ผ้ายกเมืองนคร ลวดลายเล่าเรื่อง

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง จ.นครศรีธรรมราช

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช คืออีกหนึ่งภาพสะท้อนของ  “พระเมตตาที่เปลี่ยนชีวิตวิถีประชาชนในพื้นที่” จากพื้นที่ที่เคยเผชิญปัญหาน้ำท่วม ดินเปรี้ยว และความยากจน กลายเป็นแหล่งสร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในชุมชน ทั้งหมดเริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมองเห็นคุณค่าใน “คน” และ “ภูมิปัญญา” จนเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาจนถึงวันนี้

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2536 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านเนินธัมมัง และทรงรับทราบถึงความยากลำบากของชาวบ้าน พื้นที่แห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยป่าพรุควนเคร็ง ทำให้น้ำท่วมแทบทุกปี และยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ส่งผลให้การทำนาไม่ได้ผลผลิต หัวหน้าครอบครัวจำนวนมากต้องออกไปทำงานต่างถิ่น เหลือเพียงผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุอยู่ในชุมชน ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล พระองค์จึงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อจัดตั้ง “ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง”  

การก่อกำเนิดศูนย์ จากศาลาหลังเล็ก สู่โอกาสของทั้งหมู่บ้าน

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง เริ่มดำเนินงานในปี พ.ศ. 2537 จากศาลาศิลปาชีพหลังแรกก่อนจะพัฒนาเป็นอาคารถาวรในปี พ.ศ. 2542 เพื่อรองรับการทำงานของกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 441 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มทอผ้า กลุ่มแปรรูปกระจูด และกลุ่มปักผ้าด้วยมือ ศูนย์แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ทำงาน แต่เป็น “ศูนย์กลางชีวิต” ที่เชื่อมโยงคนทั้งชุมชนเข้าด้วยกัน

ผ้ายกเมืองนคร มรดกแห่งความประณีต

หนึ่งในงานหัตถศิลป์ที่โดดเด่นของศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง คือ “ผ้ายกเมืองนคร” งานทอผ้าชั้นสูงที่สะท้อนความละเอียดอ่อนของฝีมือช่างไทยอย่างแท้จริง เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนานในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช  คำว่า “ยก” หมายถึงเทคนิคการทอที่ยกเส้นด้ายขึ้นเป็นลวดลาย ทำให้ผืนผ้ามีมิติ นูนขึ้นอย่างงดงาม แตกต่างจากผ้าทอทั่วไป เป็น “งานศิลป์บนกี่ทอผ้า” ที่ต้องใช้ทั้งความชำนาญ ความอดทน และประสบการณ์ของช่างฝีมือในทุกขั้นตอน ช่างทอจะต้องมีความเข้าใจทั้งเรื่องเส้นไหม การจัดวางลาย และจังหวะการยกตะกอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของลวดลาย ในหนึ่งผืน อาจใช้เวลาหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของลาย

สำหรับลวดลายของผ้ายกเมืองนคร แฝงไปด้วยความเชื่อและความหมาย เช่น “ลายพิกุล” สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และความเจริญงอกงาม “ลายพุ่มข้าวบิณฑ์” เปรียบเสมือนความอุดมสมบูรณ์และความศักดิ์สิทธิ์ และ “ลายดอกซ้อน” ที่สะท้อนความประณีต ซับซ้อน และความงดงามแบบไทย

ในอดีต ผ้ายกเมืองนครถือเป็นผ้าชั้นสูงใช้ในราชสำนักหรือในโอกาสสำคัญ ด้วยความประณีตและขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อน ทำให้มีคุณค่าและสถานะทางสังคม แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภูมิปัญญานี้เริ่มเลือนหาย เนื่องจากขาดผู้สืบทอดและต้นทุนการผลิตที่สูง การฟื้นฟูผ่านโครงการศิลปาชีพ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผ้ายกเมืองนครกลับมา “มีชีวิต” อีกครั้งในชุมชน และกลายเป็นความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่

จากภูมิปัญญาเดิม…สู่การต่อยอดร่วมสมัย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูการทอผ้ายกเมืองนคร ซึ่งเป็นผ้าที่เคยใช้ในราชสำนักและสูญหายไปกว่าหนึ่งร้อยปี จนช่างทอพื้นถิ่นสามารถพัฒนาฝีมือทอผ้ายกทองเมืองนครได้อย่างงดงาม และนำมาใช้เป็นเครื่องแต่งกายในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ถือเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

ผ้ายกเมืองนคร ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาการทอผ้าชั้นสูงของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่โดดเด่นด้วยเทคนิคการ “ยกดอก” อันประณีต ใช้การยกเส้นด้ายสร้างลวดลายนูนละเอียดราวงานปัก ผสานเส้นไหมและดิ้นทองดิ้นเงินจนเกิดความงดงามหรูหรา ลวดลายแต่ละผืนสะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความเชี่ยวชาญของช่างทอที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผ้าทอที่ทรงคุณค่าและงดงามที่สุด

นอกจากการอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมแล้ว ยังมีการนำลวดลายโบราณมาพัฒนา รวมถึงการออกแบบลวดลายใหม่ ๆ ที่ผสมผสานความร่วมสมัย โดยเฉพาะลายที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า สิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งช่วยให้ผ้าไทยเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดได้

กระจูดและงานปัก อาชีพจากสิ่งใกล้ตัว

นอกจากงานทอผ้า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงส่งเสริมการแปรรูป “กระจูด” ซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ ชาวบ้านสามารถนำมาจักสานเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น กระเป๋า เสื่อ และของใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน กลุ่มปักผ้าด้วยมือก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ โดยสามารถนำงานกลับไปทำที่บ้านได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนในชุมชน โดยเฉพาะผู้หญิง มีทางเลือกในการทำงานโดยไม่ต้องออกจากบ้าน จากอดีตที่ต้องอพยพไปทำงานต่างถิ่น วันนี้คนในชุมชนสามารถมีรายได้จากงานศิลปาชีพในบ้านของตนเอง ซึ่งถือเป็นรายได้สำคัญของครัวเรือน ที่สำคัญยิ่งกว่า คือการได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ปณิธานของชุมชน

แม้เวลาจะผ่านไป แต่พระราชดำริ ยังคงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่ ชาวบ้านยังคงยึดมั่นในแนวคิดการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้จากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก จากครูศิลปาชีพสู่เยาวชนในชุมชน ทุกคนต่างมีบทบาทในการสืบสานสิ่งนี้ ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง จึงเป็นเสมือน “ปณิธานของชุมชน” ที่ยังคงเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

ข้อมูล

1.http://ourkingthai.com/pages/manu4-1.php?id=3073

2. www.facebook.com/qsmtthailand/posts/ผ้ายกเนินธัมมัง-ใน-พศ-๒๕๓๖-สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์-พระบรมราชินีนาถ-พระบรมราชชน/1219854000186029/

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เบญจรงค์ร่วมสมัย จากทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลก

งานหัตถศิลป์ไทยได้ก้าวสู่เวทีนานาชาติอีกครั้ง ในงาน London Craft Week 2025 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 12-18 พฤษภาคม 2568

อ้าว! 'ชัยชนะ' โพสต์ภาพร่วมโต๊ะอาหาร 'รอง ผกก.ทุ่งใหญ่' บอก 'มิตรภาพที่ยืนยาวมั่นคง'

ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ภาพถ่ายระหว่างร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกลุ่มเพื่อนและครอบครัว มี รองผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ ร่วมโต๊ะ

"พลิกฟื้น 'โขน' ด้วยพระบารมี"

“การจัดแสดงโขนไม่ใช่เรื่องง่าย คณะครูผู้เชี่ยวชาญการโขน ศิลปินแห่งชาติ ผู้แสดงและจัดการแสดง ต่างก็ทุ่มเทฝีมือ ความคิด และแรงกายแรงใจอย่างสุดกำลัง

"12 พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงทำให้ไหมไทยเป็นที่นิยมไปทั่วโลก"

ผ้าไหมไทยมิได้เป็นเพียงผืนผ้าที่งดงาม หากยังเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และหนึ่งใน ผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไหมไทย

ย่านลิเภา…จากวัชพืชในป่า สู่หัตถศิลป์ล้ำค่าแห่งแดนใต้

“... ย่านลิเภานี้เป็นศิลปะเก่าแก่ของบรรพบุรุษเรา แล้วก็วัตถุดิบก็เกิดขึ้นเองภายในประเทศคือ ทางภาคใต้ที่ฝนตกมากตัวย่านลิเภานั่นก็คือเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นเอง

กำเนิด “ศิลปาชีพ” : จากภัยพิบัติ สู่พระราชดำริแห่งการพึ่งพาตนเอง

พุทธศักราช 2513 เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นาข้าวจำนวนมากได้รับความเสียหาย ราษฎรต้องเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก