แฟ้มภาพ
9 ส.ค.2565 - นาย ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยมีรายละเอียดดังนี้
รอแยลลิสต์ที่ฉลาดหลักแหลมจะไม่ตั้งคำถามสำรวจความเห็นแบบนี้
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม จุลเจิม ยุคล ได้โพสในเพจของตนเอง มีภาพประกอบ 3 ภาพ ตั้งคำถามว่า
Democracy หรือ Monarchy
Monarchy !!! ประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ
Democracy !!! ประชาธิปไตยที่สามัญชนเป็นประมุขของประเทศ
พร้อมกับตั้งคำถามว่า “ประชาชนเลือกเอาเอง อย่างที่ 1 หรือ 2 ในฐานะเจ้าของประเทศครับ”
การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นคำถามเรื่องรูปแบบรัฐ รูปแบบประมุขของรัฐ เป็นเรื่องปกติในหลายประเทศ ดังที่เราเห็นในสหราชอาณาจักร และในหลายประเทศในยุโรปที่มีกษัตริย์เป็นประมุข
รัฐธรรมนูญบางประเทศไปไกลยิ่งกว่าการทำโพล มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการจัดออกเสียงประชามติในการเปลี่ยนรูปของรัฐแบบราชอาณาจักรที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ไปเป็นสาธารณรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขได้ เช่น สเปน และลิคเตนสไตน์
แต่การออกเสียงประชามติในประเด็นดังกล่าว จำต้องผ่านด่านหลายขั้นตอน และใช้เสียงค่อนข้างมาก
หากราชอาณาจักรไทย เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การตั้งคำถามสำรวจความเห็นประชาชนในเรื่องรูปแบบประมุขของรัฐ ย่อมทำได้อย่างเสรี บุคคลหรือคณะบุคคลผู้สำรวจความเห็นย่อมไม่มีความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีในความผิดตาม ป อาญา มาตรา 112 มาตรา 113 มาตรา 116 หรือกฎหมายอื่นใด
เช่นเดียวกัน ประชาชนผู้แสดงความเห็น ย่อมใช้เสรีภาพในการแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ทั้งสองฝ่ายสามารถรณรงค์ให้ประชาชนเห็นถึงข้อดี/ข้อเสีย โน้มน้าวให้สนับสนุนฝ่ายตนได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวต่อการข่มขู่คุกคาม การกดดัน หรือคดีความใดๆ
แต่สภาพสังคมไทย ณ เวลานี้ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ฝ่ายที่ต้องการเลือกแบบหนึ่ง ไม่สามารถรณรงค์ได้
แต่อีกฝ่ายที่ต้องการเลือกอีกแบบ สามารถทำได้อย่างเต็มที่
อย่าว่าแต่ไปถึงการณรงค์ในคำถามเรื่องรูปแบบประมุขของรัฐเลย เพียงแค่เยาวชนตั้งคำถามเรื่องขบวนเสด็จ เรื่องงบประมาณสถาบันกษัตริย์ หรือมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบ้นกษัตริย์ ยังถูกดำเนินดคีตาม ป อาญา มาตรา 112 และถูกจับกุมคุมข้งหลายเดือนทั้งๆที่ยังไม่มีคำพิพากษา
แม้เสรีภาพในการเลือกและรณรงค์ของสองฝ่ายจะไม่เท่าเทียมกัน แต่ถึงกระนั้น ตามรายงานข่าวของสำนักข่าวประชาไท พบว่าผลการสำรวจในเพจของจุลเจิมนั้น มีคนกดไลค์สนับสนุน Democracy มากกว่า Monarchy อยู่ดี
เมื่อผลสำรวจออกมาเช่นนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถีงความเขลาในการตั้งคำถามสำรวจความเห็น
หากต้องการปกปักรักษาสถาบันกษัตริย์ในยุคสมัยใหม่เช่นปัจจุบัน ต้องไม่ตั้งคำถามแบบนี้
คำถามแบบนี้ ในยุคสมัยใหม่เช่นนี้ มักเกิดจากฝ่ายที่ต้องการยกเลิกสถาบันกษัตริย์มากกว่า
หากรอแยลลิสต์ที่เฉลียวฉลาดแบบพระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมขุนชัยนาทนเรนทร หรือมาถึงคึกฤทธิ์ ปราโมช มาเห็นโพสสำรวจความเห็นแบบนี้เข้า คงต้องบริภาษคนตั้งคำถามว่า “ทะลึ่ง” หรือ “ไม่รู้กาลเทศะ”
เพราะอะไร?
ก็เพราะว่า ในโลกปัจจุบัน Monarchy ที่ยืนยันให้คนเพียงคนเดียวที่สืบทอดทางสายโลหิตได้ครองอำนาจสูงสุดนั้น ไปกันไม่ได้กับยุคสมัย
ในยุคสมัยใหม่ ยุคศตวรรษที่ 21 ไม่มีคนใด ตระกูลใด มีสิทธิธรรมในการปกครอง ใช้อำนาจสาธารณะ ใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยอ้างความชอบธรรมจากสายโลหิต ต้นตระกูล หรือการเป็นลูก หลาน พี่ น้อง ของใครได้
ในยุคสมัยใหม่ ยุคศตวรรษที่ 21 เสรีภาพ เสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นแก่นสาระสำคัญที่มนุษย์ยึดถือร่วมกัน สถาบันที่ใช้อำนาจสาธารณะทั้งหลายจะดำรงอยู่ได้ จำเป็นต้องยึดถือคุณค่าเหล่านี้
ในขณะที่สถาบันกษัตริย์มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ผูกโยงกับเรื่องเล่าที่สัมพันธ์กับเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ การสืบทอดตำแหน่งกันทางสายโลหิต ความไม่เสมอภาคเท่าเทียม ดังนั้นการยอมให้ครอบครัวหนึ่งมีอำนาจ มีงบประมาณ นำภาษีที่มาจากประชาชนส่งมอบให้ครอบครัวนี้ได้ใช้ ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้วในยุคปัจจุบัน
พูดง่ายๆก็คือ ลักษณาการของสถาบันกษัตริย์ขัดแย้งกับคุณค่าแบบสมัยใหม่ โดยธรรมชาติ โดยตัวมันเอง
อย่างไรก็ตาม สถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศยังอยู่รอดปลอดภัยในยุคสมัยนี้ได้ เพราะ ผันตัวให้เข้ากับประชาธิปไตยและคุณค่าสมัยใหม่ผ่านระบอบการปกครองที่ให้ชื่อว่า Constitutional Monarchy
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่คนจำนวนมาก คนรุ่นใหม่ ถัดๆไปอีกหลายรุ่น มีความคิดเห็นเรื่องสถาบันกษัตริย์ที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนหน้า เกิดกระแสเรียกร้องเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และสถาบันกษัตริย์กำลังเผชิญกับความท้าทายแห่งยุคสมัยเช่นนี้ มีแต่รอแยลลิสต์ที่ขลาดเขลาเท่านั้นที่จะตั้งคำถามบังคับให้คนเลือกรูปแบบประมุขของรัฐ จนไม่อาจควบคุมผลสำรวจได้ดังใจต้องการ
หากเป็นรอแยลลิสต์ที่ฉลาดหลักแหลมและต้องการรักษาสถาบันกษัตริย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในยุคนี้แล้วล่ะก็ พวกเขาจะยอมรับความเป็นจริง เพื่อนำมาปรับปรุง เปลี่ยนแปลง บรรดากฎเกณฑ์ทางกฎหมาย จารีตประเพณี และธรรมเนียมปฏิบัติที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย เสรีภาพ เสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคุณค่าแบบสมัยใหม่… ทั้งหมดก็เพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์
การปล่อยให้รอแยลลิสต์ที่ขลาดเขลาแสดงออกบ่อยๆอย่างเอะอะมะเทิ่ง อย่างไม่เท่าทันสถานการณ์ โดยไม่มีใครตักเตือน แทนที่จะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ทำไปทำมา ผลที่ได้จะกลับตาลปัตรเอา
ประวัติศาสตร์สอนเอาไว้ว่า สถาบันกษัตริย์จะอยู่รอดปลอดภัยได้ในยุคสมัยนี้ ไม่มีทางเกิดจากพวกอุลตร้ารอแยลลิสต์/ไฮเปอร์รอแยลลิสต์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แคมเปญ 'สว.ประชาชน' ของ 'ธนาธร' อั้วสว.หรือไม่ 'เอ็ดดี้' นักวิชาการอิสระมีคำตอบ
อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์เรื่อง แคมเปญ 'สว. ประชาชน' ของธนาธร อั้ว สว.หรือไม่?
'ปิยบุตร' เผยมี 'ฟิเดล คาสโตร' เป็นไอดอล นำ 'คำให้การ' ประยุกต์ใช้ ลากเข้าไทย
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์บทความความหัวข้อ [“ประวัติศาสตร์จะตัดสินให้ผมพ้นผิด” : รำลึก 100 ปีชาตกาล ฟิเดล คาสโตร]
มาแล้วศาสดาส้ม! 'ปิยบุตร' ปลุกเร้าพรรคกองหน้า เล่นบทรุกกินแดน ไม่ใช่แค่รักษาฐานที่มั่น
ปิยบุตร จี้พรรคกองหน้าต้องปลุกเร้าทางความคิดต่อไปให้คนเห็นว่า มีโอกาส มีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
สั้นแต่จบ 'ดร.อานนท์' ย้อน 'ดร.ป็อก' ผู้ต้องขังม.112 ถวายฎีกาได้เองอยู่แล้ว
รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตอบโต้ว่า
มองซิเออร์บูด ยกแนวคิดคอมมิวนิสต์ 'เหมาเจ๋อตง' สร้างแนวร่วมใหม่ดึงศัตรูเป็นมิตร
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เหมาเจ๋อตง : ว่าด้วยแนวร่วมประชาชาติ ในช่วงที่จีนทำสงครามต่อต้านการรุกรานของจักรพรรดินิยมญี่ปุ่น พรรคคอมมิวนิสต์จีนตัดสินใจผนึกกำลังกับพรรคก๊กมินตั๋ง ผนึกกำลังกับนายทุนชาติ เพื่อรบกับญี่ปุ่น
'กมธ.พิทักษ์สถาบัน วุฒิสภา' แถลงโต้ 'เท้ง-ปิยบุตร' สร้างวาทกรรมเซาะกร่อนสถาบัน
พล.ต.ท.ท ยุทธนา ไทยภักดี สว. และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ สมาชิกวุฒิสภา นำคณะกมธ.ฯ แถลงจุดยืน ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อความนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ที่เสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะองคมนตรี ภายหลังปรากฏภาพ 9 องคมนตรี ประชุมร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)

