่า มีอยู่ไม่มาก เนื้อหาสำคัญในสำนวนไม่ขอตอบ แต่ถ้าใครดูพฤติการณ์แล้วละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. กำชับต้องถูกดำเนินคดีทุกคนอย่างตรงไปตรงมา โดยจะปรึกษากับอัยการและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกฎหมาย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว วันนี้ให้ทางอัยการมาเป็นที่ปรึกษา สัปดาห์หน้าถ้ามีความชัดเจนว่าใครเกี่ยวข้อง อาจจะมีการดำเนินคดีเพราะ ผบช.ก.ได้เร่งให้ทำงานทุกวัน แต่ขอให้เจ้าที่ได้ทำงานดูพยานหลักฐานให้ละเอียดรอบคอบ
ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. วิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากประเทศจีนมาที่ประชุม บช.ภ.7 ประเด็นเกี่ยวกับการประชุมคณะทำงานตรวจสอบธุรกิจของกำนันนกว่า เป็นการบูรณาการการตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน มีประเด็นหลักๆ ได้แก่ เส้นทางทางการเงินและการหัวประมูลโครงการต่างๆ โดยมีตัวแทนของทุกหน่วยงานมาเข้าร่วม ทั้งนี้ ไม่ได้วางกรอบเวลาในการทำงาน แต่ว่าอย่างไรก็ต้องรวดเร็วที่สุด สามารถย้อนตรวจสอบได้ทั้งหมด พื้นที่ของ จ.นครปฐมนั้นเป็นพื้นที่ที่แปลก ไม่มีประชาชนคนไหนมาร้องเรียนตำรวจเลย จึงอยากจะแจ้งกับประชาชนว่า หากคนใดได้รับความเดือดร้อนในกรณีของนายปวีณ ไปสร้างความเดือดร้อนโดยตรงหรือมีลูกน้องของนายประวีณเข้าไปเกี่ยวข้อง สามารถมาพบตนที่ตำรวจภูธรภาค 7 ได้เลย จะได้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
ในกรณีการเสียชีวิตของ พ.ต.ต.ศิวกร ที่ทาง บช.ก.มีการแถลงในลักษณะที่ว่าอาจจะต้องเริ่มต้นใหม่ ในเรื่องของการทำสำนวน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าทำใหม่นั้นหมายถึงอย่างไร เพราะทุกวันนี้ทาง บช.ก. และเป็นผู้สอบสวนอยู่แล้ว ไม่ได้มีใครไปก้าวก่าย เพราะว่าคดีที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องใช้การสืบสวนนำการสอบสวน เพราะว่าที่เกิดเหตุ ณ วันที่เกิดเหตุนั้นเละเทะไปหมดแล้ว จึงจะต้องใช้ตำรวจภูธรภาค 7 แต่ในเรื่องการสอบสวนนั้น ผบ.ตร.ได้โอนไปยัง บช.ก.ตั้งเเต่วันเเรกเเล้ว อย่าได้มองว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้ง ให้มองเป็นเรื่องของการทำงานร่วมกันจะดีกว่า ส่วนในการตั้งข้อหา 157 นั้น ชุดสืบสวนได้ทำรายงานสืบสวนส่งไปแล้ว หลังจากนั้น บช.ก.ก็จะต้องไปพิจารณาว่าจะแจ้งข้อหาอย่างไรบ้าง
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวด้วยว่า วันนี้สังคมคงเห็นเเล้วว่าสังคมไทยในปัจจุบัน ที่มีการพูดถึงในการเลือกผู้ว่าฯ ท้องถิ่นเองนั้นเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะว่าในแต่ละท้องถิ่นเองยังมีผู้ที่มีอิทธิพลระดับนี้กระจายอยู่ทั่ว ยังจะต้องเป็นการพิจารณาเพื่อแต่งตั้งไปก่อน
ขณะที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีการโอนคดีการเสียชีวิตของ พ.ต.ต.ศิวกรไปให้บก.ป.รับผิดชอบดูแล เพราะ ผบ.ตร.ไม่พอใจการดำเนินงานของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์หรือไม่ว่า ความจริงไม่ใช่ตามที่กระแสสังคมระบุ เป็นการตีความที่คลาดเคลื่อน ในคดีที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (บช.ภ.7) เป็นเจ้าของสำนวนได้เสนอเรื่องมาว่าหลักฐานส่วนใหญ่ในคดีการเสียชีวิตอยู่ที่กองปราบฯ เรียบร้อยแล้ว ตนจึงทำการอนุมัติคดีให้กองปราบฯ รับผิดชอบเพียงเท่านั้น ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ก็ยังมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลทุกอย่าง และตนไม่ได้ถือว่าเป็นการลิดรอนอำนาจ เป็นการตีความผิดไปเอง
ดีเอสไอจ่อรับเป็นคดีพิเศษ
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า คดีการเสียชีวิตของ พ.ต.ต.ศิวกร เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล ตนเล็งเห็นว่าหากทาง บช.ภ.7 ดำเนินการต่อ เจ้าหน้าที่อาจจะหนักใจ อาจจะมีข้อมูลรั่วไหล หรืออาจจะมีตำรวจในพื้นที่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ต้องหา ส่วนคดีความผิดเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่จำเป็นที่จะต้องโอนให้ ป.ป.ช.ดำเนินการภายใน 30 วันอยู่แล้ว การที่โอนคดีมาที่ บก.ป. จึงไม่ได้แตกต่างอะไรเป็นพิเศษ
เมื่อถามว่า ได้พูดคุยส่วนตัวกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ถึงเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พูดคุยกันแล้ว ไม่รู้ว่าสื่้อจะตีความไปทางใด ยอมรับว่าสื่อมีมาก หลายช่องทาง ตนต้องหนักแน่น ต้องเดินหน้าทำงานอื่นต่อไป ในภาพรวมยังมีภารกิจต่างๆ ที่สำคัญรออยู่
สืบเนื่องจากกองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ “กองฮั้วประมูล” กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกหมายเรียก 58 บริษัท ที่เคยยื่นซื้อซองราคาในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แต่ไม่เข้าร่วมในขั้นตอนการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) นำร่อง 2 โครงการ ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทของนายประวีณ หรือบริษัททั้งหมดถูกข่มขู่ไม่ให้เข้าร่วมการประมูลหรือไม่ มาสอบปากคำวันที่ 18-20 ก.ย.นี้
ที่ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ อาคารเอ ชั้น 7 กองฮั้วประมูล เป็นวันที่ 2 ได้ออกหมายเรียกตัวแทนอีก 20 บริษัท เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ โดยแหล่งข่าวระบุว่า พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล อธิบดีดีเอสไอ ได้รายงานความคืบหน้าให้ รมว.ยุติธรรมทราบเป็นระยะๆ ซึ่งพนักงานอัยการที่เชี่ยวชาญกฎหมายท่านหนึ่ง ให้ความเห็นว่า “กำนันนก” มีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นคดีพิเศษทุกประเด็นตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ม.21 วรรค 1 (ง) คดีความผิดทางอาญาที่มีผู้ทรงอิทธิพลที่สำคัญเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน และเมื่อดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ โดยคาดว่าภายในสัปดาห์นี้ กฎหมายบังคับให้พนักงานอัยการมาทำการร่วมสอบสวนกับดีเอสไอตั้งแต่เริ่มต้นคดี ซึ่งจะมีรูปแบบการดำเนินคดีตามมาตรฐานสากล
ส่วนการสอบปากคำวันแรก (18 ก.ย.) บริษัทเข้ามาพบดีเอสไอ จำนวน 12 บริษัท ให้ข้อมูลตามเอกสารที่ปรากฏ ส่วนอีก 8 บริษัท ขอเลื่อนให้เหตุผลว่ากำลังเตรียมเอกสารและเนื้อหารายละเอียดยังไม่ครบ บางรายชี้แจงว่าตัวแทนผู้จัดการบริษัทไม่สะดวกเพราะหมายเรียกกระชั้นชิดเกินไป อย่างไรก็ตาม ทุกบริษัทต้องเข้ามาชี้แจงเพราะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบ หากไม่มาพบตามนัดหมายที่กำหนด โดยไม่แจ้งเหตุหรือมีเหตุอันสมควรอย่างอื่น อาจจะมีความผิดตามกฎหมายมีโทษจำคุก 1 ปี ตามกฎหมายดีเอสไอ
ต่อมาเวลาประมาณ 11.09 น. ตัวแทนของบริษัท กษิดิศเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เดินออกมาจากห้องกองคดีฯ ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าเหตุใดถึงถอนตัวไม่ร่วมยื่นประมูลโครงการดังกล่าวต่อ ตัวแทนของบริษัท กษิดิศเอ็นจิเนียริ่งฯ บอกว่า ตนไม่ได้ยื่นประมูล และไม่รู้จักกับกำนันนก ส่วนวันนี้ตนเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ไปหมดแล้ว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘กสทช.’เน่าสนิท ประชุมล่มรอบ3 กดดัน‘สรณ’ถอย
เน่าสนิท! ประชุม "บอร์ด กสทช." ล่มอีกเป็นครั้งที่ 3 เพราะองค์ประชุมไม่ครบ
ข้อมูลรั่วทั้ง19กระทรวง หวั่นขายให้‘สแกมเมอร์’
นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล
ไทยหนุนเมียนมา กลับสู่‘อาเซียน’ ตั้งกก.แก้มลพิษ
"อนุทิน” เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” อบอุ่น หารือเต็มคณะชื่นมื่น
ดึงเงินกู้พลังงานใช้ไทยเที่ยวไทย
"ศุภจี” ยังไม่ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้า ครม.เดือน ส.ค.นี้
ล้างคนโกงจบ31สค. มท.พร้อมรับมือหากถูกฟ้อง ‘โรม’คาใจตัดตอนการเมือง
"ก.กลาง" ยึดตามมติ "กสถ." ฟันโกงสอบท้องถิ่น 5,925 ราย ส่วน 97 รายรอ ป.ป.ช.
ได้ฤกษ์เสียที! ก.กลาง รับทราบมติ กสถ. เพิกถอนบัญชีโกงสอบท้องถิ่น 5,925 ราย
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง) ครั้งที่ 7/2569 เพื่อพิจารณามติของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่ให้ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นเดิม และประกาศบัญชีใหม่ ปี 68

