
'อ.กมล' เตือน UPOV 1991 เพิ่มความเสี่ยง หากการกระจุกตัวของเมล็ดพันธุ์เกิดพร้อมกับการสูญเสียพันธุ์พืชท้องถิ่น การผูกขาดตลาด ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาหาร อาจเพิ่มความเปราะบางของระบบอาหารจนเกิดวิกฤตรุนแรงได้ แนะไทยต้องไม่เข้าร่วมแบบอินเดีย
28 ต.ค.2569- นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความเรื่อง การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ และสายพันธุ์ของทุนเกษตรอุตสาหกรรม กับความเสี่ยงต่อวิกฤตอาหารและทุพภิกขภัยของมนุษยชาติ กรณีกะเพรา มีเนื้อหาดังนี้
UPOV 1991 มีโครงสร้างที่เอื้อต่อธุรกิจเมล็ดพันธุ์และผู้ถือสิทธิในพันธุ์พืชจริง โดยเฉพาะบริษัทที่มีเงินทุน วิจัย และระบบกฎหมายเข้มแข็ง แต่ไม่ได้หมายความว่าสิทธิทั้งหมดถูกสงวนไว้ให้บริษัทข้ามชาติเท่านั้น
ยังเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ลึกกว่าเรื่องสิทธิในการใช้เมล็ดพันธุ์ และสายพันธุ์นั่นคือ ใครจะเป็นผู้ควบคุมฐานทรัพยากรพันธุกรรมที่มนุษย์ต้องพึ่งพาเพื่อผลิตอาหารในอีก 50–100 ปีข้างหน้า
ความหลากหลายทางพันธุกรรมที่ลดลงเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงอาหารระยะยาวอย่างมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อเกิดโรคพืชชนิดใหม่ ภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ
UPOV ไม่ได้ทำให้เกิดทุพภิกขภัย (Famine) โดยตรงหรืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เพิ่มความเสี่ยง หากการกระจุกตัวของเมล็ดพันธุ์เกิดพร้อมกับการสูญเสียพันธุ์พืชท้องถิ่น การผูกขาดตลาด การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาหาร ก็อาจเพิ่มความเปราะบางของระบบอาหารจนเกิดวิกฤตรุนแรงได้
ประเด็นสำคัญ คือ มนุษย์จะยังมีความหลากหลายทางพันธุกรรม ความรู้ และอิสระมากพอที่จะผลิตอาหารได้ต่อไปหรือไม่
ในกรณี UPOV 1991 ให้อำนาจแก่ทุนเกษตรอุตสาหกรรมอย่างไร
UPOV เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยฉบับแก้ไขปี 1991 ให้สิทธิแก่ผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช (Plant Breeders' Rights) ในการควบคุมการขยายพันธุ์และการจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ UPOV ไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์เหนือพืชทุกชนิดในธรรมชาติ แต่ให้สิทธิเฉพาะพันธุ์ที่ผ่านเกณฑ์การคุ้มครองตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม UPOV 1991 เปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างเจ้าของสิทธิกับเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง UPOV 1978 กับ 1991 คือ ฉบับปี 1991 ทำให้การเก็บเมล็ดพันธุ์คุ้มครองไว้ปลูกซ้ำภายใต้ข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกรกลายเป็นเรื่องที่แต่ละประเทศเลือกอนุญาตภายในขอบเขตจำกัด แทนที่จะเป็นเสรีภาพที่กว้างกว่าเดิม
ทำไมโครงสร้างเช่นนี้จึงเอื้อบริษัทขนาดใหญ่
เมื่อเมล็ดพันธุ์กลายเป็นสินทรัพย์ทางทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ประกอบการที่มีความสามารถในการจดทะเบียน วิจัย บังคับใช้สิทธิ และจำหน่ายพันธุ์พืชในหลายประเทศ ย่อมมีข้อได้เปรียบเหนือเกษตรกรรายย่อยและผู้ปรับปรุงพันธุ์รายเล็ก
เมื่อพันธุ์พืชธรรมชาติถูกแทนที่ โลกจะเผชิญอะไร
อย่ามองข้ามระยะยาว
พันธุ์พืชพื้นเมืองไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะผลผลิตในปัจจุบัน แต่ยังเป็นแหล่งสะสมลักษณะทางพันธุกรรมที่อาจจำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษย์ในอนาคต เช่น ความทนแล้ง ทนน้ำท่วม ทนดินเค็ม และความต้านทานโรค
รายงาน The State of the World's Biodiversity for Food and Agriculture ของ FAO ปี 2019 ยืนยันว่าความหลากหลายทางชีวภาพในระบบเกษตรมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงอาหารและความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม
กลไกที่ทำให้ระบบอาหารเปราะบางขึ้น
พันธุ์พืชเชิงพาณิชย์จำนวนน้อยครองพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมากทำให้พันธุ์พื้นเมืองและฐานพันธุกรรมในไร่นาลดลง
ความเสี่ยงร่วมต่อโรคพืช ภัยแล้ง และอุณหภูมิสูงเพิ่มขึ้น
ผลผลิตอาจเสียหายพร้อมกันในหลายพื้นที่
ราคาอาหารพุ่งและเกิดวิกฤตการเข้าถึงอาหาร
หากเกิดร่วมกับความยากจน สงคราม และการขาดกลไกรองรับ อาจลุกลามเป็นทุพภิกขภัย
นี่คือ เป็นแผนภาพความเสี่ยงเชิงเหตุและผล ไม่ใช่คำทำนายว่าการเข้าร่วม UPOV จะทำให้เกิดทุพภิกขภัยอย่างแน่นอน
ที่สำคัญ การสูญเสียความหลากหลายมีสองระดับซึ่งต้องแยกกัน คือ
ความหลากหลายในแปลงเกษตรลดลง แม้พันธุ์พื้นเมืองยังอยู่ในธนาคารเมล็ดพันธุ์หรือพื้นที่อื่น
ความหลากหลายทางพันธุกรรมสูญหายจริง เมื่อพันธุ์ท้องถิ่นเลิกถูกปลูกต่อเนื่องจนสูญพันธุ์หรือไม่สามารถฟื้นฟูได้
ระดับที่สองร้ายแรงกว่า เพราะอาจทำให้มนุษย์สูญเสียทางเลือกสำหรับการปรับปรุงพันธุ์พืชในอนาคตอย่างถาวร
UPOV ไม่ได้บังคับให้ถอนพันธุ์พื้นเมืองออกจากพื้นที่เกษตรโดยตรง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐต่อเกษตร ระบบตลาด การให้สินเชื่อ การวิจัย และการตัดสินใจของเกษตรกร ซึ่งมีน้อยลง และควรได้รับการส่งเสริมคุ้มครองด้วยเช่นกัน
มิใช่มีแต่บทลงโทษเพื่อเอื้อบริษัทเกษตรอุตสาหกรรมใหญที่ผูกขาดตลาด
ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุด ไทยต้องไม่เข้าร่วมรับรอง UPOV 1991 แบบอินเดียทำมาก่อน
#ไม่เอาUPOV1991
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'นักวิชาการ' จี้รัฐยกเลิกนโยบายจัญไร นำเข้าขยะพิษ น้ำท่วมสารเคมีซึมลงแหล่งน้ำ ตายผ่อนส่ง
'กมล' จวกยับ นโยบายจัญไร ประเทศไทยมีบริษัทธุรกิจขยะที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติร่วมลงทุนรวม 2,863 ราย ยังไม่รวมบริษัทเถื่อนและการลักลอบทิ้งทั่วไป เผยน้ำท่วม สารเคมีจะซึมลงสู่ดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ ปนเปื้อนไปทั่วพื้นที่ คนไทยกำลังตายผ่อนส่งเพราะรัฐล้มเหลว จี้รัฐบาลสั่งปิดโรงงานกำจัดขยะพิษและการนำเข้าขยะพิษทั้งหมด
'นักวิชาการ' กังขา วิกฤตขยะพิษและกากอุตสาหกรรม โทษใครดี จำเลยมีเยอะ
นายนกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความ เรื่อง วิกฤติขยะพิษและกากอุตสาหกรรม โทษใครดี? จำเลยมีเยอะ มีเนื้อหาดังนี้
'อ.กมล' ชำแหละ 'แลนด์บริดจ์' พาชาติหายนะ เสนอทางเลือกอื่นที่ดีกว่า และยั่งยืนกว่า
นายกมล กมลตระกูล นักวิขาการอิสระ เผยแพร่บทความ เรื่อง แลนด์บริดจ์พาชาติหายนะและทางเลือกอื่น มีเนื้อหาดังนี้ รัฐต้องฟังเสียงประชาชน โดยเฉพาะคนในท้องที่หลายสิบจังหวัดที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง
'ทรัมป์' ชม 'สี จิ้นผิง' กับบทเรียนจีนแก้ไขปัญหาความยากจนของคนในชาติได้สำเร็จ
นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์บทความเรื่อง บทเรียนจีนแก้ไขปัญหาความยากจนของคนในชาติได้สำเร็จ มีเนื้อหาดังนี้ อะไรที่ดี ทำยาก ไม่ได้ประโยชน์เข้าตัว นักการเมืองไทย รัฐบาลไทยไม่ทำหรอกครับ เพราะไม่ใช่รสนิยมของเขา
เปิดรายงานศึกษา สศช.-จุฬาฯ ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจาก 'แลนด์บริดจ์'
นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความ เรื่อง ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจากแลนด์บริดจ์ มีเนื้อหาดังนี้
'นักวิชาการ' ยกตัวอย่างมาตรการรัฐบาลสิงคโปร์ ช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤต
นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อตวามผ่านเฟซบุ๊กว่า ตัวอย่าง รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน เช่น สิงค์โปร์ รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนในยามเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง

