
'ณรงคเดช-อดีตประธานกม.เกษตรฯ จี้ 'กรมวิชาการเกษตร' ชี้แจงกรณีการจดทะเบียน 'ใบกะเพรา' มีแนวทางการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมพืชให้กลับคืนสู่สาธารณะอย่างไร ความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของพันธุ์พืชไปสู่พื้นที่ข้างเคียง ใครรับผิดชอบ การป้องกันการผูกขาดและการบังคับใช้สิทธิตามกฎหมาย
28 ต.ค.2569 - นายณรงเดช อุฬารกุล อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า
จากกรณีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของ “ใบกะเพรา” ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำพันธุ์พืชพื้นถิ่นมาพัฒนาต่อยอด โดยอาจมีการใช้ทรัพยากร งานวิจัย หรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ
เรื่องนี้ทำให้ผมมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับการบังคับใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ว่ากฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืช ควบคู่กับการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและการแบ่งปันผลประโยชน์นั้น ได้ถูกนำมาใช้อย่างสมดุลและเป็นธรรมเพียงใด
ผมไม่ได้ปฏิเสธสิทธิของนักวิจัยหรือผู้ปรับปรุงพันธุ์พืชที่จะได้รับผลตอบแทนจากผลงานของตนเอง เพราะการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชมีต้นทุนและความเสี่ยงที่ควรได้รับการตอบแทน
แต่ในกรณีที่นำทรัพยากรพันธุกรรมพืชซึ่งเป็นสมบัติร่วมของสังคม หรือใช้ทรัพยากรวิจัยของรัฐในการพัฒนาต่อยอด เราก็ควรตั้งคำถามด้วยว่า ประชาชนและเกษตรกรจะได้รับประโยชน์กลับคืนมาอย่างไร และรัฐจะป้องกันไม่ให้สิทธิในพันธุ์พืชกลายเป็นเครื่องมือจำกัดการแข่งขันได้อย่างไร
ผมจึงมีข้อหารือและข้อเสนอให้กรมวิชาการเกษตร โดยกองคุ้มครองพันธุ์พืช ชี้แจงใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
ประเด็นที่ 1 การแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมพืชให้กลับคืนสู่สาธารณะอย่างเป็นธรรม (มาตรา 16, 19 และ 52)
มาตรา 52 กำหนดให้การนำพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่ามาวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการค้าต้องได้รับอนุญาตและทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ โดยรายได้ตามข้อตกลงต้องส่งเข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช
นอกจากนี้ มาตรา 16 ยังเกี่ยวข้องกับความเป็นเจ้าของสิทธิในผลงานปรับปรุงพันธุ์ที่เกิดจากการจ้างงานและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนมาตรา 19 กำหนดให้คำขอจดทะเบียนต้องระบุที่มาของพันธุ์พืช สารพันธุกรรม และผู้มีส่วนร่วมในการปรับปรุงพันธุ์ รวมถึงข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ในกรณีที่กฎหมายกำหนด
แต่สิ่งที่ผมต้องการทราบคือ กรมวิชาการเกษตรมีแนวทางบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้ผลตอบแทนที่กลับคืนสู่สาธารณะสะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง
โดยมีข้อสงสัยดังนี้
1.1 วิธีการประเมินมูลค่าผลตอบแทน
ในการทำข้อตกลงตามมาตรา 52 กรมฯ ใช้อะไรเป็นฐานในการคำนวณผลตอบแทน ระหว่างมูลค่าการจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ เช่น เมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้า กับมูลค่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการใช้พันธุ์พืชนั้น
หากผู้ทรงสิทธิไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์แก่บุคคลทั่วไป แต่นำไปใช้ผลิตสินค้าในระบบธุรกิจของตนเอง กรมฯ จะประเมินและติดตามผลประโยชน์ที่ควรแบ่งปันคืนสู่สาธารณะอย่างไร
1.2 การป้องกันการจดทะเบียนเพื่อกีดกันการแข่งขัน
หากกำหนดผลตอบแทนคืนสู่สาธารณะไว้ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ผู้ทรงสิทธิได้รับ จะเปิดช่องให้เกิดการนำพันธุ์พืชพื้นเมืองไปปรับปรุงและจดทะเบียนเพื่อกักตุนสิทธิหรือกีดกันคู่แข่งทางการค้าหรือไม่
กรมฯ มีหลักเกณฑ์ประเมินเรื่องนี้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อผู้ขอสิทธิเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดสูง
1.3 ความโปร่งใสของข้อตกลงกับรัฐ
ข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ตามมาตรา 52 เป็นข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมพืชและประโยชน์ของสาธารณะ
กรมฯ จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ได้รับอนุญาต ที่มาของทรัพยากรพันธุกรรม อัตราผลตอบแทน และผลประโยชน์ที่รัฐได้รับอย่างไร โดยคำนึงถึงข้อจำกัดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย
รวมถึงกรณีการใช้ทรัพยากรวิจัยหรือบุคลากรของรัฐ กรมฯ ได้ตรวจสอบสถานะความเป็นเจ้าของสิทธิและข้อตกลงการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยอย่างไร
ประเด็นที่ 2 ความรับผิดชอบทางวิทยาศาสตร์และการคุ้มครองสิทธิเกษตรกร (มาตรา 13 และ 33)
การปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตร แต่ต้องพิจารณาความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของพันธุ์พืชไปสู่พื้นที่ข้างเคียง รวมถึงผลกระทบต่อเกษตรกรที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้พันธุ์พืชนั้นโดยตรง
มาตรา 13 กำหนดหลักการเกี่ยวกับพันธุ์พืชใหม่ที่อาจสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือสวัสดิภาพของประชาชน และกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับพันธุ์พืชที่ได้จากการตัดต่อสารพันธุกรรม
ขณะที่มาตรา 33 กำหนดขอบเขตสิทธิของผู้ทรงสิทธิในส่วนขยายพันธุ์ พร้อมทั้งมีข้อยกเว้นหลายกรณี เช่น การกระทำโดยสุจริต หรือการกระทำที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์
อย่างไรก็ตาม ผมยังมีข้อห่วงใยในทางปฏิบัติว่า
2.1 ใครควรรับผิดชอบต่อการหลุดรอดหรือปนเปื้อนของพันธุ์พืช
หากพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองมีการแพร่กระจายหรือผสมข้ามไปยังแปลงของเกษตรกรรายอื่นโดยไม่เจตนา ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง
มีมาตรการให้ผู้ทรงสิทธิหรือผู้ดำเนินการผลิตพันธุ์พืชรับผิดชอบในการควบคุมและป้องกันผลกระทบดังกล่าวหรือไม่
และจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เกษตรกรรายย่อยต้องแบกรับต้นทุนการตรวจพิสูจน์หรือความเสียหายที่ไม่ได้เป็นผู้ก่ออย่างไร
2.2 การคุ้มครองเกษตรกรจากข้อพิพาทเรื่องสิทธิ
แม้มาตรา 33 จะมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับการกระทำโดยสุจริต แต่หากเกษตรกรถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิจากพันธุ์พืชที่หลุดรอดเข้ามาในแปลงของตนเอง กรมฯ มีแนวทางพิจารณาและคุ้มครองเกษตรกรอย่างไร
รวมถึงจะมีหลักเกณฑ์แยกแยะระหว่างการนำส่วนขยายพันธุ์ไปใช้โดยเจตนากับการปนเปื้อนตามธรรมชาติอย่างไร เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเสียเปรียบในกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าพันธุ์พืชใหม่ทุกชนิดเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรมหรือมีความเสี่ยงเหมือนกันทั้งหมด แต่เป็นคำถามถึงมาตรฐานความรับผิดชอบเมื่อเกิดผลกระทบขึ้นจริง
ประเด็นที่ 3 การป้องกันการผูกขาดและการบังคับใช้สิทธิตามกฎหมาย (มาตรา 36 และ 37)
ในกรณีที่บริษัทผู้ทรงสิทธินำเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ไปจำหน่ายเฉพาะเกษตรกรคู่สัญญา โดยกำหนดให้เกษตรกรต้องส่งผลผลิตคืนบริษัทเท่านั้น และไม่เปิดจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์แก่เกษตรกรทั่วไป
รูปแบบดังกล่าวอาจทำให้บริษัทสามารถควบคุมทั้งการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์และช่องทางจำหน่ายผลผลิต และอาจก่อให้เกิดข้อจำกัดการแข่งขัน หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม
มาตรา 36 ให้อำนาจรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช ออกมาตรการเพื่อป้องกันการผูกขาดทางการค้าหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ขณะที่มาตรา 37 เปิดให้บุคคลอื่นยื่นคำขอใช้สิทธิได้เมื่อพ้น 3 ปีนับแต่วันจดทะเบียน หากไม่มีการจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ มีการจำหน่ายไม่เพียงพอต่อความต้องการ หรือขายในราคาสูงเกินควร ทั้งนี้ ภายใต้ข้อยกเว้นและกระบวนการตามกฎหมาย
แต่ยังมีประเด็นที่ต้องการคำอธิบายจากกรมฯ ดังนี้
3.1 การใช้มาตรา 37 กรณีจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เฉพาะเกษตรกรคู่สัญญา
หากผู้ทรงสิทธิจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์เฉพาะเกษตรกรที่ทำสัญญาส่งผลผลิตคืนบริษัท โดยไม่จำหน่ายแก่เกษตรกรทั่วไป
กรมฯ จะถือว่าการดำเนินการดังกล่าวเข้าลักษณะไม่มีการขายส่วนขยายพันธุ์ หรือมีการขายไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ตามมาตรา 37 หรือไม่
โดยเฉพาะกรณีที่มีเมล็ดพันธุ์เพียงพอในเชิงปริมาณ แต่เกษตรกรทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะไม่ได้เป็นคู่สัญญากับบริษัท
กรมฯ จะใช้หลักเกณฑ์ใดตัดสินว่าเป็นการจำกัดการเข้าถึงพันธุ์พืชอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่
3.2 เกณฑ์การพิจารณาว่าราคาสูงเกินควร
หากผู้ทรงสิทธิกำหนดราคาส่วนขยายพันธุ์ไว้สูง หรือกำหนดเงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนสูงขึ้น กรมฯ มีหลักเกณฑ์เชิงปริมาณหรือวิธีประเมินอย่างไรว่าเข้าข่ายการขายในราคาสูงเกินควรตามมาตรา 37
มีการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิต ราคาตลาด และความสามารถในการเข้าถึงของเกษตรกรหรือไม่
3.3 การกำหนดค่าตอบแทนตามสมควร
แม้กฎกระทรวง พ.ศ. 2550 จะกำหนดให้พิจารณาประโยชน์ได้เสียของผู้ทรงสิทธิและผู้ขอใช้สิทธิประกอบกัน แต่ยังมีข้อสงสัยว่า
กรมฯ มีแนวทางเชิงตัวเลขในการประเมินค่าตอบแทนตามสมควรหรือไม่ ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการพิจารณา และมีการเปิดเผยเหตุผลประกอบการกำหนดค่าตอบแทนอย่างไร
เพื่อไม่ให้ค่าตอบแทนที่กำหนดสูงจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการขอใช้สิทธิของเกษตรกร สหกรณ์ หรือนักปรับปรุงพันธุ์รายอื่น
3.4 การบังคับใช้มาตรา 36 และ 37 ที่ผ่านมา
นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ กรมฯ เคยได้รับคำขอใช้สิทธิตามมาตรา 37 จำนวนกี่ราย อนุญาตกี่ราย ไม่อนุญาตกี่ราย และมีเหตุผลในการวินิจฉัยอย่างไร
รวมถึงเคยมีกรณีเสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 36 เพื่อป้องกันการผูกขาดทางการค้าหรือไม่
หากยังไม่เคยมีการใช้กลไกดังกล่าว เป็นเพราะไม่เคยมีกรณีเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย หรือเป็นเพราะขั้นตอนและภาระการพิสูจน์ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงกลไกนี้ได้จริง
ข้อเสนอถึงกรมวิชาการเกษตร
ผมเห็นว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชควรทำหน้าที่ทั้งส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม คุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ และรักษาประโยชน์สาธารณะไปพร้อมกัน
จึงขอให้กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยแนวทางการพิจารณาและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ การใช้ทรัพยากรวิจัยของรัฐ ความรับผิดเมื่อเกิดผลกระทบต่อเกษตรกร และการป้องกันการผูกขาด
เพราะการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ไม่ควรหมายถึงการมอบสิทธิทางเศรษฐกิจให้ผู้จดทะเบียนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องคุ้มครองสิทธิของเกษตรกร การแข่งขันที่เป็นธรรม และประโยชน์ของประชาชนด้วย
เมื่อทรัพยากรพันธุกรรมพืชพื้นเมืองเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรที่สังคมมีร่วมกัน การพัฒนาพันธุ์ใหม่จากทรัพยากรเหล่านั้นก็ควรมีกลไกให้ประโยชน์กลับคืนสู่สาธารณะอย่างเป็นธรรมและตรวจสอบได้
โดย ณรงเดช อุฬารกุล
พรรคประชาชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘รมว.สุริยะ’ อยู่ไม่ไหวสั่งกรมวิชาการเกษตรตรวจสอบจดคุ้มครองกะเพรา
‘รมว.สุริยะ’ สั่งกรมวิชาการเกษตร ตรวจสอบความถูกต้อง จดคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ ไม่ให้กระทบเกษตรกรแน่นอน
น้าแอ๊ดถาม เอไอตอบ ปมกะเพรา ซีพี ‘พี่น้อง’ อย่ากังวลเกินไป
นายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว นักร้องเพลงเพื่อชีวิตคนดังของไทย โพสต์เฟซบุ๊ก Add Bao อย่างที่ผมบอกในยุคโซเชียลมีเดียนั้นอย่าเพิ่งเชื่ออะไรง่ายๆ
จวก‘รมว.พณ.’ไร้นํ้ายา แนะปลูกกล้วยแทนข้าว
ดรามากระทู้ถามสด มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ฝ่ายค้านถามเรื่องแก้ปัญหาราคาข้าว
“กรมวิชาการเกษตร” เปิดตัว “AI Chatbot” ตัวช่วยอัจฉริยะ พลิกโฉมการเกษตรไทย ให้เข้าถึงข้อมูลความรู้งานวิจัย ทุเรียน-มันสำปะหลัง หนุนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่าแสนล้านบาทต่อปี ต่อชนิด
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดงาน “ก้าวสู่อนาคตเกษตรกรรมไทย ผ่านงานวิจัยด้วย AI Chatbot”
ทิ้งเมืองหลวง ศึกษาเพาะเห็ดขายครบวงจร รายได้ดีจนตั้งตัวได้
สองผัวเมียทิ้งเหมืองหลวง กลับอีสานลงแรงศึกษาวิธีเพาะเห็ด จนเปิดโรงเห็ดครบวงจรส่งขายทั่วอีสาน สร้างรายได้จนตั้งตัวได้
'บิ๊กตู่' หนุนเต็มที่ประกวดสุดยอดกาแฟไทยปี 2566
นายกฯ ส่งเสริมประกวดสุดยอดกาแฟไทยปี 2566 คัดสรรสุดยอดกาแฟ Arabica และ Robusta ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และร่วมงานเทศกาลสินค้าเกษตรรัสเซีย และเยอรมนี

