นายกฯ ตัวจริงประกาศอีก 2 วันได้ชื่อประธานบอร์ดแบงก์ชาติ เคาะสเปกต้องมีความสัมพันธ์-ความรู้ที่ดี “พิชัย” ยันแจกเงินเฟส 3 ตามไทม์ไลน์เป็นเงินดิจิทัลแน่ “เผ่าภูมิ” โอ่ผลงานเฟส 1 ตรงเป้า โพลเผยแจกเงินหมื่นรอบ 2 ส่งผล 44% หันเชียร์รัฐบาล
เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการคัดค้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ให้เป็นประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่ายังไม่เห็นเนื้อหาที่ชัดเจน แต่รู้สึกว่าจะมีการตำหนิผู้นำ เท่าที่ได้สอบถามนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเรื่องการตั้งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ อีก 2 วันก็คงจะลงตัว
เมื่อถามว่า เป็นไปตามที่เป็นข่าวหรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า เรื่องการตั้งประธานบอร์ดแบงก์ชาติก็เป็นกลไกที่จะต้องให้แบงก์ชาติและรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเสนอ และให้คณะกรรมการสรรหาไปเลือก
เมื่อถามว่า คุณสมบัติของประธานบอร์ดแบงก์ชาติที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร นายทักษิณกล่าวว่า การเป็นประธานต้องมีความสัมพันธ์และมีความรู้ ซึ่งยังไม่ทราบเหมือนกันว่าทาง รมว.การคลังจะเสนอใคร
“วันนี้พูดตรงๆ ผู้คนที่จะมาทำงานให้กับประเทศโดยส่วนรวมหายาก เพราะว่า 1.ต้องมีความพร้อม 2.ต้องมีความเสียสละ บางคนอาจพร้อมแต่ไม่เสียสละ บางคนอยากเสียสละแต่ไม่พร้อมมาช่วยกันทำงานให้บ้านเมือง ค่อนข้างยาก อาจจะเป็นเพราะผมแก่ไปแล้ว ไม่รู้จักคน เพราะหายไป 17 ปี ขาดการต่อเนื่องในการรู้จักคน อาจจะมองไม่ค่อยออก แต่ก็ช่วยกันมองอยู่” นายทักษิณกล่าว
ด้านนายพิชัยกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 ว่า เป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้นที่ต้องการให้เศรษฐกิจกลับมา โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนอยู่ในสภาพที่กรอบมานาน การลงทุน การจ้างงานเพื่อไปสู่การแก้ไขเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ เราอาจต้องทำอะไรบางอย่าง เศรษฐกิจต้องอาศัยกำลังคน เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจเราเคยรุ่งเรืองมาก่อน
“โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นสิ่งสำคัญมาก ทั่วโลกเขาไปดิจิทัลอีโคโนมี ทุกอย่างไปทางดิจิทัลหมด แปลว่าต้องทำให้คนในประเทศคุ้นเคยกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยดิจิทัล เบื้องต้นความคืบหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 อยู่ระหว่างพัฒนาระบบ ซึ่งคืบหน้าเยอะแล้ว ระบบเรียบร้อยดี อาจเป็นระบบที่ทำทีเดียวเสร็จ เพราะระบบนี้จะอยู่กับรัฐบาลและประชาชนไปอีกนาน” นายพิชัยกล่าว
ส่วนกรณีปรับเปลี่ยนเงื่อนไขโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเงินสด หากระบบทำไม่ทัน นายพิชัยยืนยันว่า จะต้องทำให้ทัน และเมื่อถามย้ำว่า มั่นใจจะแจกเป็นเงินดิจิทัลหรือไม่ นายพิชัยบอกว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น และจะพยายามแจกเงินให้ได้ในไตรมาสที่ 2 เพราะระบบจะต้องทำให้เรียบร้อยและปลอดภัย
เมื่อถามย้ำว่า การจ่ายเงินดิจิทัลในเฟส 3 จะเปลี่ยนเป็นการจ่ายเงินสด นายพิชัยระบุว่า ยังมองไม่เห็นว่าจะต้องใช้วิธีนี้
ส่วนนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.การคลัง กล่าวถึงผลโครงการแจกเงินหมื่นเฟส 1 ว่าจากการประมวลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าเม็ดเงินสามารถกระจายถูกฝาถูกตัว โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนของผู้ได้รับเงินสูงคือจังหวัดยากจน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวต่ำ โดยภูมิภาคที่รับเงินมากอยู่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งทำให้ภูมิภาคเหล่านี้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมากที่สุด นอกจากนี้พบว่าเม็ดเงินในโครงการได้กระจายทั่วถึงทุกพื้นที่ ครอบคลุมครบทุกตำบลทั่วประเทศไทย ไม่มีตำบลใดเลยที่ไม่ได้รับเงิน ขณะเดียวกันเม็ดเงินยังพุ่งสู่ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านในชุมชนเป็นหลัก โดยสัดส่วนสูงถึง 68% นำเงินไปใช้จ่ายในร้านค้าชุมชน/ร้านขายของชำ ร้านหาบเร่แผงลอยทั่วไป/ร้านค้าในตลาด ส่วนอีก 30% นำไปใช้จ่ายในร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรด และที่เหลืออีกราว 2% ใช้จ่ายในร้านอื่นๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า, ร้านค้าการเกษตร, ร้านออนไลน์ เป็นต้น รวมทั้งพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ หรือราว 82% ใช้เงินหมดภายใน 3 เดือน ขณะที่มีประชาชนราว 21% ใช้เงินหมดภายใน 1 เดือน และประชาชนอีกราว 61% ใช้เงินหมดภายใน 1-3 เดือน
วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่องผู้สูงอายุรับเงินสด 10,000 บาท แล้วจะสนับสนุนรัฐบาลไหม โดยสำรวจประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ทั้งตนเองและ/หรือคนในครอบครัวได้รับเงิน 10,000 บาท รวม 1,310 หน่วยตัวอย่าง
โดยเมื่อถามถึงการนำเงินไปใช้จ่ายของผู้ที่ได้รับเงิน 10,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นตนเอง และ/หรือคนในครอบครัวที่ได้รับ พบว่า 86.18% ระบุใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน, 26.26% ใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ, 13.66% ใช้หนี้, 11.98% เก็บออมไว้สำหรับอนาคต, 9.24% ใช้ลงทุนการค้า, 8.70% ใช้จ่ายเพื่อการศึกษา, 4.35% ใช้ซื้อหวย สลากกินแบ่งรัฐบาล, 1.76% ใช้ซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า, 0.53% ใช้ซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มือถือ และเครื่องมือสื่อสาร, 0.46% ใช้จ่ายเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว และ 0.38% ใช้จ่ายเพื่อการบันเทิง
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการสนับสนุนรัฐบาลของผู้ที่ได้รับเงิน 10,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นตนเอง และ/หรือคนในครอบครัวที่ได้รับ พบว่า 44.89% มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล, 30.69% จะมีหรือไม่มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว, 14.35% ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล และ 10.07% ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กัมพูชาหนาวแน่ ‘ฝรั่งเศส’ฟังไทย
ดับฝันกัมพูชา! “สีหศักดิ์” เผยไทยยังไม่พร้อมประชุมเจบีซี 17-25 เม.ย.นี้ รอกระบวนการตั้งกรรมการฝ่ายไทยเสร็จสิ้น ระบุถึงประชุมได้ก็ยังเริ่มปักปันเขตแดนไม่ได้ ยันฝรั่งเศสให้ความร่วมมือไทยเข้าถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ยกเลิกเอ็มโอยู 43 ต้องเป็นฉันทามติ
เริ่มแล้ว‘7วันอตร.’! เซ่นสงกรานต์ 20 คน
เริ่มแล้ว 7 วันอันตรายรับสงกรานต์! ศปภ.เผยวันแรกเกิดอุบัติเหตุ 135 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 132 คน ผู้เสียชีวิต 20 ราย สาเหตุหลักขับรถเร็ว จักรยานยนต์มากสุด พื้นที่ท้องถิ่นเน้น “ด่านชุมชน” และ “ด่านครอบครัว”
รัฐบาลฟิตจัด เร่งกม.ค้างท่อ ‘24ฉบับ’ไปต่อ
ครม.เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้าสังกัดเร่งดำเนินการต่อ และแจ้ง สลค.ภายใน 24 เม.ย.69 ก่อนเสนอ ครม. ร้องขอรัฐสภาพิจารณาต่อไป
‘อนุทิน’คุมปราบโกง!
"อนุทิน" ลงนามคำสั่ง 8 กลุ่มภารกิจ นายกฯ คุมปราบปรามทุจริต-ยาเสพติด-ค้ามนุษย์-อาชญากรรมข้ามชาติ ส่วน “พิพัฒน์” ดูพัฒนาสาธารณูปโภค ด้าน “ทรงศักดิ์”
มาตรการชุดใหญ่ ประชุมครม.นัดแรกอัดเต็มความช่วยเหลือยุคนํ้ามันแพง
ประชุมนัดแรกหลังมีอำนาจเต็ม มติมาเป็นพวง! ครม.เคาะมาตรการช่วยประชาชน-ผู้ประกอบการ-ภาคขนส่ง-เกษตรกร เติมงบกลาง 3 ส่วน เพิ่มอีกร่วม 3 พันล้าน
สั่งคุมเข้ม7วันอันตราย คาร์พูลเที่ยวสงกรานต์
“อนุทิน” เข้มมาตรการ 7 วันอันตรายช่วงสงกรานต์ บังคับใช้ กม.ผู้กระทำผิด

