28 ต.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เปิดคู่มือคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่: เจาะลึกเกณฑ์ 4 ประการ และอายุการคุ้มครองตามกฎหมายไทย” ระบุว่า ในกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่ดีกว่าเดิม การได้รับสิทธิคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ถือเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสิทธิทางปัญญาของนักปรับปรุงพันธุ์ (Breeder) ไม่ให้ถูกลอกเลียนแบบหรือนำไปแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต
บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงหลักเกณฑ์สำคัญ 4 ประการ ที่พันธุ์พืชใหม่ต้องผ่านการตรวจสอบ รวมถึงอายุการคุ้มครอง 3 ระดับ ตามประเภทของพืชอย่างละเอียดครับ
4 เกณฑ์สำคัญในการพิจารณาจดทะเบียน "พันธุ์พืชใหม่"
ก่อนที่พืชสายพันธุ์ใหม่จะได้รับการจดทะเบียนรับรอง จะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติทางพฤกษศาสตร์และกฎหมายอย่างเข้มงวด 4 ข้อ ดังนี้ครับ:
1) ความใหม่ (Novelty)
หลักเกณฑ์: พันธุ์พืชนั้นต้อง ยังไม่เคยถูกนำไปจำหน่าย หรือขยายพันธุ์เพื่อการค้าในประเทศไทยเกิน 1 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ
ข้อสังเกต: หากเป็นพันธุ์พืชจากต่างประเทศ จะมีกรอบระยะเวลาการจำหน่ายในต่างประเทศก่อนยื่นคำขอไม่เกิน 4 ปี (สำหรับพืชทั่วไป) หรือไม่เกิน 6 ปี (สำหรับไม้ยืนต้นและไม้เถา) ถ้าเกินกำหนดนี้จะถือว่าขาดความใหม่ทันที
2) ความแตกต่าง (Distinctness)
หลักเกณฑ์: พันธุ์พืชใหม่ต้องมีลักษณะทางสัณฐานวิทยา หรือลักษณะเด่นชัดที่ แตกต่างไปจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิมในตลาดอย่างชัดเจน
ข้อสังเกต: ความแตกต่างนี้ต้องเป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่พิสูจน์และวัดผลได้ทางวิทยาศาสตร์ (เช่น สีของดอก รูปทรงของผล ลักษณะของใบ) ผ่านกระบวนการปลูกทดสอบร่วมกับพันธุ์เปรียบเทียบในแปลงเดียวกัน โดยกฎหมายไม่ได้กำหนดตัวเลขเปอร์เซ็นต์ความต่างตายตัว แต่เน้นความเด่นชัดที่สังเกตได้จริง
3) ความสม่ำเสมอ (Uniformity)
หลักเกณฑ์: ลักษณะประจำพันธุ์ของพืชใหม่ ต้องแสดงออกเหมือนกันทุกต้นเมื่อปลูกในสภาพแวดล้อมและปัจจัยเดียวกัน
ข้อสังเกต: เพื่อพิสูจน์ว่าลักษณะเด่นที่ได้นั้นนิ่งแล้ว ไม่ใช่ความแปรผันแบบสุ่ม โดยในการทดสอบจะมีเกณฑ์ทางสถิติควบคุมปริมาณต้นที่ผิดเพี้ยนไปจากลักษณะประจำพันธุ์ (Off-types) ให้ไม่เกินอัตราที่มาตรฐานกำหนดไว้
4) ความคงตัว (Stability)
หลักเกณฑ์: เมื่อนำพันธุ์พืชนั้นไปขยายพันธุ์ต่อในรุ่นต่อๆ ไป ยังคงรักษาลักษณะเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่แปรผันหรือถดถอยกลับไปเป็นพันธุ์ดั้งเดิม
ข้อสังเกต: สร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรและผู้ซื้อว่า ผลผลิตในรุ่นลูกและรุ่นหลานจะมีคุณภาพและคุณลักษณะตรงตามสายพันธุ์ที่จดทะเบียนไว้ทุกประการ
เกณฑ์เสริมสำหรับพืชตัดต่อสารพันธุกรรม (GMOs): พันธุ์พืชใหม่ที่ได้จากการตัดต่อสารพันธุกรรม จะสามารถจดทะเบียนได้ก็ต่อเมื่อ ผ่านการประเมินผลกระทบทางด้านความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือสวัสดิภาพของประชาชน เรียบร้อยแล้วเท่านั้น
อายุหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ (3 ระดับ)
เมื่อพันธุ์พืชผ่านการตรวจสอบครบถ้วนและได้รับการจดทะเบียนแล้ว กฎหมาย (มาตรา 31) ได้กำหนด "อายุการคุ้มครอง" ไว้ 3 ระดับตามประเภทพืชและระยะเวลาในการให้ผลผลิต โดยให้นับตั้งแต่วันที่นายทะเบียนออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียน มีรายละเอียดดังนี้ครับ:
1.อายุคุ้มครอง 12 ปี (พืชล้มลุก / พืชอายุสั้น / ให้ผลผลิตเร็ว)
ลักษณะ: เป็นพืชที่ให้ผลผลิตตามลักษณะประจำพันธุ์ได้หลังจากปลูกจากส่วนขยายพันธุ์ในเวลา ไม่เกิน 2 ปี
ตัวอย่างพืช: ข้าว, ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, พริก, มะเขือ, แตงโม, กะเพราหรือกล้วยไม้
เหตุผล: พืชกลุ่มนี้ใช้เวลาวิจัยและเก็บเกี่ยวเร็ว สามารถคืนทุนในทางธุรกิจได้ไว จึงกำหนดอายุคุ้มครองไว้ที่ 12 ปี
2. อายุคุ้มครอง 17 ปี (ไม้ผลยืนต้น / พืชอายุยาว)
ลักษณะ: เป็นพืชที่ให้ผลผลิตตามลักษณะประจำพันธุ์ได้หลังจากปลูกจากส่วนขยายพันธุ์ในเวลา เกินกว่า 2 ปีขึ้นไป
ตัวอย่างพืช: ทุเรียน, มะม่วง, มังคุด, ส้ม, ลำไย, เงาะ, หรือยางพารา
เหตุผล: นักปรับปรุงพันธุ์และเกษตรกรต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะได้ผลผลิตออกสู่ตลาด จึงจำเป็นต้องได้รับระยะเวลาคุ้มครองที่ยาวนานขึ้นเพื่อความคุ้มค่าในการลงทุน
3. อายุคุ้มครอง 27 ปี (พืชที่ใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้)
ลักษณะ: เป็นไม้เศรษฐกิจและไม้ป่าที่ มุ่งเน้นใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ และต้องใช้เวลาเติบโตหลังจากปลูก เกินกว่า 2 ปีขึ้นไป
ตัวอย่างพืช: ไม้สัก, ไม้ยูคาลิปตัส, ไม้พะยูง, ไม้ยางนา, หรือไม้กฤษณา
เหตุผล: การพัฒนาสายพันธุ์และการปลูกไม้ป่าเพื่อตัดเนื้อไม้ต้องใช้ระยะเวลารอคอยยาวนานที่สุด กฎหมายจึงให้สิทธิคุ้มครองยาวนานถึง 27 ปี เพื่อจูงใจให้เกิดการพัฒนาพันธุ์ไม้เศรษฐกิจที่ดีขึ้น
4.คุ้มครองอะไรและข้อยกเว้นการคุ้มครอง (มาตรา 33)
• ขอบเขตสิทธิคุ้มครองเฉพาะ "ส่วนขยายพันธุ์": ผู้ทรงสิทธิมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต ขาย จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือครอบครองเฉพาะ ส่วนขยายพันธุ์ (เช่น เมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า) ของพันธุ์พืชใหม่ที่จดทะเบียนเท่านั้น (“ส่วนขยายพันธุ์” หมายความว่า พืชหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพืชที่สามารถทำให้เกิดพืชต้นใหม่ได้โดยวิธีปกติทางเกษตรกรรม)
• คุ้มครองเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ที่ได้จดทะเบียน: สิทธินี้ครอบคลุมเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นใหม่ ไม่ได้ครอบคลุมถึงพันธุ์ดั้งเดิมหรือพื้นบ้านที่มีอยู่ในประเทศไทย
• ข้อยกเว้นการคุ้มครอง:
มาตรา 33 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ได้กำหนด "ข้อยกเว้นสิทธิแต่เพียงผู้เดียว" ของผู้ทรงสิทธิไว้ เพื่อไม่ให้สิทธิผูกขาดเฉพาะส่วนขยายพันธุ์ (เมล็ดพันธุ์/ต้นกล้า) ของพันธุ์ใหม่ กลายเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา วิจัย การใช้ประโยชน์โดยสุจริต และวิถีชีวิตของเกษตรกร รวม 6 ประการ ดังนี้:
(1) การใช้พันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง โดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายพันธุ์: เป็นการนำพันธุ์พืชหรือผลผลิตจากพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปขยายพันธุ์ เช่น การนำผลผลิตไปบริโภคหรือแปรรูปเป็นอาหาร
(2) การศึกษา ค้นคว้า ทดลอง หรือวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง เพื่อปรับปรุงพันธุ์หรือพัฒนาพันธุ์พืช: นักวิจัย มหาวิทยาลัย และเกษตรกร สามารถนำพันธุ์พืชใหม่ไปศึกษา ค้นคว้า ทดลอง หรือใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์ต่อได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ทรงสิทธิ
(3) การกระทำเกี่ยวกับพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองซึ่งกระทำโดยสุจริต: บุคคลภายนอก เกษตรกร ร้านค้า หรือผู้ซื้อ ที่ได้ตัด นำเข้า จำหน่าย หรือใช้ประโยชน์จากส่วนขยายพันธุ์ โดยไม่รู้และไม่มีเหตุอันควรรู้ว่าส่วนขยายพันธุ์นั้นเป็นพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการคุ้มครอง จะได้รับการคุ้มครองไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย
(4) การเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์สำหรับพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองโดยเกษตรกรด้วยการใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองเป็นผู้ผลิต (Farmers' Rights): เกษตรกรสามารถเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองเป็นผู้ผลิตได้ ไว้เพาะปลูกหรือขยายพันธุ์ต่อในแปลงของตนเองในฤดูกาลถัดไปได้ตามวิถีเกษตร (เว้นแต่พันธุ์พืชนั้นจะได้รับการประกาศเป็นพันธุ์พืชที่ควรส่งเสริมการปรับปรุงพันธุ์ตามเงื่อนไขของกฎหมาย จะเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์ได้ไม่เกิน 3 เท่าของปริมาณที่ได้มา)
(5) การกระทำเกี่ยวกับพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง โดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า: การเพาะปลูกเพื่อใช้บริโภคเองในครัวเรือน หรือการปลูกเป็นผักสวนครัวหลังบ้าน สามารถทำได้อย่างอิสระโดยไม่มีความผิด
(6) หลักการสิ้นสิทธิเมื่อมีการจำหน่ายโดยชอบ (Exhaustion of Rights): เมื่อมีการขายหรือจำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้เพื่อกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าว ซึ่งส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองซึ่งถูกนำออกจำหน่าย โดยผู้ทรงสิทธิหรือด้วยความยินยอมของผู้ทรงสิทธิ ผู้ทรงสิทธิจะอ้างสิทธิเพื่อห้ามการขาย จำหน่าย หรือนำเข้า–ส่งออกส่วนขยายพันธุ์ถุงนั้นซ้ำอีกไม่ได้
บทสรุปส่งท้าย
การให้สิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามกฎหมายไทย ถือเป็นการสร้างสมดุลที่ยอดเยี่ยมระหว่าง "การคุ้มครองสิทธิและตอบแทนผู้คิดค้นปรับปรุงพันธุ์" ให้มีแรงจูงใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเกษตรใหม่ๆ กับ "ประโยชน์สาธารณะ" เมื่อครบกำหนดอายุการคุ้มครอง สายพันธุ์พืชนั้นจะตกเป็นสมบัติของสาธารณะชน (Public Domain) ให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปใช้ประโยชน์และขยายพันธุ์ต่อได้อย่างเสรีต่อไปครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'วัส ติงสมิตร' ถอดรหัส 'กะเพราแก้วจุรี' บทเรียนสำคัญ การพัฒนางานวิจัยสู่สิทธิเกษตรกร
วัส ยกกรณีกะเพราแก้วจุรี บทเรียนครั้งสำคัญสังคมไทย สะท้อนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นสิ่งจำเป็น
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสชี้ช่อง 5 คนดังเอาคืนนิติสงครามเต็มรูปแบบ!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
'วัส' เจาะปมร้อน! ปมทรัพย์สิน 'ไท่หยาง ซาง-ไอเดียร์'
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโส วิเคราะห์ 'ทักษิณ' ดิ้นสู้คดีภาษีหุ้นชินฯ หนีถูกตราหน้า 'บุคคลล้มละลาย'
วัส ติงสมิตร วิเคราะห์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้าน จากคำพิพากษาศาลฎีกา สู่ชนวนฟ้องล้มละลาย ‘ทักษิณ ชินวัตร’
'อดีตผู้พิพากษาฯ' ชี้ 'ก่อแก้ว' กล่าวหาผู้อื่นจิตใจต่ำกว่ามนุษย์ ข้ามเส้นติชมโดยสุจริต สู่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
วัส ติงสมิตร ชี้ 'ก่อแก้ว' โพสต์กล่าวหาผู้อื่นว่า 'มีจิตใจต่ำกว่ามนุษย์' ถือเป็นการข้ามเส้นการติชมโดยสุจริต
อดีตผู้พิพากษาฟันธง! คำขอนิรโทษกรรมของทักษิณไม่อยู่ในขอบเขตได้รับสิทธิ!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

