ปล่อยบุหรี่พรากอนาคตเด็กไทย เมื่อ “ชุมชน” คือคำตอบหยุดวงจรบุหรี่ในเยาวชน

ปัญหาบุหรี่ในเยาวชนไทยกำลังขยายตัวในรูปแบบที่ซับซ้อนและน่ากังวล โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้าถึงเด็กได้ง่าย รวดเร็ว และแนบเนียนกว่าที่ผ่านมา ภาพของเด็กนักเรียนที่เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมเลียนแบบอีกต่อไป แต่กำลังสะท้อนถึง “ความเปราะบางของระบบดูแลเด็ก” ทั้งในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน

ในเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการสังเคราะห์ระบบและกลไกการจัดการสุขภาวะชุมชน ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่กว่า 300 แห่ง ได้สะท้อนภาพชัดเจนว่า ปัญหาบุหรี่ในเยาวชนไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการเฉพาะหน้า แต่ต้องใช้ “กลไกชุมชน” เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ดร.นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะเด็กเกิดน้อย การปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ สุรา การพนัน และยาเสพติด เท่ากับการทำลาย “เมล็ดพันธุ์คุณภาพ” ของประเทศตั้งแต่ต้นทาง เด็กที่เติบโตในครอบครัวเปราะบาง เช่น ครอบครัวแหว่งกลาง พ่อแม่แยกทางกัน มีแนวโน้มเข้าสู่วงจรบุหรี่และสารเสพติดได้ง่ายกว่า หากชุมชนไม่เข้าไปทำหน้าที่โอบอุ้ม

นี่คือเหตุผลที่ สสส.และเครือข่ายท้องถิ่นพยายาม “ติดอาวุธทางความรู้” ให้พื้นที่ ไม่ใช่เพียงรณรงค์ให้เลิกสูบ แต่ทำให้การลด ละ เลิกบุหรี่ กลายเป็น “วิถีชีวิตของชุมชน” และเป็น “งานประจำ” ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

แนวคิดสำคัญคือ การใช้ทุนทางสังคมของชุมชนที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน รพ.สต. วัด มัสยิด ภาคเอกชน ผู้นำธรรมชาติ และปราชญ์ชาวบ้าน มาร่วมกันออกแบบกติกาสังคมใหม่ เช่น งานบุญ งานศพ งานประเพณี ต้องเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ว่า “คนไม่สูบบุหรี่ คือคนดีของสังคม”

ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบายว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายกว่า 300 องค์กร ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนบทเรียนและพัฒนานวัตกรรมชุมชนที่เห็นผลจริง หลายพื้นที่สามารถสร้าง “บุคคลต้นแบบ” ที่เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ และกลายเป็นโค้ชให้คนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันยังเชื่อมงานสุขภาพกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน

ตัวอย่างที่เห็นผลชัดคือ อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น และชุมชนชาติไทย ใกล้เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ที่สามารถลดปริมาณขยะได้เฉลี่ย 2.5-3 ตันต่อปี และลดค่าใช้จ่ายท้องถิ่นได้เดือนละ 5,000-10,000 บาท จากการเชื่อมโยงกิจกรรมลดบุหรี่กับการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม

ที่เขาคิชฌกูฏ การสร้างค่านิยมชุมชนปลอดบุหรี่ในงานประเพณี ทำให้เยาวชนมองเห็นภาพพฤติกรรมใหม่ที่แตกต่างจากเดิม ขณะที่ที่อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ผู้นำชุมชนใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกับโรงเรียนและครอบครัว สร้างเกราะป้องกันเด็กตั้งแต่ต้นทาง

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจคือ การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่าง “ชาหญ้าดอกขาว” และ “ลูกอมหญ้าดอกขาว” เพื่อลดความอยากบุหรี่ ควบคู่กับกิจกรรมรณรงค์ในกลุ่มเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดขึ้นที่เทศบาลตำบลบางยี่รงค์ จังหวัดสมุทรสงคราม ภายใต้แนวคิด “ผู้นำทำให้ดู รู้แล้วบอกต่อ” โดยนายกเทศมนตรีเป็นต้นแบบเลิกบุหรี่แบบหักดิบมากว่า 1 ปี และสร้างแรงบันดาลใจให้คนในชุมชนเลิกสูบได้เพิ่มอีก 16 คน

นายสมพร ใช้บางยาง ย้ำว่า หัวใจสำคัญคือการผลักดันให้เรื่องการลดบุหรี่เข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่น แผนสุขภาพชุมชน และกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น เพื่อให้มีงบประมาณ มีเจ้าภาพ และมีความต่อเนื่อง ไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะกิจที่จบแล้วหายไป

ขณะเดียวกัน สสส.ยังพัฒนาชุดเครื่องมืออบรม “ทีมคนสู้เหล้า” และขยายไปสู่การรู้เท่าทันบุหรี่ การพนัน และยาเสพติด ผ่านบอร์ดเกมและกิจกรรมเรียนรู้ที่ใช้เวลาเพียง 1 วัน แยกการเรียนรู้ระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก ทำให้ชุมชนสามารถนำไปใช้ได้จริงทันที

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า การแก้ปัญหาบุหรี่ในเยาวชน ไม่ใช่เพียงการบอกว่า “บุหรี่ไม่ดี” แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางสังคมใหม่ ที่ทำให้เด็กเติบโตในสภาพแวดล้อมที่การไม่สูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติ และการสูบบุหรี่กลายเป็นเรื่องแปลกแยกของสังคม

เมื่อชุมชนลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตนเอง เยาวชนจะไม่ได้ถูกทิ้งไว้ลำพังท่ามกลางแรงจูงใจจากตลาดบุหรี่ไฟฟ้า แต่จะมีเครือข่ายผู้ใหญ่ โรงเรียน ผู้นำชุมชน และครอบครัว คอยโอบล้อม

นี่ไม่ใช่เพียงการลดจำนวนคนสูบบุหรี่ แต่คือการ “ปกป้องอนาคตของประเทศ” ผ่านการปกป้องเด็กและเยาวชนตั้งแต่วันนี้

เพราะในวันที่เด็กไทยเกิดน้อยลงทุกปี การปล่อยให้บุหรี่พรากศักยภาพของพวกเขาไป เท่ากับเรากำลังยอมเสียอนาคตของชาติไปอย่างเงียบงัน และคำตอบที่ชัดเจนที่สุดในวันนี้คือ ชุมชนต้องเป็นด่านหน้าในการหยุดวงจรบุหรี่ในเยาวชนอย่างจริงจังและยั่งยืน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทุกภาคส่วนผนึกกำลัง! “ประธานรัฐสภา” หนุน สสส.สร้างสงกรานต์ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ลดอุบัติเหตุ “สว.ชิบ” แนะขับรถมีวินัยช่วยเซฟชีวิตและน้ำมัน

รัฐสภา - นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การรับรอง นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูล์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคณะฯ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและรณรงค์ในโครงการ “สงกรานต์ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ต่อสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความตระหนัก ลดอุบัติเหตุ ตรวจสอบความพร้อมของตนเองและรถ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 100 %

เวทีสร้างสื่อ “รู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้า” จุดประกายจากห้าม..เป็น “ไม่อยากใช้”

ท่ามกลางวาทกรรมการตลาดที่พยายามทำให้สังคมเชื่อว่า “บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่า เลิกง่ายกว่า และไม่อันตรายเท่าบุหรี่มวน” ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์กลับชี้ไปอีกทางอย่างชัดเจนว่า

“เวทีอาหารสุขภาวะ 2569” สสส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนระบบอาหารยั่งยืน ดัน “กินดี กินพอ กินหลากหลาย” รับมือวิกฤตอาหารโลก-ยกระดับนโยบาย-นวัตกรรมระบบอาหารตลอดห่วงโซ่

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ที่ ห้องไดมอนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านอาหารเพื่อสุขภาวะ จัดงาน “เวทีบูรณาการเครือข่ายอาหาร ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569” หรือ Food for Health Forum 2026 ภายใต้แนวคิด

“วิกฤตอาหารนนทบุรี” สู่โจทย์ใหญ่สุขภาพคนเมือง

สถานการณ์ด้านอาหารของจังหวัดนนทบุรีกำลังส่งสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ เมื่อข้อมูลล่าสุดจากสภานโยบายอาหารนนทบุรีสะท้อนภาพ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”