อดีตผู้พิพากษาฯ วิเคราะห์คดีประวัติศาสตร์ เมื่อชื่อ 'ป.ไท' ชนะคดีในศาลปกครองสูงสุด

20 ก.ค.2569-นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “เมื่อชื่อ “ป.ไท” ชนะคดีในศาลปกครองสูงสุด: สิทธิของประชาชนในการตั้งชื่อ กับ ความหมายของชื่อบุคคล” เนื้อหาระบุว่า คดีประวัติศาสตร์การเปลี่ยนชื่อตัวจาก “ประเทือง” เป็น “ป.ไท” ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนศาลปกครองชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียน กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่นักกฎหมายและประชาชนทั่วไป (คดีหมายเลขดำที่ อ.1951/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.306/2569)

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ “ขอบเขตดุลพินิจของรัฐในการควบคุมชื่อของประชาชนอยู่ตรงไหน?” และ “เราสามารถใส่เครื่องหมายวรรคตอนหรือสัญลักษณ์ลงในชื่อตัวได้หรือไม่?” บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกข้อเท็จจริง แง่มุมกฎหมาย พร้อมบทวิเคราะห์หักล้างมุมมองระหว่าง “เสรีภาพประชาชน” และ “หลักความแน่นอนของข้อมูลทะเบียน” แบบม้วนเดียวจบครับ

บทสรุปข้อเท็จจริง: ชนวนเหตุแห่งคดี

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ นายประเทือง (ผู้ฟ้องคดี) ได้ยื่นคำขอเปลี่ยนชื่อตัวต่อนายทะเบียนอำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โดยต้องการเปลี่ยนชื่อจาก”ประเทือง” เป็น “ป.ไท” แต่นายทะเบียนได้มีคำสั่ง “ไม่อนุญาต” โดยให้เหตุผลว่า: 1.ชื่อดังกล่าวไม่ปรากฏความหมายหรือคำแปลในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2. มีการใช้สัญลักษณ์จุด (.) คั่นกลาง ซึ่งขัดต่อหลักการตั้งชื่อภาษาไทยที่จะต้องไม่มีสัญลักษณ์ 3. ระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ออนไลน์ของสำนักทะเบียนกลางไม่รองรับ นายประเทืองไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์ แต่นายทะเบียนจังหวัดพัทลุงก็ยกอุทธรณ์ ยืนยันคำสั่งเดิม เรื่องราวจึงบานปลายมาสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้

การปรับบทกฎหมาย: มุมมองของศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นพ้องกับศาลปกครองชั้นต้น โดยมีคำพิพากษาให้ “เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนทั้งสอง” เนื่องจากเป็นการใช้ดุลพินิจที่เกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยวางหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้

• มาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505: กฎหมายหลักกำหนดลักษณะต้องห้ามของชื่อตัวไว้ชัดเจนเพียง 3 ข้อเท่านั้น คือ ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายพระปรมาภิไธย, พระนามของพระราชินี, ราชทินนาม และต้องไม่มีความหมายหยาบคาย

• เจตนาและความหมาย: ผู้ฟ้องคดีระบุชัดเจนว่า “ป.” ย่อมาจากประเทือง และ “ไท” แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ รวมกันหมายถึง “ผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งไม่ได้หยาบคายและไม่ได้ต้องห้ามตามกฎหมาย

• คำว่า “ไม่มีความหมายหยาบคาย”: ศาลชี้ว่าหมายความเพียงแค่คำนั้นต้องไม่แปลออกมาหยาบคาย แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคำที่หนดไว้ในพจนานุกรมเสมอไป

• ข้อจำกัดของรัฐอ้างเหนือสิทธิไม่ได้: การที่รัฐอ้างว่าระบบคอมพิวเตอร์ไม่รองรับ หรืออ้างหนังสือเวียนภายใน ถือเป็นข้อจำกัดทางเทคนิคของหน่วยงาน ไม่สามารถนำมาลิดรอนสิทธิตามกฎหมายหลักของประชาชนได้ดุลพินิจของนายทะเบียนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

บทวิจารณ์เชิงลึก: ทางสองแพร่งระหว่าง “เสรีภาพ” กับ “ความหมายของชื่อบุคคล คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดทางนิติศาสตร์สองขั้วที่ปะทะกันอย่างน่าสนใจครับ:

ขั้วที่ 1: ฝ่ายเสรีนิยมสุดโต่ง (ยึดหลักเกณฑ์ข้อห้ามอย่างเดียว)

มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวทางของศาลปกครอง คือยึดหลัก “ไม่มีกฎหมายไม่มีอำนาจ” (Principle of Legality) ในเมื่อ พ.ร.บ.ชื่อบุคคลฯ ไม่ได้เขียนห้ามใส่จุด และไม่ได้ห้ามชื่อนอกพจนานุกรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะคิดแทนประชาชนหรือขยายความตามใจชอบเพื่อจำกัดสิทธิไม่ได้ สิทธิในการเลือกชื่อของตนเองถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตราบเท่าที่ไม่ละเมิดกฎหมาย

ขั้วที่ 2: ฝ่ายบริหารประเทศ (รักษาความเป็นสถาบันทางกฎหมายของชื่อบุคคล)

หากเรามองในมุมของฝ่ายรัฐ (นายทะเบียน) เหตุผลในการปฏิเสธคำขอของนายประเทืองนั้น ไม่ได้ไร้น้ำหนักเสียทีเดียว เพียงแต่ใช้เหตุผลหักล้างไม่ตรงหลักกฎหมายครับ

หากฝ่ายบริหารยกหลักกฎหมายและอักขรวิธี 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ขึ้นต่อสู้หักล้างเพื่อสนับสนุนฝั่งรัฐ อาจประสบผลสำเร็จ:

1. การตีความคำว่า “ชื่อตัว” ในทางเนื้อหา (Statutory Interpretation)ตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มาตรา 4 นิยามว่า “ชื่อตัว” คือชื่อประจำบุคคล ซึ่งในทางอักขรวิธีและจารีตประเพณีไทย ชื่อย่อมต้องประกอบด้วย “พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์” ที่ประกอบกันเป็นถ้อยคำ มีเสียงอ่านและมีความหมายในตัวเอง แต่สัญลักษณ์จุด มหัพภาค (.) นั้น ไม่ใช่พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์และไม่มีเสียงอ่าน (เราไม่อ่านว่า ปอ-จุด-ไท) มันจึงมีสถานะเป็นเพียง “เครื่องหมายวรรคตอน” ฝ่ายรัฐจึงมีสิทธิโต้แย้งได้ว่า เครื่องหมายวรรคตอน “ไม่อาจถือเป็นส่วนหนึ่งของชื่อตัว” ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตั้งแต่แรก สัญลักษณ์ไม่ใช่ชื่อและอ่านไม่ได้!

2. ปัญหาเรื่อง “คำย่อ” ที่ขัดต่อการระบุตัวตน การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า “ป.” ย่อมาจาก “ประเทือง” เท่ากับเป็นการยอมรับว่าตนเองกำลังนำ “คำย่อของชื่อ” มาขอจดทะเบียนเป็นชื่อตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งขัดต่อสภาพความเป็นจริงของระบบทะเบียนราษฎร์ เพราะชื่อในบัตรประชาชนต้องเป็นชื่อเต็มที่สมบูรณ์ หากปล่อยให้ใช้คำย่อ สังคมจะเกิดความสับสนทันทีว่าเวลาเรียกขานอย่างเป็นทางการหรือทำนิติกรรม จะต้องอ่านออกเสียงอย่างไร? ยิ่งสร้างความไม่มั่นคงคงทนให้แก่ระบบกฎหมาย

3. การรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันปัญหา “เปิดเขื่อน” (Floodgate Argument) แม้กฎหมายมาตรา 6 จะไม่ได้ห้ามเรื่องจุดไว้ตรงๆ แต่นายทะเบียนมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามฐานะสถาบันทางกฎหมาย หากรัฐยอมรับให้ใช้เครื่องหมายวรรคตอนปนในชื่อตัวได้ ในอนาคตอาจเกิดภาวะลักลั่น เช่น มีคนมาขอตั้งชื่อเป็น นาย เอ@สยาม, นางสาว สมศรี#1 หรือ สมชาย_รักชาติ ซึ่งจะทำลายมาตรฐานระบบทะเบียนราษฎร์และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของภาษาไทยลงอย่างสิ้นเชิง การสั่งเบรกของนายทะเบียนจึงเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ

บทสรุป

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ย้ำเตือนว่า “ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่ใหญ่ไปกว่าตัวบทกฎหมาย” และเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักกฎหมายฝ่ายปกครองและการทะเบียน ข้อห่วงใยเรื่องการนำสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายวรรคตอนที่ไม่มีเสียงอ่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อตัว ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องขบคิดกันต่อไปว่า เมื่อองค์กรตุลาการมีคำวินิจฉัยมาเช่นนี้ ในอนาคต… องค์กรบริหารร่วมกับองค์กรนิติบัญญัติควรมีการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ชื่อบุคคลฯ ให้มีความชัดเจนในเรื่องอักขรวิธีมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการตีความจนส่งผลกระทบต่อหลักความแน่นอนของข้อมูลทะเบียน (Legal Certainty) ของประเทศในระยะยาวครับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อดีตผู้พิพากษาฯ ชี้ปมสอบท้องถิ่น 5,924 รายชื่อ สะเทือนระบบคุณธรรมรัฐ

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา วิเคราะห์ปม กสถ. ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ หลังพบคะแนนผิดปกติ 5,924 รายชื่อ ชี้เป็นบทท

นักวิชาการถอดรหัสลับมติ ก.ต.ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ถอดรหัสลับมติ ก.ต. “ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา” เพราะกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในการประสาทความยุติธรรม