ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินสถานการณ์การเมืองไทย ว่า แม้ช่วงนี้จะมีกระแสข่าวทั้งเรื่องดีลลับ การย้ายขั้ว การปรับคณะรัฐมนตรี รวมถึงคดีสำคัญหลายคดีที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับรัฐบาล แต่หากพิจารณาจากโครงสร้างอำนาจและพฤติกรรมของพรรคร่วมรัฐบาล ยังไม่เห็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากพอจะทำให้รัฐบาลสั่นคลอนในระยะสั้น
ประเด็นสำคัญในเวลานี้จึงอาจไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะอยู่รอดหรือไม่ แต่เป็นรัฐบาลจะใช้ประโยชน์จากเสถียรภาพทางการเมืองที่มีอยู่สร้างผลงานให้ประชาชนมองเห็นได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับกระแสข่าวการเปลี่ยนขั้วหรือจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ต้องแยกระหว่างความเป็นไปได้ทางคณิตศาสตร์การเมืองกับแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าต้องการถอนตัวจากรัฐบาลหรือเปิดเกมจัดตั้งรัฐบาลใหม่
การที่พรรคเพื่อไทยยังมีรัฐมนตรีตามโควตาและสามารถผลักดันนโยบายผ่านกระทรวงที่รับผิดชอบ ทำให้ต้นทุนของการถอนตัวค่อนข้างสูง ขณะที่ผลตอบแทนจากการเปิดเกมตั้งรัฐบาลใหม่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ดังนั้น แม้กระแสเรื่องดีลลับจะเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ยังไม่มีเงื่อนไขหรือแรงจูงใจมากพอให้เกิดขึ้นได้ง่ายในเวลานี้
ส่วนกระแสการปรับ ครม. ซึ่งเคยเป็นปัจจัยที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมภายในรัฐบาล ปัจจุบันแรงกดดันลดลง หลังมีกรอบให้รัฐมนตรีชุดแรกมีเวลาประมาณ 1 ปีในการพิสูจน์ผลงาน แม้ไม่ได้หมายความว่าเมื่อครบหนึ่งปีแล้วจะต้องปรับ ครม.ทันที แต่ช่วยลดความไม่แน่นอน และเปลี่ยนการแข่งขันภายในรัฐบาลจากการต่อรองตำแหน่งไปสู่การแข่งขันสร้างผลงานมากขึ้น
ดร.สติธร กล่าวถึงคดีการเมืองที่กำลังถูกจับตา โดยเฉพาะกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่นและคดีฮั้วเลือก สว. ว่า ต้องแยกระหว่างคดีที่สร้างแรงกดดันทางการเมือง กับคดีที่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล
กรณีทุจริตสอบ อปท. แม้เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการและขยายผลอย่างจริงจัง แต่จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะยังมีอีกหลายขั้นตอนก่อนจะเชื่อมโยงความรับผิดไปถึงบุคคลสำคัญทางการเมืองได้ ในระยะสั้นจึงมีน้ำหนักในฐานะต้นทุนด้านภาพลักษณ์และเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านสามารถนำมาใช้ตรวจสอบ มากกว่าจะเป็นภัยโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาล
ขณะที่คดีฮั้วเลือก สว. มีความซับซ้อนและมีศักยภาพสร้างผลกระทบทางการเมืองมากกว่า จึงยังต้องติดตามกระบวนการพิจารณาของ กกต. รวมถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของกระบวนการเลือก สว. ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรทางกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าคดีดังกล่าวหมดความเสี่ยงต่อรัฐบาล แต่ในทางกลับกันก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นระเบิดเวลาที่จะทำให้รัฐบาลล้มลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดร.สติธร ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ เสถียรภาพในรัฐสภากับความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นคนละเรื่องกัน การมีเสียงสนับสนุนที่มั่นคงและพรรคร่วมยังอยู่ด้วยกัน ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายค้านเตรียมนำหลายประเด็นเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ดังนั้น แม้รัฐบาลจะมี Political Stability ในระดับสูง แต่โจทย์ต่อจากนี้คือการสร้าง Performance Legitimacy หรือความชอบธรรมที่เกิดจากผลงาน
โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจาก AI เซมิคอนดักเตอร์ Data Center Cloud และ Automation รัฐบาลควรใช้ช่วงเวลาที่การเมืองมีเสถียรภาพ เร่งกำหนดตำแหน่งของประเทศไทยในห่วงโซ่มูลค่าเศรษฐกิจยุคใหม่ให้ชัดเจน
โจทย์ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการประกาศให้ประเทศไทยเป็น AI Hub หรือดึงการลงทุน Data Center เข้ามา แต่ต้องทำให้การลงทุนเหล่านี้สร้างงานทักษะสูง สร้างผู้ประกอบการไทย เพิ่มผลิตภาพของ SMEs และเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทย ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร การแพทย์ การท่องเที่ยว และภาคบริการ
รัฐบาลได้กำหนด AI ดิจิทัล หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่แล้ว แต่ขั้นต่อไปต้องยกระดับจากโครงการด้าน AI ไปสู่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจาก AI ที่ตอบให้ได้ว่า ในอีก 3-5 ปี ประเทศไทยต้องการสร้างอุตสาหกรรมอะไร สร้างงานประเภทใด ผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์ตรงไหน และจะทำอย่างไรให้มูลค่าจากการลงทุนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจไทยมากที่สุด
ดร.สติธร ทิ้งท้ายว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นทั้งข้อได้เปรียบและแรงกดดันของรัฐบาล เพราะเมื่อข่าวดีลลับยังไม่มีเงื่อนไขเพียงพอ พรรคร่วมยังมีแรงจูงใจอยู่ในรัฐบาล แรงกดดันเรื่องปรับ ครม.ลดลง และคดีต่าง ๆ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะนำไปสู่วิกฤตรัฐบาล มาตรวัดความสำเร็จจึงกำลังเปลี่ยนจากรัฐบาลจะอยู่ได้นานแค่ไหน ไปสู่รัฐบาลใช้เวลาที่มีอยู่ทำอะไรได่บ้าง เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้นหลังชะงักงันมาหลายปี
เสถียรภาพทางการเมืองจึงไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นทุนทางการเมือง และโจทย์สำคัญนับจากนี้คือ รัฐบาลจะเปลี่ยนความมั่นคงทางการเมืองที่มีอยู่ให้กลายเป็นผลงานทางเศรษฐกิจและผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ากน้อยแค่ไหน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"ดร.สติธร" ชี้การเยือนจีนของนายกฯ ยกระดับไทยจาก "ผู้ตาม" สู่ "หุ้นส่วน" วางรากฐานเศรษฐกิจอนาคต–เสริมหลักประกันความมั่นคง
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจด้านการต่างประเทศที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของปี
'นักรัฐศาสตร์' ชี้บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ สะท้อนรัฐไทยปรับวิธีคิดเศรษฐกิจยุคใหม่ พาไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลาง
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นกรณีรัฐบาลแต่งตั้ง “คณะกรรมการน
ต่อยอดของเก่า ทำให้ดีขึ้น! นักรัฐศาสตร์ เจาะลึกไทยช่วยไทยพลัส 60:40 หลังประชาชนตอบรับดี ชี้ นโยบายรัฐที่ดี ไม่ต้องใหม่เอี่ยมเสมอไป แต่ต้องตอบโจทย์ประชาชนได้จริง
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน คือการที่รัฐบาลเลือกนำระบบและแพลตฟอร์มที่ประชาชนคุ้นเคยจากโครงการ “คนละครึ่ง” มาต่อยอด แทนที่จะพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมด
นักวิชาการมอง “อนุทิน” เดินเกมใหญ่ ใช้ฝรั่งเศสเปิดประตูยุโรป ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์การเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสของ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ไม่ใช่เพียงภารกิจทางการทูตทั่วไป แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจของไทยในระเบียบโลกใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น
เกาหลีใต้โมเดล ! “ดร.สติธร” ชี้ รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดเวทีหารือร่วมกับผู้บริหารภาคเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ว่า
'นักวิชาการจุฬาฯ' ชี้แลนด์บริดจ์คือโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ เเสียงหนุน 67% คือทุนสำคัญ ขอรัฐบาล อย่าทำเสียของ
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อโครงการแลนด์บริดจ์ว่า เป็น “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” ที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ

