ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความเห็นต่อกรณีรัฐบาลเดินหน้าปรับปรุงร่างกฎกระทรวงภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนใน 8 กิจการ ว่า
โดยส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลกำลังเดินมาถูกทาง เพราะมาตรการดังกล่าวไม่ใช่การเปิดเสรีแบบไร้เงื่อนไข แต่เป็นการลดขั้นตอนซ้ำซ้อนในกิจการที่มีลักษณะเฉพาะ ใช้เงินลงทุนสูง ใช้เทคโนโลยีสูง และส่วนใหญ่มีหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายเฉพาะอยู่แล้ว โมเดลลักษณะนี้ หลายชาติกำลังทำกันอยู่ เพื่อดึงการลงทุนเข้าประเทศ ไทยรอไม่ได้
สำหรับ 8 กิจการดังกล่าว ได้แก่ 1. ธุรกิจโทรคมนาคมแบบไม่มีโครงข่ายของตัวเอง 2. ธุรกิจบริหารการเงิน 3. ธุรกิจการบริหารภายในเครือข่าย 4. ธุรกิจการรับค้ำประกันหนี้ภายในประเทศ 5. ธุรกิจการขุดเจาะปิโตรเลียม 6. ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินรูปแบบต่าง ๆ ที่มีหลักทรัพย์เป็นประกัน ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 7. ธุรกิจเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุนด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และ 8. ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่เพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ
ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ เรื่องนี้ไม่ใช่การปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่เป็นการจัดระเบียบกติกาให้ทันกับสภาพเศรษฐกิจยุคใหม่ ลดขั้นตอนทางธุรการที่ไม่จำเป็น และทำให้ประเทศไทยดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศได้มากขึ้น
“ทั้ง 8 กิจการนี้ไม่ใช่ธุรกิจรายย่อยทั่วไป ไม่ใช่การมาแย่งอาชีพคนไทย แต่เป็นกิจการที่ต้องใช้ทุนสูง ใช้ความรู้เฉพาะทาง และต้องมีระบบกำกับดูแลอยู่แล้ว การลดขั้นตอนจึงเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกด้านเอกสารและกระบวนการ ไม่ใช่การยกเลิกการควบคุม” ผศ.ดร.เชษฐา ระบุ
ผศ.ดร.เชษฐา อธิบายว่า หากต่างชาติเข้ามาลงทุนในกิจการเหล่านี้มากขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือเงินลงทุนใหม่ เทคโนโลยีใหม่ การจ้างงานใหม่ และเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม การเงิน พลังงาน และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในยุคดิจิทัล
ในมุมของผู้บริโภค ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นย่อมทำให้ประชาชนมีโอกาสได้รับบริการที่ดีขึ้น และราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น เพราะเมื่อมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาด ผู้ประกอบการเดิมก็ต้องปรับตัว ทั้งด้านคุณภาพ ราคา นวัตกรรม และบริการหลังการขาย
“พูดง่าย ๆ คือ คนที่จะลำบากอาจเป็นทุนธุรกิจเดิมที่ต้องเจอคู่แข่งมากขึ้น แต่คนที่ได้ประโยชน์คือผู้บริโภค เพราะการแข่งขันทำให้ราคามีแนวโน้มลดลง และคุณภาพบริการดีขึ้น นี่เป็นกลไกตลาดพื้นฐาน” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว
ผศ.ดร.เชษฐา ยกตัวอย่างว่า หากมีการแข่งขันในธุรกิจพลังงานมากขึ้น ประชาชนอาจมีโอกาสได้เห็นต้นทุนด้านพลังงานที่แข่งขันได้มากขึ้น หรือหากธุรกิจโทรคมนาคมมีผู้เล่นที่มีศักยภาพเข้ามาเพิ่มขึ้น ก็อาจช่วยกดดันให้ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์ หรือบริการดิจิทัลต่าง ๆ มีราคาถูกลง และมีคุณภาพดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.เชษฐา ย้ำว่า การเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลละทิ้งการกำกับดูแล เพราะธุรกิจเหล่านี้ยังอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะและหน่วยงานกำกับเฉพาะ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคมยังอยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช. ธุรกิจบริหารการเงินอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ขณะที่ธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียมก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและหน่วยงานด้านพลังงานอย่างเคร่งครัด
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า การดำเนินการของรัฐบาลเป็นการลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนอนุญาต ไม่ใช่การยกเลิกกฎกติกา หรือเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจโดยไม่มีเงื่อนไขตามที่มีการตีความกันในบางส่วน
“การอำนวยความสะดวกของภาครัฐเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การกำกับควบคุมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่าเอาสองเรื่องนี้มาปนกัน การลดขั้นตอนเอกสารไม่ได้แปลว่าไม่มีกฎหมายคุม เพราะกฎหมายเฉพาะยังอยู่ครบ และหน่วยงานกำกับยังต้องทำหน้าที่เหมือนเดิม
อย่าลืมว่าประเทศที่ต้องการเดินหน้าเศรษฐกิจยุคใหม่ ต้องกล้าเปิดพื้นที่ให้การแข่งขัน แต่ต้องเปิดอย่างมีกติกา กรณีนี้จึงไม่ใช่การขายชาติ ไม่ใช่การปล่อยผี แต่คือการปรับระบบราชการและกฎระเบียบให้ทันโลก โดยยังมีกฎหมายเฉพาะคอยกำกับดูแลอย่างชัดเจน” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เชษฐา' แกะเกมส้ม ใช้ฮั้ว สว. ปั้น 'ระบอบสีน้ำเงิน' ชี้หลักฐานยังจำกัด ล้มพรรค-รัฐบาล ไม่สำเร็จ
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวกรณีข้อกล่าวหา “ฮั้ว สว.” ว่า ต้องมองแยกกันระหว่างกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย กับยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง
นักรัฐศาสตร์ชี้ถกปมที่มา ส.ว. ถึงเวลาต้องยกระดับจาก “ข้อสงสัย” สู่ “การพิสูจน์ความจริง” ไม่แปลกใจ สังคมเริ่มไม่อิน พร้อมตั้งคำถามถึงคุณภาพข้อมูล หนุน 2 ฝ่าย ใช้กฎหมายสู้เต็มที่ กล่าวหา-ฟ้องกลับ ช่วยสังคมคลายความสงสัย
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความคิดเห็นต่อการถกเถียงเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่า การตรวจสอบและตั้งคำถามต่อกระบวนการทางการเมืองเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ และถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิทธิในการตรวจสอบต้องดำเนินควบคู่กับ ความรับผิดชอบต่อข้อมูล โดยเฉพาะเมื่อการตั้งคำถามพัฒนาไปสู่ข้อกล่าวหาต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอย่างเฉพาะเจาะจง
ชม 'อนุทิน' ปกป้องผลประโยชน์ชาติ หลังถกผู้นำจีน ปมรถถังเขมร ได้การการันตี ห้ามใช้ซัดกับไทย
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความคิดเห็นถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายอนุทิ
นักรัฐศาสตร์ชี้ผลเลือกตั้ง กทม. 69 สะท้อนการเมืองยุคใหม่ ประชาชนตัดสินจากผลงานมากกว่าวาทกรรม
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ว่า นับเป็นบทเรียนสำคัญของทุกพรรคการเมือง เพราะผลการเลือกตั้งไม่ได้สะท้อนเพียงว่าใครเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้
กรุงเทพฯ เลือก ‘ผลงาน’ มากกว่า ‘วาทกรรม’
ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 น่าจะเป็นหนึ่งในบทเรียนทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของทุกพรรคการเมือง
นักวิชาการฟันธง 'ชัชชาติ' นอนมาคะแนนเกินล้าน! นั่งลุ้น 'ที่สอง-สก.' สนุกกว่า
อาทิตย์นี้ไม่ต้องลุ้น นักวิชาการชี้เปรี้ยง 'ชัชชาติ' ชนะม้วนเดียวจบ การันตีคะแนนไม่มีต่ำกว่าหนึ่งล้าน ไม่น้อยกว่ารอบที่แล้ว 1.38 ล้านเสียง มองศึกชิง 50 เก้าอี้ สก. สนุกกว่า เขียว-ส้ม-ฟ้า-แดง เบียดกันเข้มข้น

