วุฒิสภาถกเดือดปัญหาแอปภาครัฐ 'ล่ม-ซ้ำซ้อน-ไม่เป็นเอกภาพ' 'สว.ชิบ' ซัดรัฐดิจิทัลไทยใช้หลายระบบที่แยกจากกัน เร่งรัฐบาลเปิดข้อมูลงบพัฒนาแอป พร้อมวางแผนบูรณาการทั้งระบบ
27 พ.ค.2569 - ขณะที่นโยบายไทยช่วยไทยพลัส ที่ประชาชนกว่ายี่สิบล้านคน ลงทะเบียนในช่วงสองวันที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวุฒิสภา วันที่ 26 พ.ค.ช่วงหนึ่ง นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดกาญจนบุรี ขอหารือต่อที่ประชุมวุฒิสภา เรื่องการพัฒนาและบริหารจัดการแอปพลิเคชันภาครัฐของประเทศไทยในเชิงโครงสร้างและความคุ้มค่าของงบประมาณ เพื่อส่งไปยังนายกรัฐมนตรี
โดยนายชิบ ระบุว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุครัฐดิจิทัลภายใต้แนวคิด Thailand 4.0 และ Digital Government โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลแบบบูรณาการ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า ระบบแอปพลิเคชันภาครัฐของไทยยังมีลักษณะกระจัดกระจาย ต่างหน่วยงานต่างพัฒนาแพลตฟอร์มของตนเองแยกจากกัน
ทั้งนี้ปัจจุบันประชาชนต้องใช้งานแอปภาครัฐจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น "ทางรัฐ" "เป๋าตัง" "ThaID" "หมอพร้อม" รวมถึงแอปเฉพาะกิจของแต่ละกระทรวง กรม และหน่วยงานต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยกำลังสร้าง "รัฐดิจิทัลแบบบูรณาการ" หรือกำลังสร้าง "หลายระบบที่แยกจากกัน"
“ ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกโครงการ ล่าสุดโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่เปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอป "เป๋าตัง" เมื่อวานนี้ ก็สะท้อนปัญหาเดิมได้อย่างชัดเจน ระบบล่มตั้งแต่ช่วงเปิดลงทะเบียน ประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ได้ สิทธิหมดไปกว่า 16 ล้านสิทธิภายใน 30 นาทีแรก ขณะที่อีกหลายคนยังรอเข้าระบบไม่ได้ ยังมีปัญหาสแกนใบหน้าไม่ผ่าน ยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ และแบนเนอร์ของโครงการไม่แสดงในแอป ทั้งที่ผู้ใช้มีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ผู้สูงอายุและประชาชนที่ไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัล ยังคงต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ธนาคารและบุคคลใกล้ชิดในการลงทะเบียน สะท้อนว่า "รัฐดิจิทัล" ที่เราสร้างขึ้น ยังทิ้งประชาชนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง”
นายชิบ กล่าวด้วยว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดขึ้นกับโครงการคนละครึ่ง ชิมช้อปใช้ และโครงการอื่น ๆ มาแล้วในอดีต คำถามคือ ทำไมเราจึงยังพบปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมีการแก้ไขในเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังหรือไม่ ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังใช้งบประมาณจำนวนมากในการพัฒนาและดูแลระบบต่าง ๆ ทั้งค่าพัฒนาแอป ค่าคลาวด์ ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ และการเชื่อมโยงข้อมูล แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏข้อมูลในภาพรวมว่า ประเทศไทยมีแอปภาครัฐทั้งหมดกี่ระบบ และใช้งบประมาณรวมเท่าใด
“ผมขอหารือใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ปัจจุบันประเทศไทยมีแอปพลิเคชันภาครัฐทั้งหมดจำนวนเท่าใด และใช้งบประมาณรวมในการพัฒนาและบำรุงรักษาเท่าใด 2.รัฐบาลมีแผนแม่บทในการบูรณาการหรือรวมศูนย์แอปภาครัฐให้เป็นระบบเดียวอย่างชัดเจนหรือไม่ และหากมี มีกรอบระยะเวลาอย่างไร 3.รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไรในการออกแบบระบบดิจิทัลภาครัฐให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงสิทธิของรัฐได้อย่างเท่าเทียม และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาโครงสร้างเดิมซ้ำอีกในทุกโครงการที่จะตามมา”สว.กาญจนบุรี ตั้งคำถามทิ้งท้ายไปยังรัฐบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ ตั้งตารอ 1 มิ.ย. อยากเห็นเงินสะพัด 'ไทยช่วยไทยพลัส' วอนประชาชนใช้สิทธิให้ครบทุกเดือน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ขณะนี้เหลือสิทธิ์อีกประมาณ 5,300,000 สิทธิ์ ว่า เราให้สิทธิ์ทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ์ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.เป็นวันแรกของการลงทะเบียน ซึ่งต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย
สรุปยอด 2 วัน แห่ลงทะเบียน 'ไทยช่วยไทย พลัส' ทะลุ 25 ล้านสิทธิ
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังรัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม
'ภราดร' เผยรอ 'คลัง' เคาะโครงการใช้งบอีก 2.4 หมื่นล้าน เหลือจาก 'เงินกู้ก้อนแรก' 2 แสนล้าน รองรับไทยช่วยไทยพลัส
นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการส่งคำชี้แจงและเอกสารเพิ่มเติม เรื่องการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
'เลขาสภาพัฒน์ฯ' ส่งร่างคำชี้แจงพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ให้ 'ปกรณ์' ตรวจทานชั้นสุดท้าย ชี้ไทยช่วยไทยพลัสกระตุ้นGDP 0.4%
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงการเขียนคำชี้แจงส่งศาลรัฐธร
อัปเดต ลงทะเบียน 'ไทยช่วยไทย พลัส' พุ่ง 23.7 ล้านสิทธิ ร้านค้าผ่านตรวจสอบแล้วกว่า 9.8 แสนราย
รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 23,755,197 คน โดยเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,012,406 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่จำนวน 5,742,791 คน

