อดีตผู้พิพากษาฯ ชี้ปมสอบท้องถิ่น 5,924 รายชื่อ สะเทือนระบบคุณธรรมรัฐ

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา วิเคราะห์ปม กสถ. ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ หลังพบคะแนนผิดปกติ 5,924 รายชื่อ ชี้เป็นบททดสอบการฟื้นฟูระบบคุณธรรมของข้าราชการท้องถิ่น พร้อมตั้งข้อสังเกตการแก้ปัญหาต้องเดินควบคู่ทั้งการปราบทุจริตและหลักนิติธรรม

18 กรกฎาคม 2569 – นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กว่า 5,924 รายชื่อ กับบทพิสูจน์ "ระบบคุณธรรม" ของข้าราชการท้องถิ่นไทย: เหตุใด กสถ. จึงรื้อบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ แต่การฟื้นฟูความเป็นธรรมยังไม่สิ้นสุด

"ข่าววันนี้อาจเป็นเพียงการเพิกถอนประกาศผลสอบ แต่ในทางกฎหมาย สิ่งที่กำลังถูกทดสอบ คือหลักนิติธรรมของการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นทั้งระบบ"

มติของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 กลายเป็นกระแสสังคมที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อ กสถ. มีมติยกเลิกประกาศบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และเตรียมจัดทำบัญชีใหม่ หลังตรวจสอบคะแนนของผู้เข้าสอบจริง 279,949 คน และพบผู้มีคะแนนผิดปกติจำนวนสูงถึง 5,924 คน

หลายคนมองว่านี่คือการ "ล้างบัญชีสอบ" เพื่อปราบโกง แต่หากมองในทางนิติศาสตร์ เรื่องนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น เพราะมันคือบททดสอบครั้งสำคัญว่า "รัฐจะฟื้นฟูระบบคุณธรรมด้วยวิธีที่ชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่"

  1. ตัวเลขที่บอกว่า ปัญหาไม่ได้เกิดกับคนเพียงไม่กี่คน (วิกฤตเชิงระบบ)

ข้อเท็จจริงที่ กสถ. แถลง มีนัยสำคัญเชิงสถิติอย่างยิ่ง:

  • จำนวนผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว 3 รุ่น: 14,988 คน
  • จำนวนผู้ที่ตรวจพบคะแนนผิดปกติ: 5,924 คน

เมื่อคำนวณแล้ว เท่ากับมีผู้พบความผิดปกติคิดเป็นประมาณ 39.5 เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ 2 ใน 5 ของผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งทั้งหมด!

ตัวเลขเกือบครึ่งหนึ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่ข้อผิดพลาดส่วนบุคคลหรือทุจริตเฉพาะราย หากแต่สั่นคลอนความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของการจัดลำดับคะแนนทั้งระบบ (Systemic Issue) เมื่อข้อสงสัยกระทบต่อ "รากฐาน" ของการสอบ การแก้ไขจึงย่อมแตกต่างจากการเพิกถอนสิทธิของบุคคลเพียงไม่กี่ราย

  1. กสถ. เลือกแก้ปัญหาที่ "ต้นน้ำ" เพื่อคืนความธรรม

จากมติที่แถลงต่อสาธารณะ จะเห็นว่า กสถ. เลือกที่จะสะบั้นปมปัญหานี้จากจุดเริ่มต้น โดยมิได้มุ่งเป้าไปที่การเพิกถอนคำสั่งบรรจุแต่งตั้งปลายทางทีละราย แต่เลือกดำเนินการที่ "ต้นน้ำ" ของกระบวนการ คือ:

1.ยกเลิกประกาศบัญชีผู้สอบแข่งขันได้เดิมทั้งหมด

  1. ตรวจนับคะแนนใหม่ทั้งหมดจากฐานข้อมูลที่ถูกต้อง
  2. จัดทำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ใหม่ โดยตัดรายชื่อ 5,924 คนที่มีคะแนนผิดปกติออกไป

ข้อดีของการจัดการที่ต้นน้ำแบบ Re-ranking (จัดลำดับใหม่) ในลักษณะนี้คือ มันจะไม่กระทบสิทธิของกลุ่มคนสุจริตเดิมจำนวน 9,064 คน ที่คะแนนถูกต้อง เพราะเมื่อหักยอดผู้ผิดปกติออกไป คนสุจริตที่เหลือย่อมมีโอกาสขยับขึ้นสู่ลำดับที่สูงขึ้น และเปิดโอกาสให้ตัวสำรองที่คะแนนผ่านเกณฑ์จริง ๆ ได้เข้าแทนที่ เป็นการฟื้นฟูความเป็นธรรมให้แก่ผู้เข้าสอบอย่างแท้จริง

  1. การรื้อบัญชี ยังไม่ใช่การสิ้นสุดของกระบวนการ

ในทางกฎหมายปกครอง ผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้วมิได้มีฐานะทางกฎหมายผูกพันอยู่กับ "บัญชีผู้สอบแข่งขันได้" เพียงอย่างเดียว แต่ภายหลังการขึ้นบัญชี ยังมีนิติกรรมและกระบวนการทางปกครองเกิดขึ้นตามมาเป็นลูกโซ่ ได้แก่ มติขององค์กรบริหารงานบุคคลระดับจังหวัด (ก.จังหวัด), การเรียกรายงานตัวเพื่อบรรจุ, และคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

ดังนั้น การรื้อบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของ กสถ. จึงเป็นเพียงการแก้ไข "สารตั้งต้น" ของปัญหา ส่วนการดำเนินการต่อจากนั้นย่อมต้องเป็นไปตามโครงสร้างอำนาจที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า "ใครมีอำนาจ" แต่คือ "แต่ละองค์กรควรใช้อำนาจในขั้นตอนใด เพื่อให้การฟื้นฟูระบบคุณธรรมเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย"

  1. รอยร้าวในตัวบท: กฎหมายเขียนไว้เช่นไร?

หากพิจารณาตาม ประกาศ ก.กลาง เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 ข้อ 30 มีการวางเส้นแบ่งอำนาจไว้ค่อนข้างชัดเจน:

  • ข้อ 30 วรรคหนึ่ง: ก่อนประกาศผลสอบ -> ให้ กสถ. มีอำนาจระงับหรือยกเลิกการสอบ
  • ข้อ 30 วรรคสอง: เมื่อประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้แล้ว -> กำหนดให้สิทธิอำนาจนั้นตกเป็นของ ก.จ. ร่วมกับ ก.ท. และ ก.อบต. (3 ก.กลาง)

ในขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (มาตรา 49) ก็บัญญัติว่า เมื่อผู้ออกคำสั่งทางปกครองพบว่าคำสั่งเดิมมีข้อมูลบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ ย่อมมีอำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งนั้นได้

แต่ยังคงมีปัญหาทางกฎหมายต่อไปว่า เมื่อมีการขึ้นบัญชีและบรรจุไปแล้วถึง 3 รุ่น การที่ กสถ. มีมติโละบัญชีเองโดยระบุว่าจะส่งให้ที่ประชุม ก.กลาง ในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้เพื่อ "รับทราบ" เท่านั้น จะเป็นการใช้อำนาจที่ข้ามขั้นตอนหรือไม่?

หากจะให้อุดรอยรั่วนี้ได้อย่างสมบูรณ์ กระบวนการขั้นต่อไปหลังจาก กสถ. เคลียร์รายละเอียดภายใน 15 วันเสร็จสิ้น ควรเป็นการส่งเรื่องให้ 3 ก.กลาง "เพื่อทราบและพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป” ไม่ใช่ส่งไป “เพื่อทราบ” เพียงอย่างเดียว เพื่อเป็นการสวมสิทธิและรับรองความถูกต้อง (Ratification) ซึ่งจะสร้างฐานอำนาจที่มั่นคงและปลอดภัยให้แก่ 3 ก.จังหวัด (ได้แก่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด... (ก.จ.จ.) คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด… (ก.ท.จ.) และคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด... (ก.อบต.จังหวัด)) และ นายก อปท. ปลายทางในการออกคำสั่งให้ผู้ทุจริตพ้นจากราชการต่อไป

  1. แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด (ประชุมใหญ่): กุญแจไขทางตัน

อย่างไรก็ดี หากคดีนี้ถูกกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบฟ้องร้องต่อศาลปกครอง "ไม้ตาย" สำคัญที่ฝ่ายปกครองจะนำมาใช้เป็นข้อต่อสู้หลักเพื่อก้าวข้ามปมปัญหาเรื่องฐานอำนาจ คือ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 255/2565 (ประชุมใหญ่) ซึ่งวางหลักการอันทรงคุณค่าไว้ว่า:

"หากการสอบแข่งขันเป็นการจัดสอบที่ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ การตรวจข้อสอบ และการประมวลผลคะแนน อันเป็นการจัดสอบโดยผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง ประกาศขึ้นบัญชีและคำสั่งบรรจุแต่งตั้งที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าว ย่อมเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง โดยทางกฎหมายถือเสมือนว่าไม่เคยมีการออกคำสั่งนั้นเลยตั้งแต่แรก (Nullity) จึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งบรรจุ และคำสั่งของท้องถิ่นที่สั่งให้ออกจากราชการ ย่อมเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย"

หลักกฎหมายจากที่ประชุมใหญ่นี้ ทำให้ข้อพิพาทในคดีนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงเรื่อง "อำนาจขององค์กร" หากแต่พุ่งเป้าไปที่ "ผลทางกฎหมายของประกาศรายชื่อขึ้นบัญชีเสียไป" ซึ่งฝ่ายปกครองสามารถใช้ยันได้ว่า คำสั่งบรรจุเดิมเสียไปตั้งแต่ต้นเพราะระบบประมวลผลคะแนนบิดเบือนอย่างร้ายแรง

  1. บททดสอบระหว่าง "หลักนิติธรรม" กับ "การปราบปรามการทุจริต"

หากพิเคราะห์ให้ลึกลงไป สิ่งที่สังคมกำลังเฝ้าดูและคาดหวังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ มิใช่เพียงแค่การได้เห็นว่า กสถ. หรือกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจล้นพ้นเพียงใด

หากแต่คือการที่ หน่วยงานของรัฐจะสามารถฟื้นฟูความถูกต้องของระบบสอบแข่งขัน โดยดำเนินกระบวนการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอนได้หรือไม่

เพราะคดีนี้กำลังทดสอบดุลยภาพระหว่าง "การปราบปรามการทุจริต" กับ "หลักนิติธรรม" ว่าจะสามารถเดินเคียงคู่กันไปได้ไกลแค่ไหน หากรัฐปราบปรามการทุจริตโดยละเลยหลักกฎหมายและวิธีปฏิบัติราชการที่ถูกต้อง เนื้อร้ายของการใช้อำนาจโดยมิชอบย่อมจะเข้ามากัดเซาะความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ต่างจากการปล่อยให้การทุจริตดำรงอยู่ฉะนั้น

บทส่งท้าย

การโกงสอบเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ แต่กระบวนการล้างบางผลของการโกงสอบก็ต้องดำเนินไปภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายอย่างสง่างามเช่นเดียวกัน

มติของ กสถ. ในวันนี้ จึงเป็นเพียงกระดุมเม็ดแรกของกระบวนการฟื้นฟูระบบคุณธรรมอันยาวไกล ปลายทางของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับความรอบคอบในการใช้อำนาจขององค์กรที่เกี่ยวข้องในก้าวถัดๆ ไป และหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ท้ายที่สุด ศาลปกครอง ย่อมเป็นผู้วางบรรทัดฐานว่า การล้างบางครั้งนี้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมเพียงใด

เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมไทยควรได้รับ ไม่ใช่เพียงคำตอบว่า "ใครโกงสอบ" หากแต่ต้องเป็นความมั่นใจว่า รัฐไทยมีความสามารถและมีวุฒิภาวะพอที่จะปกป้อง "ระบบคุณธรรม" ได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้ง "หลักนิติธรรม" แม้แต่ก้าวเดียว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการถอดรหัสลับมติ ก.ต.ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ถอดรหัสลับมติ ก.ต. “ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา” เพราะกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในการประสาทความยุติธรรม

ระทึก! 'กสถ.' นักถก 15 ก.ค. ชี้ชะตา 'ขรก.ท้องถิ่น' เอี่ยวทุจริตสอบ ก่อนส่ง 'ก กลาง-จังหวัด' เพิกถอนบรรจุ

‘อรรษิษฐ์’ เผย กสถ.ประชุมชี้ชะตา ขรก.ท้องถิ่นเอี่ยวทุจริตสอบที่บรรจุแล้ว 15 ก.ค. นี้ ก่อนส่ง ‘ก กลาง-จังหวัด’ เพิกถอนบรรจุ มั่นใจสอบรอบนี้สร้างความกระจ่างให้ประชาชนได้

นักวิชาการ สะท้อนข่าวดัง เงินโอน 51 ครั้ง เมื่อ 'ผลประโยชน์ทับซ้อน' คือจุดเริ่มต้นของการทุจริต

นักวิชาการอิสระ สะท้อนเงินโอน 51 ครั้ง กับคำถามที่ใหญ่กว่าคดี เมื่อผลประโยชน์ทับซ้อน คือจุดเริ่มต้นของการทุจริต

นักวิชาการสรุปอำนาจ 9 อรหันต์คณะผู้ไต่สวนอิสระ คดีสินบนทองคำ

นายวัส ติงสมิตร. นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า   เปิดกฎหมาย: คดีสินบนทองคำหนัก 246 บาท เมื่อ "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" เริ่มทำงาน...จากนี้จะเกิดอะไรขึ้น?

จากคดีแอร์มีนา สู่บทพิสูจน์หลัก Wilful Blindness ศาลสูงออสเตรเลีย เมื่อการเลือกที่จะไม่รู้อาจไม่ใช่ข้อแก้ตัว

นักวิชาการอิสระ ชี้ในมุมของกฎหมายเปรียบเทียบ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้สังคมไทยได้รู้จักหลัก Wilful Blindness

เจาะมหากาพย์ โกงสอบท้องถิ่น เมื่อ 'เทคโนโลยี-ปากพยาน' กำลังขยี้เครือข่ายไอ้โม่ง

สถานการณ์การทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เข้มข้นขึ้นจนถึงจุดเดือด! หลังจากที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) พบว่ามีการแก้ไขกระดาษคำตอบในระบบอย่างอุกอาจ