เงินเฟ้อชะลอตัว คาดทั้งปี1.35% กกพ.ลุยลดค่าไฟ

"พาณิชย์" เผยเงินเฟ้อ ก.ย.66 เพิ่ม 0.30% ชะลอตัวลง เหตุได้รับผลดีจากมาตรการลดราคาดีเซล ค่าไฟฟ้า และสินค้ากลุ่มอาหารปรับลดลง  0.10% เป็นครั้งแรกในรอบ 23 เดือน  ปรับเป้าเงินเฟ้อทั้งปีใหม่ เหลือ 1.0-1.7% ค่ากลาง 1.35% กกพ.ประกาศลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.99 บาท/หน่วย ตามมติ ครม. มีผลตั้งแต่ ก.ย.66 โดยที่จ่ายค่าไฟฟ้าไปแล้วจะได้รับการหักส่วนลดในรอบบิลเดือน ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)    เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ก.ย.2566 เท่ากับ 108.02 เทียบกับ ส.ค.2566 ลดลง 0.36% เทียบกับเดือน ก.ย.2565 เพิ่มขึ้น 0.30% ชะลอตัวลงจากเดือน ส.ค.2566 ที่เพิ่มขึ้น 0.88% โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการชะลอตัวลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล โดยเฉพาะการปรับลดราคาดีเซลและค่าไฟฟ้า และยังมีกลุ่มอาหารที่ราคาลดลง ทั้งเนื้อสัตว์ ผักสด และเครื่องประกอบอาหาร ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ย 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 1.82%

โดยเงินเฟ้อเดือน ก.ย.2566 ที่สูงขึ้น 0.30% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอื่นๆ  ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 0.59% ตามการสูงขึ้นของราคาสินค้าในหมวดพาหนะการขนส่งและการสื่อสาร ได้แก่  น้ำมันกลุ่มเบนซินและกลุ่มแก๊สโซฮอล์ ยกเว้นกลุ่มดีเซล ที่ราคาลดลง เนื่องจากมาตรการตรึงราคาของภาครัฐ ค่าโดยสารสาธารณะ เช่น ค่าโดยสารเครื่องบิน และค่าโดยสารรถเมล์เล็ก สองแถว หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล เช่น ยาแก้ไข้หวัด  แป้งทาผิวกาย กระดาษชำระ ค่าแต่งผมชายและสตรี สำหรับสินค้าสำคัญที่ราคาลดลง เช่น ค่ากระแสไฟฟ้า เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้า ราคาลดลงเช่นกัน

สำหรับหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.10% เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 23 เดือน หลังจากชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยสินค้าสำคัญที่ลดลง เช่น เนื้อสุกร และไก่สด โดยเฉพาะเนื้อสุกร ที่ปริมาณผลผลิตมีจำนวนมาก ผักสด เช่น ผักคะน้า ต้นหอม และพริกสด เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเอื้อต่อการเจริญเติบโต ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดมากขึ้น และน้ำมันพืชและมะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) ราคายังคงลดลงต่อเนื่อง ตามราคาต้นทุนวัตถุดิบ สำหรับสินค้าที่ราคาสูงขึ้น เช่น ข้าวสารเหนียว ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ นมถั่วเหลือง ผลไม้สด (แตงโม ทุเรียน องุ่น) รวมถึงกาแฟผงสำเร็จรูป กับข้าวสำเร็จรูป และอาหารกลางวัน

ทั้งนี้ ในส่วนของเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ก.ย.2566 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก ลดลง 0.03% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.2566 และเพิ่มขึ้น 0.63% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.2565 รวม 9 เดือนเพิ่มขึ้น 1.50%

นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ต.ค.2566 และทั้งไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะชะลอตัวและมีโอกาสติดลบได้ เพราะราคาอาหาร ทั้งเนื้อสัตว์ ทั้งเป็ด ไก่ สัตว์น้ำ และเครื่องประกอบอาหาร รวมถึงสินค้าในกลุ่มพลังงาน ค่าไฟฟ้า น้ำมันดีเซล ที่ยังคงลดราคา และอาจจะมีกลุ่มเบนซินเพิ่มเข้ามา รวมถึงยังมีมาตรการลดค่าครองชีพของกระทรวงพาณิชย์ ที่ร่วมมือกับผู้ผลิต ห้าง ทำการปรับลดราคาสินค้าไปจนถึงสิ้นปี ที่จะฉุดให้ราคาสินค้าปรับตัวลดลง และฐานปีก่อนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงและติดลบได้ แต่ก็ต้องจับตา ความต้องการบริโภคที่สูงขึ้นจากการท่องเที่ยว การส่งออก รายได้เกษตรกร และค่าจ้างที่อยู่ในระดับดี รายได้ภาคเกษตรสูงขึ้น และเงินบาทอ่อนค่า ที่จะเป็นแรงส่งทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวน้อยกว่าที่คาดได้

 “ด้วยปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2566 จากเดิมอยู่ที่ระหว่าง 1.0-2.0% ค่ากลาง 1.5% ที่กำหนดไว้ในเดือน ก.ค.2566 ที่ผ่านมา เป็นระหว่าง 1.0-1.7% ค่ากลาง 1.35% โดยมีสมมติฐานจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ 2.5-3% น้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 34.5-35.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการทบทวนเป้าหมายอีกครั้ง” นายพูนพงษ์ กล่าว

ด้านนายคมกฤช ตันตระวาณิชย์  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ ครม. เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2566 มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าที่ประกาศเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้ารอบเดือน ก.ย.-ธ.ค.2566 ในอัตรา 4.45 บาทต่อหน่วย ลงเหลือในอัตรา 3.99 บาทต่อหน่วย โดยให้กระทรวงพลังงาน กกพ. และรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง รับไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง รอบคอบ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และมติ ครม.ที่เกี่ยวข้องแล้วนั้น

 “อาศัยอำนาจตามมาตรา 64 ประกอบกับมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 และข้อ 11 ตามประกาศ กกพ. เรื่อง กระบวนการ ขั้นตอนการใช้สูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ พ.ศ.2565 ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 45/2566 (ครั้งที่ 873) วันที่ 5 ต.ค.2566 มีมติเห็นชอบค่าเอฟทีเรียกเก็บในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2566 ตามที่ผู้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเสนอมาในอัตรา 20.48 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามมติ ครม." นายคมกฤชกล่าว

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ.อยู่ระหว่างดำเนินการส่งหนังสือแจ้งการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟผ., กฟน. และ กฟภ.) เพื่อประกาศค่าเอฟทีค่าใหม่ในรอบเดือนก.ย.-ธ.ค.2566 โดยผู้ใช้ไฟฟ้าที่จ่ายค่าไฟฟ้าในรอบเดือน ก.ย.2566 ไปแล้ว จะได้รับการหักส่วนลดค่าไฟฟ้าดังกล่าวในรอบบิลเดือน ต.ค.นี้ต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง