
21 กรกฎาคม 2569 – นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ บทวิเคราะห์คดีหมอสรณ: เมื่อ “ลักษณะต้องห้าม” กลายเป็นคำถามถึง “ความชอบกฎหมายของกระบวนการสรรหา กสทช.”
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในแวดวงกฎหมายและสังคม
ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นพ.สรณ ได้ออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก โดยยืนยันจุดยืนว่า ตนได้ลาออกจากสถานะพนักงานของรัฐตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 แล้ว ส่วนการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ทำบอลลูนหลอดเลือดและสวนหัวใจในช่วงเวลาต่อมานั้น เป็นการกระทำตาม “มาตรฐานและจริยธรรมของวิชาชีพแพทย์” ในลักษณะวิชาชีพอิสระเพื่อส่งมอบงานให้แก่แพทย์ท่านอื่นอย่างต่อเนื่อง มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าองค์กรใดมีอำนาจวินิจฉัย และไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมการสรรหาเข้ามาพิจารณาเรื่องนี้
คำแถลงเปิดใจดังกล่าว ยิ่งทำให้คดีนี้มิใช่เพียงข้อพิพาทส่วนบุคคลว่า “ใครควรอยู่หรือพ้นจากตำแหน่ง” แต่กลายเป็นการปะทะกันทางความคิดครั้งสำคัญในระบบกฎหมายมหาชนไทย นั่นคือ ระหว่าง หลักความชอบด้วยกฎหมายของการเข้าสู่ตำแหน่ง (Principle of Legality) และ หลักความต่อเนื่องมั่นคงของการใช้อำนาจรัฐ (Principle of Legal Certainty)
ประเด็นที่สังคมสนใจในขณะนี้ มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ว่า นพ.สรณ ยังมีสถานะเป็น “พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐ” ในช่วงก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือไม่ หากแต่ขยายไปถึงคำถามที่สำคัญยิ่งกว่าในทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ นั่นคือ:
“คณะกรรมการสรรหามีอำนาจหรือไม่ ที่จะย้อนกลับไปวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการสรรหา ภายหลังผู้ได้รับการสรรหาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและปฏิบัติหน้าที่มาหลายปีแล้ว?”
คำถามนี้มิใช่เพียงปัญหาเฉพาะตัวของ กสทช. แต่เป็นปัญหาพื้นฐานของกฎหมายมหาชนไทยเกี่ยวกับ ขอบเขตอำนาจขององค์กรสรรหา การคุ้มครองความชอบธรรมของกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่ง และดุลยภาพระหว่างหลักนิติธรรมกับความมั่นคงของนิติฐานะ ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเห็นว่า คดีนี้ควรถูกศึกษามากกว่าในฐานะ “คดีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช.” เพราะแท้จริงแล้ว คดีนี้กำลังตั้งคำถามต่อ “ความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการสรรหา” มากกว่าตัวบุคคล
ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “คุณสมบัติ” แต่คือ “อำนาจ”
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ความสนใจของสังคมมุ่งไปที่การโต้เถียงเชิงข้อเท็จจริงว่า นพ.สรณ ยังเป็นลูกจ้างของโรงพยาบาลหรือไม่ หรือการรักษาผู้ป่วยและทำหัตถการหัวใจในช่วงเปลี่ยนผ่าน จะถือเป็นการประกอบวิชาชีพแพทย์หรือไม่
ผู้เขียนเห็นว่า ประเด็นเหล่านี้แม้มีความสำคัญ แต่หากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง ศาลอาจจำเป็นต้องวินิจฉัย “ปัญหาเบื้องต้น (Preliminary Issue)” อีกเรื่องหนึ่งก่อน นั่นคือ คณะกรรมการสรรหามีอำนาจตามกฎหมายที่จะย้อนกลับไปวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการสรรหา หลังจากผู้ได้รับการสรรหาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและเข้าปฏิบัติหน้าที่แล้วหรือไม่?
หากศาลเห็นว่าไม่มีอำนาจ: การวินิจฉัยในเนื้อหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามย่อมตกไป และไม่จำเป็นต้องพิจารณาต่อ
หากศาลเห็นว่ามีอำนาจ: ศาลจึงจะก้าวล่วงเข้าสู่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ผู้ได้รับการสรรหามีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) หรือไม่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง “ปัญหาเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหา” จะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนทางกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นก่อนปัญหาเรื่องคุณสมบัติตัวบุคคลนั่นเอง
พ.ร.บ. กสทช. เป็นกฎหมายที่เกิดก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในประเด็นเรื่องฐานอำนาจนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการตีความกฎหมายมหาชนต้องคำนึงถึงพัฒนาการของระบบกฎหมายไทยควบคู่ไปด้วย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จึงมีโครงสร้างที่แตกต่างจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระที่ตราขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในปัจจุบัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ:
• พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560
• พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561
กฎหมายรุ่นใหม่เหล่านี้ บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาในการวินิจฉัยปัญหาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งไว้โดยชัดแจ้ง แม้บุคคลนั้นจะเข้ารับตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วก็ตาม ตรงกันข้าม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มิได้มีบทบัญญัติในลักษณะดังกล่าวระบุไว้ตรงๆ จึงเกิด “ช่องว่างของกฎหมาย (Legislative Gap)” ที่นำมาซึ่งข้อโต้แย้งในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การไม่มีบทบัญญัติรองรับโดยตรง มิได้หมายความว่าคณะกรรมการสรรหาจะไร้อำนาจเสมอไป เพราะกฎหมายมหาชนมิอาจตีความแบบแยกส่วนเฉพาะรายมาตรา หากแต่ต้องพิจารณาโครงสร้างเจตนารมณ์ของกฎหมายทั้งฉบับประกอบกัน
ผู้เขียนจึงเห็นว่า หากจะรองรับอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในคดีนี้ ฐานอำนาจที่เหมาะสมที่สุดมิใช่การสร้างอำนาจใหม่ในการ “ถอดถอน” กรรมการ กสทช. แต่เป็นการตีความว่า คณะกรรมการสรรหากำลังใช้อำนาจเดิมในการตรวจสอบว่ากระบวนการสรรหาในอดีตของตนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
หากผลการวินิจฉัยปรากฏว่า ผู้ได้รับการสรรหายังคงมีลักษณะต้องห้ามในช่วงเวลาที่มาตรา 18 กำหนด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (การสละสิทธิ) ย่อมเป็นผลที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว มิใช่ผลจากการใช้อำนาจใหม่ของคณะกรรมการสรรหา
กล่าวคือ คณะกรรมการสรรหาไม่ได้ “ปลด” กรรมการ กสทช. แต่กำลังวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการสรรหา ซึ่งผลทางกฎหมายย้อนหลังย่อมเป็นไปตามมาตรา 18 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติเอง แก่นแท้ของคดีนี้จึงเป็นการตรวจสอบความชอบธรรมของการเข้าสู่ตำแหน่งตั้งแต่แรก (Legality of Entry)
พระบรมราชโองการตามมาตรา 20 เป็น “พิธีการ” หรือเป็นองค์ประกอบของการพ้นจากตำแหน่ง?
เมื่อยอมรับในทางทฤษฎีการตีความว่า คณะกรรมการสรรหามีอำนาจวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการสรรหาได้แล้ว คำถามสำคัญลำดับต่อมาคือ “ผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด?” ประธาน กสทช. จะพ้นจากตำแหน่งทันทีในวันที่คณะกรรมการสรรหามีมติ หรือจะต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 เสียก่อน?
ประเด็นนี้เป็นปัญหานิติศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับการตีความสถานะทางกฎหมายของพระบรมราชโองการว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร:
1. การรับรองผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นแล้ว (Declaratory / Formal Act): มองว่าตำแหน่งสิ้นสุดลงแล้วด้วยผลของกฎหมาย พระบรมราชโองการคือการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ หรือ
2. องค์ประกอบที่ทำให้การพ้นจากตำแหน่งสมบูรณ์ (Constitutive Act): มองว่ากระบวนการพ้นจากตำแหน่งต้องจบลงด้วยขั้นตอนในระดับเดียวกับตอนเข้าสู่ตำแหน่ง
หากพิจารณาถ้อยคำของ มาตรา 20 วรรคสอง จะพบว่า กฎหมายกำหนดให้เมื่อกรรมการพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง และกำหนดต่อไปชัดเจนว่า “พระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม”
ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนว่า กฎหมายมิได้กำหนดให้พระบรมราชโองการเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พ้นจากตำแหน่งในปัจจุบัน หากแต่ให้ผลทางกฎหมายย้อนหลัง (Retrospective) ไปยังวันที่เหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งเกิดขึ้นจริงแล้ว ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเห็นว่ามีเหตุผลทางกฎหมายไม่น้อยที่จะตีความว่า พระบรมราชโองการตามมาตรา 20 มีลักษณะเป็นการรับรองผลทางกฎหมาย (Formal Act) มากกว่าการเป็นองค์ประกอบที่เพิ่งก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย
สิทธิในการต่อสู้คดี กับ Spirit ของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ
แม้ผู้เขียนจะเห็นว่าประเด็นเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหาและผลของมาตรา 20 ยังสามารถนำไปสู่การตีความที่แตกต่างกันได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน คือ “สิทธิทางกฎหมาย” กับ “ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ”
ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมในการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา และสามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ แม้กฎหมายจะบัญญัติว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุดก็ตาม สิทธินี้เป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานของรัฐภายใต้หลักนิติธรรม (Rule of Law) และไม่ควรถูกจำกัดเพียงเพราะผู้ใช้สิทธิดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
อย่างไรก็ตาม แม้มีสิทธิในการฟ้องคดี ก็มิได้หมายความว่าผู้ดำรงตำแหน่งจำเป็นต้องดึงดันปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดเสมอไป
องค์กรอิสระดำรงอยู่ได้ด้วยความเชื่อมั่นของสังคม มิใช่เพียงด้วยตัวบทกฎหมาย เมื่อมีคำวินิจฉัยจากองค์กรที่กฎหมายมอบหมายให้ตรวจสอบกระบวนการสรรหาโดยตรง แม้ผู้ถูกวินิจฉัยจะไม่เห็นด้วยก็ตาม การประกาศหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวนั้น ย่อมเป็นการแสดง Spirit และคุณธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน การหยุดปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะนี้ มิใช่การยอมรับว่าตนเองกระทำความผิด หากแต่เป็นการเคารพต่อระบบการตรวจสอบ และเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถดำเนินงานต่อไปได้โดยปราศจากข้อครหาจากสังคม
คดี นพ.สรณ กับ “มาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพแพทย์”
มาตรา 8 (2) กำหนดห้ามมิให้บุคคลผู้จะมาดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ แม้ นพ.สรณ จะให้เหตุผลว่า ตนได้ลาออกจากตำแหน่งประจำแล้ว แต่การทำหัตถการในโรงพยาบาลของรัฐ (เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี) ซึ่งต้องใช้อาคาร สถานที่ และทรัพยากรของรัฐ ย่อมก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์เชิงพฤตินัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการรับ “ค่าตอบแทนแพทย์ (Doctor Fee – DF)” จากระบบโรงพยาบาลของรัฐ ค่าตอบแทนนี้จะกลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ (Smoking Gun) ทันทีว่าท่านยังมีผลประโยชน์ผูกพันทางการเงิน (Financial Interest) กับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ในการรักษาความเป็นอิสระของผู้กำกับดูแลอย่างร้ายแรง
ใครควรเป็นผู้เสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา?
อีกประเด็นหนึ่งที่ในวงกว้างแทบไม่มีการพูดถึง นั่นคือ เมื่อคณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว หน่วยงานใดควรเป็นผู้ดำเนินกระบวนการ เสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ตามมาตรา 20?
ผู้เขียนเห็นว่า คำตอบที่ถูกต้องชอบด้วยระบบกฎหมายปกครองมิได้อยู่ที่สำนักงาน กสทช. หากแต่อยู่ที่ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
กรณีแต่งตั้งกรรมการ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภามีหน้าที่แจ้งให้ประธานวุฒิสภาทราบเพื่อแจ้งนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง (มาตรา 16 วรรคสาม)
ส่วนกรณีกรรมการพ้นจากตำแหน่ง ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม และเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ กฎหมายบัญญัติลอย ๆ ว่า ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง (มาตรา 20 วรรคสอง) ซึ่งน่าจะตีความได้ว่า คือสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพราะเป็นหน่วยงานผู้เริ่มต้นกระบวนการทางปกครอง (Initiator)
แล้วมติของ กสทช. ที่ผ่านมา จะตกเป็นโมฆะทั้งหมดหรือไม่?
คำถามที่สร้างความกังวลใจให้แก่ภาคเอกชนและสังคมมากที่สุดคือ หากในท้ายที่สุดหากศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การเข้าสู่ตำแหน่งของประธาน กสทช. ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น บรรดามติ กสทช. การออกใบอนุญาต สัมปทาน หรือประกาศต่าง ๆ ที่ผ่านมา จะตกเป็นโมฆะย้อนหลังทั้งหมดจนระบบสื่อสารและโทรคมนาคมของประเทศพังทลายลงหรือไม่?
ผู้เขียนเห็นว่า คำตอบในทางกฎหมายมหาชน “ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น”
กฎหมายมหาชนทั่วโลกต่างยอมรับ หลักเจ้าพนักงานโดยพฤตินัย (De Facto Officer Doctrine) ซึ่งมีสาระสำคัญว่า แม้ภายหลังจะปรากฏข้อบกพร่องว่าผู้ดำรงตำแหน่งได้รับการแต่งตั้งโดยไม่ชอบ แต่หากบุคคลนั้นได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยเปิดเผย และประชาชนทั่วไปเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งโดยชอบ การกระทำและมติต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ย่อมยังคงมีผลใช้บังคับสมบูรณ์
หลักการนี้มิได้มีขึ้นเพื่อปกป้องตัวผู้ดำรงตำแหน่ง หากแต่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองประชาชนและเอกชนผู้สุจริต ที่ได้ดำเนินกิจการต่างๆ โดยอาศัยความเชื่อมั่นต่อคำสั่งของรัฐ หลักดังกล่าวยังสอดคล้องกับ หลักความมั่นคงแห่งนิติฐานะ (Legal Certainty) และ หลักความได้สัดส่วน (Proportionality) ซึ่งเป็นเสาหลักของกฎหมายมหาชนสมัยใหม่
ดังนั้น แม้ในอนาคตจะมีข้อยุติว่า นพ.สรณ เข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าการจัดสรรคลื่นความถี่หรือมติทุกฉบับของ กสทช. จะต้องเป็นโมฆะย้อนหลัง เพราะผลเช่นนั้นย่อมสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณะ มากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้
บทเรียนที่ระบบกฎหมายไทยควรได้รับ
ในความเห็นของผู้เขียน คุณค่าที่แท้จริงของคดีนี้ มิได้อยู่ที่ว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จะเป็นผู้ชนะหรือแพ้คดีในทางส่วนตัว หากแต่อยู่ที่การสร้างบรรทัดฐานและการเรียนรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบความชอบธรรมของการเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระ
คดีนี้สะท้อนให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ยังมีปัญหาอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการไม่บัญญัติอำนาจตรวจสอบหลังเข้ารับตำแหน่งของคณะกรรมการสรรหาไว้ให้ชัดเจน หรือการขาดความชัดเจนในสายงานธุรการตามมาตรา 20 ผู้เขียนเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่กฎหมายฉบับนี้ควรได้รับการปฏิรูปและปรับปรุง ให้สอดคล้องกับพัฒนาการกฎหมายมหาชนสมัยใหม่และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระรุ่นใหม่ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาการตีความหรือข้อพิพาทในลักษณะเดียวกันนี้อีกในอนาคต
บทสรุป
โดยสรุป ผู้เขียนเห็นว่าคดีนี้มีประเด็นทางนิติศาสตร์ที่จำเป็นต้องอภิปรายอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะฐานอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งแม้กฎหมาย กสทช. จะมิได้บัญญัติไว้ชัดเจนเหมือนกฎหมายองค์กรอิสระยุคหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แต่ก็สามารถอธิบายได้ด้วย “การตีความเชิงระบบ (Systematic Interpretation)” ว่า คณะกรรมการสรรหาไม่ได้ใช้อำนาจใหม่เพื่อถอดถอนกรรมการ กสทช. หากแต่กำลังใช้อำนาจเดิมในการตรวจสอบว่า “กระบวนการสรรหา” ในอดีตชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อผลตรวจสอบพบข้อบกพร่อง ผลทางกฎหมายย่อมเกิดขึ้นจากมาตรา 18 และมาตรา 20 ของตัวพระราชบัญญัติ มิใช่เกิดจากการสร้างอำนาจใหม่ขึ้นมาเองของคณะกรรมการสรรหา และการตีความให้คณะกรรมการสรรหาซึ่งทำภาระกิจในการรับสมัครและคัดเลือกมาตั้งแต่ต้น มีหน้าที่และอำนาจในการวินิจฉัยปัญหาการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม รวมทั้งปัญหาการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ภายหลังบุคคลนั้นได้เป็นกรรมการ กสทช. แล้ว ย่อมทำให้บทบัญญัติของมาตรา 20 วรรคสอง มีผลใช้บังคับได้จริง
ในระหว่างที่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด ผู้ดำรงตำแหน่งย่อมมีสิทธิสู้คดีเพื่อพิสูจน์ตนเองอย่างเต็มที่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การแสดง Spirit ด้วยการหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว ย่อมเป็นแนวทางที่สง่างามและเหมาะสมกว่า เพื่อธำรงไว้ซึ่งความศรัทธาของสังคม และหลีกเลี่ยงข้อครหาที่อาจกระทบต่อความสมบูรณ์ของการใช้อำนาจรัฐในนามขององค์กร
ท้ายที่สุด ไม่ว่าคดีนี้จะสิ้นสุดลงในทิศทางใด สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าผลแพ้ชนะของคู่กรณี คือการที่คดีนี้จะกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่ของกฎหมายมหาชนไทย” ว่า ความชอบธรรมของการใช้อำนาจรัฐ มิได้วัดกันเพียงแค่ผลลัพธ์ของการใช้อำนาจในปลายน้ำ แต่ต้องเริ่มต้นจาก “ความชอบธรรมของกระบวนการเข้าสู่อำนาจตั้งแต่ต้นน้ำ” ด้วย เพราะในรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย ความชอบธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งมิได้เริ่มต้นในวันที่ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง หากแต่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่คุณสมบัติและขั้นตอนการเข้าสู่ตำแหน่งนั้นถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายอย่างแท้จริงครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อดีตผู้พิพากษาฯ วิเคราะห์คดีประวัติศาสตร์ เมื่อชื่อ 'ป.ไท' ชนะคดีในศาลปกครองสูงสุด
ในมุมมองของนักกฎหมายฝ่ายปกครองและการทะเบียน ข้อห่วงใยเรื่องการนำสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายวรรคตอนที่ไม่มีเสียงอ่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อตัว ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องขบคิด
อดีตผู้พิพากษาฯ ชี้ปมสอบท้องถิ่น 5,924 รายชื่อ สะเทือนระบบคุณธรรมรัฐ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา วิเคราะห์ปม กสถ. ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ หลังพบคะแนนผิดปกติ 5,924 รายชื่อ ชี้เป็นบทท
นักวิชาการถอดรหัสลับมติ ก.ต.ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ถอดรหัสลับมติ ก.ต. “ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา” เพราะกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในการประสาทความยุติธรรม
นักวิชาการ สะท้อนข่าวดัง เงินโอน 51 ครั้ง เมื่อ 'ผลประโยชน์ทับซ้อน' คือจุดเริ่มต้นของการทุจริต
นักวิชาการอิสระ สะท้อนเงินโอน 51 ครั้ง กับคำถามที่ใหญ่กว่าคดี เมื่อผลประโยชน์ทับซ้อน คือจุดเริ่มต้นของการทุจริต
นักวิชาการสรุปอำนาจ 9 อรหันต์คณะผู้ไต่สวนอิสระ คดีสินบนทองคำ
นายวัส ติงสมิตร. นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า เปิดกฎหมาย: คดีสินบนทองคำหนัก 246 บาท เมื่อ "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" เริ่มทำงาน...จากนี้จะเกิดอะไรขึ้น?
จากคดีแอร์มีนา สู่บทพิสูจน์หลัก Wilful Blindness ศาลสูงออสเตรเลีย เมื่อการเลือกที่จะไม่รู้อาจไม่ใช่ข้อแก้ตัว
นักวิชาการอิสระ ชี้ในมุมของกฎหมายเปรียบเทียบ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้สังคมไทยได้รู้จักหลัก Wilful Blindness

