
8 เม.ย. 2569 - นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า
เมื่อวานที่ รมว.พลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แถลงหลังการหารือกับโรงกลั่น ผมถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ สะท้อนว่ารัฐเริ่มเห็นปัญหา และพยายามเข้ามาดูแลสถานการณ์ แต่ต้องเรียนตามตรงว่า มาตรการลดค่าการกลั่น 2 บาทนี้ยังไม่เพียงพอ และมีความคลุมเครือในแง่หลักธรรมาภิบาล
1. การกำหนดให้ลด 2 บาท เป็นการ #อิงกับระดับราคาเดือนที่แล้ว ในขณะที่ราคาวันนี้ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก (คุณเอกนัฏคำนวณจากค่าการกลั่นเดือนที่แล้วที่ประมาณ 7 บาท ในขณะที่ล่าสุดวันนี้ขึ้นไปถึง 18.16 บาท) ดังนั้นการลดลง 2 บาท ยังไม่สอดคล้องกับระดับราคาปัจจุบัน พูดง่ายๆ คือ กว่ารัฐบาลจะปรับสูตรลดราคาอีกครั้ง ประชาชนก็จะต้องจ่ายในราคาที่สูงเกินควรไปแล้ว โดยไม่มีกลไกในการในการการชดเชยย้อนหลังกับส่วนที่จ่ายเกินไป
2. ที่ยังขาดความชัดเจน คือ #ต้นทุนที่แท้จริง ของโครงสร้างราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับใด ขณะนี้คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้ข้อสรุปแล้วหรือยัง? และจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบเมื่อใด?
3. ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงจัดเก็บ #ภาษีสรรพสามิต ในอัตราเดิม ซึ่งส่วนนี้เป็นภาระต่อประชาชนที่รัฐบาลควรรับผิดชอบเองทันที ซึ่งหากดำเนินการควบคู่กัน จะช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันได้อย่างมาก และลดความจำเป็นในการก่อหนี้เพิ่มเติมในอนาคต
4. รัฐบาลปฏิเสธแนวคิดเรื่อง #ภาษีลาภลอย โดยท่านรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ได้สัมภาษณ์ว่า “ลาภลอยไม่มีอยู่จริง” แต่แล้วท่านปกรณ์ก็ยังยืนยันวิธีการขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น ซึ่งเคยพิสูจน์มาแล้วว่าหละหลวมและขาดกฎหมายรองรับ
5. ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการใช้พรก. แก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนนํ้ามันเชิ้อเพลิง พ.ศ. 2516 อาจจะถูกท้าทายว่าเป็นการใช้อำนาจเกินกฎหมาย เพราะกฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อให้อำนาจรัฐบาลแก้ไขปัญหาการขาดแคลนนํ้ามัน และไม่มีมาตราใดที่กำหนดอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลกำหนดราคาให้กับโรงกลั่นได้ (รัฐบาลมีอำนาจแน่นอน แต่อาจไม่ใช่ด้วยกฎหมายฉบับนี้) ตามรายงานข่าว เมื่อวานนี้รัฐมนตรีเอกนัฏได้เชิญ 6 โรงกลั่นเข้าร่วมประชุม แต่มีบางรายไม่เข้า หากมีการ #ท้าทายเรื่องการใช้กฎหมาย อาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายเพิ่มเติม
ผมเห็นว่าประเด็นทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันคิดหาทางออก หลักสำคัญของประชาธิปัตย์ตลอดมาคือ ประชาชนไม่ควรเป็นผู้แบกรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่ภาครัฐและภาคธุรกิจยังมีศักยภาพที่จะร่วมกันแบ่งเบาได้มากกว่านี้
ท่าทีล่าสุดจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังจำเป็นต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้นครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'จตุพร' อ่านไต๋ 'ทักษิณ-พท.' ยื่นล้างมลทินช่วงศึกซักฟอก กระตุก 'เต้น' แจง 'นายใหญ่' มีสิทธิ์หรือ
'จตุพร' อ่านไต๋ 'ทักษิณ-เพื่อไทย' ยื่นล้างมลทินช่วงศึกซักฟอกส่อเกมป่วนแปร่งๆ ลั่นนิรโทษฯ คนละเรื่องกับล้างมลทิน ระบุ กก.ไร้อำนาจทำให้ ขืนทำเกินหน้าที่ เข้าข่ายผิด ม.157 กระตุก 'เต้น' แจง พรบ.สันติสุข ล้างมลทินได้หรือไม่
'กรณ์' จี้รัฐบาล-กทม. เร่งเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม อย่าอ้างจัดประชุมใหญ่ มองข้ามความทุกข์ปชช.
‘กรณ์’ จี้รัฐบาล-กทม. เร่งเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ชี้อย่าอ้างจัดประชุมใหญ่จนมองข้ามความทุกข์ประชาชน เสนอวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2 แสนบาท ดึง กทม. ลุยบริการเชิงรุกถึงหน้าบ้าน ย้ำ ‘คนเดือดร้อนรอไม่ได้’
'ปกรณ์' ปลุกข้าราชการทลายไซโลภาครัฐ!
'ปกรณ์' ปลุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง เปิดใจก่อนเปิดระบบ อย่าทำงานแบบตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างเป็นเจ้าพ่อ สั่ง ทลายไซโลภาครัฐ ดึงเอกชน-ประชาสังคมกู้วิกฤตความเชื่อมั่น
'ศุภชัย' กางกฎหมายโต้ 'บรรเจิด' ยันปรับภาษีสรรพสามิตทำได้จริง ไม่ใช่วาทกรรมหลอกประชาชน
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ให้ความเห็นคัดค้านการยกเลิก Earmarked Tax โดยเฉพาะข้อสังเกตว่า หากยกเลิกเงินบำรุงแล้ว จะไม่สามารถออกกฎกระทรวงปรับอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อทดแทนได้ โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรพิจารณา
'กรณ์' ยก 'ไทยพีบีเอส' จี้รบ.ทบทวนบทบาทสื่อ ใช้เงินบาป ลั่นไม่ใช่ใครมีสิทธิใช้ภาษีนี้ตลอดไป
กรณ์ ชี้กรณีพรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ ไปเป็นงบปะมาณรายจ่ายประจำปี

