เบญจรงค์ร่วมสมัย จากทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลก

งานหัตถศิลป์ไทยได้ก้าวสู่เวทีนานาชาติอีกครั้ง ในงาน London Craft Week 2025 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 12-18 พฤษภาคม 2568

ภายในนิทรรศการ “Chud Thai Through the Ages: Weaving History, Craft, and Identity” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงร่วมปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับวิวัฒนาการของชุดไทยและงานหัตถศิลป์สิ่งทอไทย ตั้งแต่รากฐานทางประวัติศาสตร์ จนถึงการพัฒนาสู่ความร่วมสมัยในปัจจุบัน นิทรรศการครั้งนี้ไม่เพียงนำเสนอชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบเนื่องจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หากยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังของงานหัตถศิลป์ไทยในหลากหลายแขนง ทั้งผ้าไทย เครื่องจักสาน และเครื่องเบญจรงค์ร่วมสมัย ที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลก

หนึ่งในผลงานที่ร่วมจัดแสดง คือผลงาน “เบญจรงค์ร่วมสมัย” ของ ครูกุ้ง พนิดา แต้มจันทร์ ครูช่างศิลปหัตถกรรมจากอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ผู้เปลี่ยนงานศิลป์ชั้นสูงของราชสำนักไทย ให้กลายเป็นงานคราฟต์ร่วมสมัยที่ยังคงคุณค่าดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม

เบญจรงค์ร่วมสมัย  เกิดจากทุนทางวัฒนธรรมไทย

งานหัตถศิลป์ไทย อาจดูเหมือนเป็นเพียง “ของงามจากอดีต” แต่สำหรับครูกุ้ง พนิดา แต้มจันทร์ มันคือสิ่งที่ยังมีชีวิต และสามารถเติบโตต่อไปได้ ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ครูกุ้ง พนิดา เลือกจะไม่ปล่อยให้ “เบญจรงค์” เป็นเพียงเรื่องเล่าในพิพิธภัณฑ์ แต่ปลุกให้ศิลปะชิ้นนี้ค่อย ๆ กลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอีกครั้ง

สำหรับงานเบญจรงค์ นับเป็นหัตถศิลป์ชั้นสูงที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ต่อเนื่องมาจนถึงรัตนโกสินทร์ ที่มีการพัฒนารูปแบบต่อเนื่อง เดิมเครื่องเบญจรงค์ใช้สีเพียง 3 สี ก่อนจะพัฒนาให้มี 5 สีหลัก คือ สีขาว สีเหลือง สีดำ สีแดง และสีเขียว (คราม) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “เบญจรงค์” อันหมายถึง “ห้าสี” ปัจจุบันการสร้างสรรค์งานเบญจรงค์ได้เปิดกว้างมากขึ้น มีการใช้สีหลากหลายกว่า 30 สี พร้อมกับการออกแบบลวดลายการเขียนด้วยมือทุกชิ้น ด้วยความละเอียดอ่อนและความงดงามเช่นนี้ เบญจรงค์จึงเคยเป็นศิลปะที่สงวนไว้สำหรับราชสำนักและชนชั้นสูง สะท้อนถึงภูมิปัญญาและรสนิยมอันวิจิตรของสังคมไทยในอดีต

ลวดลายที่เล่าเรื่อง…ผ่านปลายพู่กัน

สำหรับครูกุ้ง  พนิดา แต้มจันทร์ สิ่งที่หลงใหลในเบญจรงค์ นอกจากสีสันที่งดงามแล้ว “ลวดลาย” ที่เล่าเรื่องผ่านปลายพู่กัน สะท้อนภูมิปัญญา ความประณีต เมื่อผสมผสานลวดลาย ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากผ้า ปาเตะลายชิโน-โปรตุกิส  ลายบุหงาส่าหรี และลายบุหงารายา  เข้ากับลวดลายไทยแบบดั้งเดิม จนเกิดเป็นลวดลายที่มี “อัตลักษณ์ท้องถิ่นภาคใต้”

ครูกุ้งได้พัฒนาต่อยอดงานเขียนลวดลายเบญจรงค์ ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม ด้วยการใช้เทคนิค      การเขียนลวดลายใหม่  3 เทคนิค คือ เทคนิคที่หนึ่ง การเขียนลวดลายด้วยน้ำทอง ซึ่งเป็นการเขียนลายแบบโบราณ ปรับการใช้สีที่ลดทอนบางสี เพื่อให้งานเบญจรงค์มีความร่วมสมัยขึ้น เทคนิคต่อมาคือการเขียนลายด้วยเส้นสีทำให้ชิ้นงานมีความเป็นอัตลักษณ์ดูโมเดิร์นขึ้น และเทคนิคสุดท้ายคือการใช้การเพ้นท์ลายแบบลอยตัวลงบนเครื่องกระเบื้อง ทำให้เป็นการสร้างมิติใหม่ให้งานเบญจรงค์ของครูกุ้งต่างจากที่เคยมีมาในอดีต  โดยมี ร้าน ศ.เบญจรงค์ เป็นที่สร้างสรรค์งานเบญจรงค์ใหม่ ๆ มีการเขียนลายที่สะท้อนอัตลักษณวัฒนธรรมพื้นถิ่นภาคใต้ ผนวกกับการพัฒนาด้วยเทคนิคต่าง ๆ ในทักษะเชิงช่างที่ต้องใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูง

จากภูมิปัญญา…สู่ของใช้ในชีวิตจริง

ความท้าทายสำคัญของครูกุ้ง ไม่ใช่แค่การรักษาความงามของเบญจรงค์เท่านั้น แต่จะทำอย่างไรให้งานเบญจรงค์เป็นงานที่แพร่หลาย จับต้องได้ ไม่ได้เป็นเพียงของเพื่อใช้สำหรับตั้งโชว์ในตู้เท่านั้น ครูกุ้งจึงได้คิด พัฒนาและออกแบบให้เบญจรงค์กลายมาเป็น “ของใช้ที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้” อย่างเช่น แก้วกาแฟที่หยิบใช้ได้ในทุกเช้า จานชามที่อยู่บนโต๊ะอาหาร หรือแม้แต่กระถางต้นไม้เล็ก ๆ โดยทุกชิ้นยังคงใช้เทคนิคแบบดั้งเดิม แต่มีการปรับรูปทรง สีสันให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยน “คุณค่าทางวัฒนธรรม” ให้กลายเป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน” นั่นเอง

การสร้างชุมชน…คือการสืบสานที่แท้จริง

งานเบญจรงค์เริ่มต้นจริงจังที่หลังสวน จังหวัดชุมพร บ้านเกิดของครูกุ้ง ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างงานเบญจรงค์ให้เป็นงานของชุมชน โดยเริ่มสอนคนในชุมชนตั้งแต่คนที่ไม่เคยจับพู่กันมาก่อนเลย และให้ค่อย ๆ เรียนรู้การเขียนลาย ลงสี ลงทอง จากจำนวนไม่กี่คน จนกลายเป็นกลุ่มช่างศิลป์ที่มีฝีมือ และจากงานเล็ก ๆ กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้จริง สำหรับครูกุ้ง การอนุรักษ์ที่แท้จริงไม่ใช่แค่การรักษารูปแบบ แต่คือการทำให้ “คน” ยังทำงานนี้ต่อไปได้

จากหลังสวน…สู่เวทีโลก

ปัจจุบัน ครูกุ้ง พนิดา ยังได้ร่วมโครงการพัฒนาแบรนด์กับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ในโครงการอัตลักษณ์แบรนด์ Brand Identity โดยได้แตกไลน์ผลิตภัณฑ์เป็น Hearter Piece ที่มีคอนเซปต์ผลิตภัณฑ์ในการพัฒนางานเบญจรงค์นอกกรอบ เพื่อลบภาพจำของชิ้นงานที่นำไปเป็นของขวัญของฝาก แต่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง ให้เป็นงานศิลปะที่อยู่ในชีวิตประจำวัน แสดงถึงรสนิยมทางศิลปะของผู้เป็นเจ้าของ เปลี่ยนสีการปรับรูปทรงหรือการทดลองลวดลายใหม่ คือการทำให้งานเบญจรงค์ยังคงมีชีวิต นับได้ว่าครูกุ้ง พนิดา เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่นำทักษะเชิงช่างมาผสมผสานกับงานดีไซน์ได้อย่างน่าชื่นชม และเริ่มเปิดกว้างด้วยผลงานเบญจรงค์ร่วมสมัยจากชุมชนเล็ก ๆ ปัจจุบันได้ก้าวไปสู่เวทีระดับนานาชาติ ในงาน London Craft Week 2025  เป็นผลงานการออกแบบที่มีอัตลักษณ์ คุณค่า ตอกย้ำว่า    ทุนทางวัฒนธรรมไทย สามารถสื่อสารกับเวทีโลกได้จริง

ศิลปะ…เริ่มจากหัวใจ  สิ่งที่ทำให้เบญจรงค์ของหลังสวนแตกต่าง อาจไม่ใช่แค่เทคนิคหรือดีไซน์เท่านั้น แต่ยังผสานด้วย “ความตั้งใจ” ที่ต้องการรักษา และเชื่อว่างานหัตถศิลป์ไทยยังมีที่ยืน และทำให้เบญจรงค์จากชุมชนเล็ก ๆ ก้าวไปสู่เวทีโลกได้ เป็นภาพสะท้อนของ “วัฒนธรรมไทย” ที่ยังคงงดงาม และไม่เคยหยุดเติบโต

ข้อมูล

1.https://archive.sacit.or.th/creator/185

2.https://www.siamdiscovery.co.th/explore/Sor-Langsuan-Benjarong-Life-in-Chumphon/530

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผ้ายกเมืองนคร ลวดลายเล่าเรื่อง

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช คืออีกหนึ่งภาพสะท้อนของ “พระเมตตาที่เปลี่ยนชีวิตวิถีประชาชนในพื้นที่”

"พลิกฟื้น 'โขน' ด้วยพระบารมี"

“การจัดแสดงโขนไม่ใช่เรื่องง่าย คณะครูผู้เชี่ยวชาญการโขน ศิลปินแห่งชาติ ผู้แสดงและจัดการแสดง ต่างก็ทุ่มเทฝีมือ ความคิด และแรงกายแรงใจอย่างสุดกำลัง

"12 พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงทำให้ไหมไทยเป็นที่นิยมไปทั่วโลก"

ผ้าไหมไทยมิได้เป็นเพียงผืนผ้าที่งดงาม หากยังเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และหนึ่งใน ผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไหมไทย

ย่านลิเภา…จากวัชพืชในป่า สู่หัตถศิลป์ล้ำค่าแห่งแดนใต้

“... ย่านลิเภานี้เป็นศิลปะเก่าแก่ของบรรพบุรุษเรา แล้วก็วัตถุดิบก็เกิดขึ้นเองภายในประเทศคือ ทางภาคใต้ที่ฝนตกมากตัวย่านลิเภานั่นก็คือเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นเอง

กำเนิด “ศิลปาชีพ” : จากภัยพิบัติ สู่พระราชดำริแห่งการพึ่งพาตนเอง

พุทธศักราช 2513 เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นาข้าวจำนวนมากได้รับความเสียหาย ราษฎรต้องเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก

ไหมดาหลา แมลงทับ : จากธรรมชาติ…สู่ศิลป์แห่งแผ่นดิน

โครงการศิลปาชีพศึกษาพัฒนาไหมไทยพื้นบ้าน ไหมดาหลา และแมลงทับ บ้านคลองหมี จังหวัดสระแก้วคือ “จุดเริ่มต้นของโอกาส” ที่เกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกล คือพื้นที่เล็ก ๆ ที่ถักทอ “ชีวิต” ของผู้คน ผ่านเส้นไหมและความงดงามจากธรรมชาติ