ชูแผนก้างปลา ระบายนํ้าท่วม ไม่ซํ้ารอยปี54

“อยุธยา” ผวาระบายน้ำเข้าพื้นที่  “ภราดร" แจง "แผนก้างปลา" ผันน้ำไปฝั่ง "ตะวันตก-ตะวันออก" ลดผลกระทบลามเมืองกรุงเก่า “นักวิชาการ” ชี้โอกาสเกิด "มหาอุทกภัย" ซ้ำรอย 54  แทบเป็นไปไม่ได้ แต่เตือนให้ระวัง "น้ำท่วมฉับพลัน" เป็นจุด

ที่รัฐสภา วันที่ 24 กันยายน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ  เป็นประธานการประชุม โดยเปิดให้สมาชิกปรึกษาหารือปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่ ในปัญหาน้ำท่วมที่บางจังหวัดกำลังเผชิญอยู่ และบางจังหวัดน้ำกำลังมา จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณากระทู้ถามสดของนายปะดิธ สังขจาย สส.พระนครศรีอยุธยา  พรรคภูมิใจไทย ถึงปัญหาอุทกภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีการคาดการณ์ปีนี้น้ำจะไม่ท่วมในพื้นที่ แต่ปัจจุบันกลับมีการเพิ่มการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จนทำให้น้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนตามริมแม่น้ำน้อย บางหลังคาเรือนน้ำท่วมสูงสุด 1 เมตร

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้มาตอบกระทู้ถามจากนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การเพิ่มการระบายน้ำเป็นปริมาณมหาศาลในระยะเวลา 7 วันที่ผ่านมา จาก 490 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 1,620 ล้านลูกบาศก์เมตรนั้น เนื่องจากในช่วงวันที่ 18-21 ก.ย.ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำฝนใต้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ทำให้น้ำมีปริมาณมหาศาล และรวมกันที่จังหวัดนครสรรค์ ก่อนออกเขื่อนเจ้าพระยา กรมชลประทานได้ใช้วิธีการระบายน้ำช่วย เพื่อป้องกันไม่ได้น้ำล้นประตู ซึ่งเขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ทดน้ำเพื่อการเกษตร ไม่สามารถเก็บน้ำได้เหมือนเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ทำให้จังหวัดใต้เขื่อนน้ำท่วม เช่นเดียวกับจังหวัดอ่างทอง ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน พร้อมคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำในท้ายประตูจะคงที่ระยะหนึ่ง

นายภราดรยังกล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดปัญหาของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบว่า  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ได้นัดประชุมเร่งด่วนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน รองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จนได้แนวทางว่า กรมชลประทานจะพยายามบริหารจัดการน้ำแบบก้างปลา แทนแนวดิ่ง ซึ่งด้านซ้ายและขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท จะแบ่งระบายไปยังแม่น้ำท่าจีน และคลองชัยนาท-ป่าสัก และคลองมหาราช ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมาได้เพิ่มจำนวนการระบายน้ำ และจะเพิ่มปริมาณการระบายน้ำมากขึ้น เพื่อลดปริมาณน้ำท้ายเขื่อน รวมถึงทุ่งรับน้ำต่างๆ ทั้งท่าวุ้ง เชียงราก ป่าโมก บางบาล เจ้าเจ็ด และโพธิ์พระยา ทราบว่าเกษตรกรได้เก็บเกี่ยวผลผลิตใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะพยายามดันน้ำไปฝากไว้ทุ่งรับน้ำ เพื่อลดผลกระทบที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งอำเภอบางบาล ผักไห่ และเสนา 

"การคาดหวังการระบายน้ำหลังจากนี้ให้คงที่นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ แต่จากสถานการณ์ตามคาดการณ์ทรงตัวแล้ว ยกเว้นว่าหาก 1-2 วันนี้มีน้ำฝนมาเติมในจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี หรือจังหวัดพิจิตร ก็จะทำให้สถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ ต้องพิจารณาสถานการณ์วันต่อวันจนถึงวันที่ 26 ก.ย.นี้ แต่จะพยายามน้ำท้ายเขื่อนให้น้อยที่สุด แต่จะบริหารจัดการระบายน้ำแบบก้างปลาอย่างเต็มที่"

 นายภราดรกล่าวด้วยว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น ทำได้ยาก เนื่องจากธรรมชาติของพื้นที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งธรรมชาติเหมือนเดิม แต่สังคมเมืองเติบโตมากขึ้น พื้นที่รับน้ำน้อยลง ซึ่งรัฐบาลเห็นปัญหานี้ และเมื่อปลายปีที่แล้วนายกรัฐมนตรีได้ไปเยี่ยมประชาชนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้เห็นผลการศึกษาแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืนที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ได้ศึกษามา  ซึ่งมีทางออกเดียวคือการสร้างทางระบายน้ำขนาดใหญ่เพิ่ม ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทรแล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี

"รัฐบาลชุดนี้กำลังเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปีนี้ ซึ่งจะสามารถช่วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้บ้าง เพื่อลดน้ำท่วมในพื้นที่ แต่การแก้ไขปัญหาเบ็ดเสร็จ จะต้องมีคลองระบายน้ำขนาดใหญ่ในฝั่งตะวันออก ทั้งคลองชัยนาท-ป่าสัก และป่าสัก-อ่าวไทย ซึ่งคลองชัยนาท-ป่าสักนั้นมีอยู่แล้ว แต่จะไปขยายคลองให้ใหญ่ขึ้น แต่ป่าสัก-อ่าวไทย จะต้องทำทางระบายน้ำใหม่ เพื่อรับน้ำจากชัยนาท-ป่าสัก และส่งออกไปยังอ่าวไทย แต่ก็จะต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่นายกฯ ก็ยืนยันว่าพร้อมดำเนินการ และรัฐบาลกำลังจะดำเนินการในปี 2570 นี้ และฝั่งคลองระพีพัฒน์ ก็จะขยายประสิทธิภาพการระบายน้ำด้วย เพื่อระบายน้ำฝั่งตะวันออก ออกไปยังแม่น้ำบางปะกง ซึ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยจะใช้เงินกู้และเงินงบประมาณส่วนหนึ่งร่วมกัน ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเบ็ดเสร็จและเด็ดขาดได้" นายภราดรกล่าว

วันเดียวกัน นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12, นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการบริหารจัดการน้ำ  ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 06.00 น. สถานี c2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,777 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม/วินาที) กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการทยอยยกระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อช่วยชะลอน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนที่อาจเกิดขึ้นเร็วเกินไป ควบคู่ไปกับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งเต็มศักยภาพโดยไม่กระทบในพื้นที่ พร้อมทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดด้านเหนือเขื่อนที่อาจได้รับผลกระทบ  รวมกับปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,750 ลบ.ม.ต่อวินาที ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่

แม้ขณะนี้ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง แต่เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 ก.ย.69 ภาคกลางจะมีฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำและระดับน้ำในลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จึงยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ข้อมูลจากกรมอุตุฯ ในรอบ 48 ปี พายุเข้าไทย 164 ลูก เดือนที่มีพายุมากที่สุดคือกันยายน (39 ลูก) และเดือนตุลาคม (48 ลูก) เราผ่านมาถึงปลายกันยายน ตอนนี้ยังไม่มีสักลูก หากย้อนไปดูพยากรณ์ของกรมอุตุฯ เมื่อหลายเดือนก่อน เขาก็บอกว่าปีนี้อย่างเก่งก็มีแค่ 1-2 ลูก ขณะที่เราได้ข่าวไต้ฝุ่นเข้าญี่ปุ่นและจีนทุกสัปดาห์ สังเกตไหมว่าเราไม่ได้ยินข่าวเฮอริเคนเข้าอเมริกาสักลูก

สำหรับเมืองไทย ร่องมรสุมทำให้ฝนตกหนักได้ แต่มันก็ไม่ใช่พายุที่จะหอบน้ำปริมาณมหาศาลลงมาตกพร้อมกันในพื้นที่กว้าง ทั้งเอลนีโญและโลกร้อนทำให้ปริมาณไอน้ำในบรรยากาศสูงสุดตั้งแต่บันทึกมา เรียกง่ายๆ ว่าฟ้าฉ่ำสุดๆ เมื่อฝนตกหนักเป็นบางจุดมันก็จะเกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันเพราะระบายไม่ทันในบางพื้นที่ โดยเฉพาะตามเมืองบางแห่งที่ระบายน้ำยาก เป็นพื้นที่น้ำท่วมประจำแทบทุกหน้าฝน น้ำท่วมฉับพลันแบบนี้ต่างจากปี 54 ที่มวลน้ำมหาศาลไหลลงมาท่วมทีละจังหวัด

ทั้งนี้ มหาอุทกภัยในปี 54 เกิดจากลานีญาตั้งแต่ต้นปี ฝนมาเร็วตั้งแต่เดือนมีนาคม และปริมาณน้ำฝน (ม.ค.-ต.ค.) มากกว่าค่าเฉลี่ย 35% ปี 54 ยังมีพายุเข้ามา 5 ลูก ผิดจากปีนี้ที่ยังไม่มีสักลูก ในปี 54 เดือนสิงหาคม มีน้ำท่วม 5.7 ล้านไร่ เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมปีนี้ ที่มีน้ำท่วมไม่ถึง 4 แสนไร่ (ทั้ง 2 ข้อมูลรายงานโดย GISTDA วิเคราะห์ด้วยดาวเทียม) โอกาสเกิดอุทกภัยระดับปี 54 จึงแทบเป็นไปไม่ได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สุดยอด‘เนเน่’คว้าแชมป์AGT

โลกต้องจารึก! สุดยอดสาวไทยวัย 16 ปี “เนเน่ รอยัล” คว้าแชมป์ America’s Got Talent ซีซัน 21 หลังฝ่าด่านการแข่งขันตั้งแต่ออดิชัน

ปูวืด!ศาลตีตกยื้อจ่ายหมื่นล.

ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลชั้นต้นตีตกคำร้อง "ยิ่งลักษณ์" ขอพิจารณาคดีใหม่  ปมชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าวหมื่นล้าน