05 ก.พ.2569 - เพจศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “สัญญาณเตือนจากอนาคต: Influenza D และ Canine Coronavirus (มีรายงานการตรวจพบใน กทม.) — สองไวรัสภัยเงียบที่กำลังเคาะประตูบ้านเรา” ระบุว่า เบื้องหลังความสงบหลังพายุโควิด นักวิทยาศาสตร์เริ่มจับสัญญาณ “ผู้เล่นหน้าใหม่” สองรายที่หลบจอเรดาร์—Influenza D และ Canine Coronavirus—ซึ่งอาจกลายเป็นบททดสอบถัดไปของมนุษยชาติ
ในโลกของโรคระบาด เรามักเปรียบเทียบสถานการณ์เหมือนกับการเล่นเกม "ซ่อนหา" ที่มีเดิมพันเป็นชีวิต แต่น่าเสียดายที่ในเกมรอบล่าสุดอย่าง COVID-19 มนุษยชาติต้องเป็นฝ่ายแพ้อย่างราบคาบ และในขณะที่เรากำลังเก็บกวาดซากปรักหักพังและรักษาบาดแผลจากสงครามไวรัสครั้งก่อน คำถามที่ดังก้องอยู่ในห้องปฏิบัติการวิจัยทั่วโลกไม่ใช่ "มันจบหรือยัง" แต่คือ "ใครจะเป็นรายต่อไป?"
หากเปรียบเทียบระบบสาธารณสุขเป็นเรดาร์ตรวจจับขีปนาวุธ ปัจจุบันเรากำลังจับจ้องไปยังน่านฟ้าเดิมๆ มองหาศัตรูหน้าเดิมอย่างไข้หวัดนก (H5N1) หรือญาติของโควิด แต่รายงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Emerging Infectious Diseases ฉบับมกราคม 2026 ได้เปิดเผยความจริงที่น่ากังวล: มีขีปนาวุธลูกใหม่ 2 ลูก ที่กำลังบินต่ำหลบเรดาร์ของเราอยู่
ไวรัสสองชนิดนี้มีชื่อว่า Influenza D (IDV) และ Canine Coronavirus (CCoV-HuPn-2018) พวกมันไม่ได้มาจากห้องทดลองลึกลับ แต่มาจากเพื่อนร่วมโลกที่เราคุ้นเคยอย่าง วัว สุกร และสุนัข และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความรุนแรงของมันในขณะนี้ แต่คือ "ความเงียบ" และ "ความสามารถในการปลอมตัว" ที่ทำให้เราประมาท
Influenza D: นักเดินทางผู้เปลี่ยนหน้ากาก
ลองจินตนาการถึงไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องอย่าง Type A, B และ C ที่แวะเวียนมาทำให้เราป่วยอยู่ทุกปี แต่เมื่อปี 2011 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ "น้องเล็กคนใหม่" ในคอกสุกรที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจ และตั้งชื่อให้ว่า Influenza D (IDV)
ในตอนแรก เราคิดว่าน้องเล็กคนนี้คงชอบเล่นอยู่แค่ในฟาร์มหมูหรือฟาร์มวัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป IDV กลับแสดงพฤติกรรมของ "นักเดินทางผู้เชี่ยวชาญ" มันไม่ได้หยุดอยู่แค่ปศุสัตว์ แต่เริ่มกระโดดข้ามรั้วกั้นสายพันธุ์ (Species Barrier) ไปยังสัตว์ป่าและสัตว์อื่นๆ อย่างน่าประหลาดใจ รายชื่อโฮสต์ของมันยาวเหยียดราวกับสมุดเช็คชื่อ: อูฐ, กวาง, ยีราฟ, จิงโจ้, ลามะ, วัลลาบี, วิลเดอบีสต์ และล่าสุด... มันเริ่มปรากฏตัวในสัตว์ปีก
ทำไม "วัว" ถึงสำคัญ?
วัวไม่ได้เป็นแค่สัตว์เศรษฐกิจ แต่เป็นเหมือน "โรงแรมระดับ 5 ดาว" สำหรับไวรัส IDV ข้อมูลระบุว่าไวรัสนี้เป็นสาเหตุสำคัญของกลุ่มโรคทางเดินหายใจในวัว (Bovine Respiratory Disease Complex) ซึ่งสร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมปศุสัตว์สหรัฐฯ ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี การที่ไวรัสระบาดหนักในวัว หมายความว่าโอกาสที่มนุษย์ (โดยเฉพาะคนงานในฟาร์ม) จะสัมผัสเชื้อนั้นมีสูงมหาศาล
แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ "แล้วคนล่ะ?"
แม้ปัจจุบันเราจะยังไม่พบตัวไวรัส IDV แบบเป็นๆ ดิ้นได้ในร่างกายมนุษย์ แต่เราพบ "รอยเท้า" ของมันเต็มไปหมด หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญมาจากการศึกษาคนงานฟาร์มวัวในรัฐฟลอริดา ที่พบว่า 97% มีแอนติบอดีต่อเชื้อนี้ เปรียบเสมือนระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขาเคย "จดจำใบหน้า" ของผู้บุกรุกรายนี้ได้ และมีการต่อสู้เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว
ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาในจีนยังพบว่า IDV สายพันธุ์ใหม่สามารถแพร่เชื้อผ่านอากาศ (Airborne) ในตัวเฟอร์เร็ต (Ferret) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การค้นพบนี้ทำให้นักไวรัสวิทยาถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะเฟอร์เร็ตคือสัตว์ทดลองที่เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของระบบทางเดินหายใจมนุษย์ หากมันแพร่ในเฟอร์เร็ตได้ง่าย การแพร่ในคนก็อาจเป็นแค่เรื่องของเวลา
"หากเปรียบเทียบ IDV เป็นนักวิ่ง มันกำลังวอร์มอัพอยู่ที่เส้นสตาร์ท และดูเหมือนว่ามันจะพร้อมสำหรับการวิ่งมาราธอนข้ามสายพันธุ์แล้ว"
Canine Coronavirus: ปริศนาจิ๊กซอว์ข้ามทวีป
ในขณะที่ Influenza D คือภัยเงียบจากฟาร์ม ไวรัสอีกตัวหนึ่งกลับมาพร้อมกับความซับซ้อนระดับพันธุกรรม ชื่อของมันคือ Canine Coronavirus HuPn-2018 หรือขอเรียกสั้นๆ ว่า CCoV-HuPn-2018
อย่าเพิ่งสับสนกับโควิด-19 (ซึ่งเป็น Betacoronavirus) เพราะเจ้า CCoV ตัวนี้เป็น Alphacoronavirus ปกติแล้วมันคือก่อโรคในสุนัข แต่เวอร์ชัน "HuPn-2018" นี้ไม่ใช่ไวรัสธรรมดา มันคือ "คิเมร่า" (Chimera) หรือสัตว์ประหลาดลูกผสมทางพันธุกรรม
หากเราส่องผ่านเครื่อง NGS ดูรหัสพันธุกรรมของมัน เราจะพบว่าโครงสร้างหลักของมันคือไวรัสสุนัข แต่ส่วนที่เป็น "กุญแจ" สำหรับไขเข้าสู่เซลล์ (โปรตีนหนาม หรือ Spike Protein) กลับมีชิ้นส่วนของไวรัสแมวและไวรัสสุกรผสมอยู่ด้วย เหมือนกับการที่โจรคนหนึ่งไปขโมยเครื่องมือสะเดาะกุญแจมาจากโจรกลุ่มอื่น แล้วนำมาประกอบกันเป็นกุญแจผีดอกใหม่ที่ไขประตูได้หลากหลายขึ้น
Patient Zero: จุดเริ่มต้นที่มาเลเซีย
Patient Zero: จุดเริ่มต้นที่มาเลเซีย... สู่ไทย
ไวรัสลูกผสมตัวนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2018 จากเด็กที่ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบในโรงพยาบาลรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะหลังจากนั้น นักวิจัยพบเชื้อที่มีรหัสพันธุกรรมเหมือนกันแทบจะ 100% ในอีกซีกโลกหนึ่ง... ในปัสสาวะของนักท่องเที่ยวที่กลับมาจากเฮติ
และที่น่ากังวลสำหรับบ้านเราคือ มีรายงานยืนยันการตรวจพบไวรัสกลุ่ม Alphacoronavirus ที่คล้ายคลึงกันนี้ในผู้ป่วยที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจใน "กรุงเทพมหานคร" แล้ว รวมถึงการระบาดล่าสุดในเวียดนามและรัฐอาร์คันซอ สหรัฐอเมริกา ซึ่งยืนยันได้ว่าไวรัสได้แพร่กระจายเข้ามาในภูมิภาคนี้แล้ว
การพบเชื้อข้ามทวีปเช่นนี้บ่งบอกความจริงที่น่าขนลุก: ไวรัสนี้ได้เดินทางรอบโลกไปพร้อมกับมนุษย์แล้ว และอาจกำลังแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่แพทย์หาสาเหตุไม่เจอ
ทำไมเราถึง "มองไม่เห็น" ภัยคุกคามนี้?
คุณอาจสงสัยว่า ในยุคที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้าขนาดนี้ ทำไมเราถึงปล่อยให้ไวรัสสองตัวนี้ลอยนวลอยู่ได้? คำตอบนั้นเรียบง่ายและเจ็บปวด: "เราหาแต่สิ่งที่เรากำลังมองหา" (We only find what we look for)
ปัจจุบัน โรงพยาบาลและห้องแล็บทั่วโลกมีชุดตรวจสำหรับไข้หวัดใหญ่ A, B และโควิด-19 แต่ไม่มีชุดตรวจมาตรฐานสำหรับ Influenza D หรือ Canine Coronavirus สายพันธุ์ใหม่นี้เลย เมื่อผู้ป่วยเดินเข้ามาด้วยอาการปอดอักเสบ แพทย์จะตรวจหาเชื้อที่รู้จัก หากผลเป็นลบ ก็มักจะสรุปว่าเป็น "ปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ" (Unknown etiology)
ช่องว่างทางการวินิจฉัยนี้คือ "หลุมดำ" ที่ไวรัสอุบัติใหม่ใช้เป็นที่กบดานและฝึกฝนวิชา รอวันที่มันจะกลายพันธุ์จนแข็งแกร่งพอที่จะระบาดจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง
สถานการณ์จำลอง: เมื่อ "ฝันร้าย" กลายเป็นความจริง
จากข้อมูลวิจัยล่าสุด นี่คือฉากทัศน์ (Scenario) ที่นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หากเรายังคงประมาท...
CASE 01 Influenza D: งานวัดมรณะ
จุดเริ่มต้น: คนงานฟาร์มวัวคนหนึ่งมีอาการไอเล็กน้อย แต่คิดว่าเป็นภูมิแพ้จึงไปเที่ยวงานประจำปีของจังหวัด
วิกฤต: ไวรัส IDV สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาความสามารถในการ "แพร่ทางอากาศ" (เหมือนในการทดลองกับเฟอร์เร็ต) ลอยฟุ้งกระจายในเต็นท์ที่แออัด ผู้คนสูดดมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
ผลลัพธ์: 2 สัปดาห์ต่อมา โรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่ผลตรวจ Flu A/B เป็นลบทั้งหมด แพทย์งุนงง หาสาเหตุไม่ได้ จนกระทั่งการระบาดขยายวงกว้างเกินควบคุม
CASE 02 CCoV: ปริศนาวอร์ดผู้ป่วยหนัก
จุดเริ่มต้น: นักท่องเที่ยววัยรุ่นกลับจากแบกเป้เที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีไข้สูงและปอดอักเสบ ถูกส่งตัวเข้า ICU
วิกฤต: ชุดตรวจ PCR มาตรฐานตรวจไม่พบเชื้อโควิดหรือไข้หวัดใหญ่ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น "ปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ" และไม่ได้แยกโรคอย่างเข้มงวด ไวรัสลูกผสม (Chimera) แพร่กระจายสู่พยาบาลและผู้ป่วยเตียงข้างเคียงเงียบๆ
ผลลัพธ์: เกิดการระบาดแบบกลุ่มก้อน (Cluster) ภายในโรงพยาบาล กว่าจะรู้ว่าเป็นเชื้อ CCoV-HuPn-2018 ไวรัสก็ได้ติด "ปีก" บินข้ามทวีปไปกับนักท่องเที่ยวคนอื่นแล้ว
บทเรียนราคาแพง: อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
สตีเฟน คิง นักเขียนนิยายชื่อดัง เคยดัดแปลงสำนวนเก่าแก่ไว้อย่างน่าสนใจว่า: "หลอกฉันครั้งแรก คุณน่าละอาย... หลอกฉันครั้งที่สอง ฉันน่าละอาย... แต่ถ้าหลอกฉันครั้งที่สาม น่าละอายทั้งคู่"
เราถูกไวรัสโคโรนาหลอกมาแล้วทั้ง SARS, MERS และ COVID-19 เราถูกไข้หวัดใหญ่หลอกมานับครั้งไม่ถ้วน หากเราปล่อยให้ Influenza D หรือ CCoV-HuPn-2018 กลายเป็นโรคระบาดครั้งต่อไปโดยไม่มีการเตรียมพร้อม นั่นไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นความล้มเหลวของการเรียนรู้
ทางออกคืออะไร?
1. พัฒนาเครื่องมือล่าโจร: เราต้องเร่งพัฒนาชุดตรวจ PCR ที่จำเพาะเจาะจงต่อไวรัสสองตัวนี้ เพื่อให้แพทย์รู้ทันทีว่ากำลังสู้อยู่กับอะไร
2. การเฝ้าระวังแบบเหวี่ยงแห (Active Surveillance): แทนที่จะรอคนป่วยเดินมาหาหมอ เราต้องออกไปตรวจเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยง เช่น คนงานฟาร์ม หรือใช้เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมรุ่นใหม่ (Next-generation sequencing) เพื่อสแกนหาไวรัสแปลกปลอมในเคสปอดอักเสบปริศนา
3. วิจัยยาและวัคซีนล่วงหน้า: การเตรียมกระสุน (ยาต้านไวรัส) และเกราะ (วัคซีน) ไว้ก่อนที่สงครามจะเริ่ม คือกลยุทธ์ที่ดีที่สุด
ไวรัส Influenza D และ Canine Coronavirus HuPn-2018 อาจจะยังไม่ใช่ "ฆาตกรต่อเนื่อง" ในวันนี้ แต่พวกมันคือ "ผู้ต้องสงสัย" ที่เราละสายตาไม่ได้ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้ส่งเสียงเตือนแล้ว อยู่ที่ว่าเรา... จะเลือกที่จะฟัง หรือจะรอให้เสียงไซเรนรถพยาบาลดังขึ้นอีกครั้ง
Emerging Respiratory Virus Threats from Influenza D and Canine Coronavirus HuPn-2018
https://wwwnc.cdc.gov/eid/article/32/1/25-1764_article
Human Coronavirus Infection among Children with Acute Lower Respiratory Tract Infection in Thailand
https://karger.com/.../Human-Coronavirus-Infection-among...
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สสส.เปิดรายงานสุขภาพคนไทยปี 69 พบวิกฤตเด็กเกิดน้อย สังคมแก่ตัว ข้อมูลท่วมท้น เจ็บป่วยนาน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัว “รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569” นำเสนอสัญญาณเตือนสำคัญของสังคมไทย ผ่าน 10 ตัวชี้วัด ภายใต้แนวคิด “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย” ที่สะท้อนแนวโน้มการเกิดน้อย สังคมสูงวัย และโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลง พร้อมเปิด 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ
วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. มหาวิทยาลัยมหิดล-สสส. ปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า
ในประเทศไทยเริ่มมีแนวคิดนี้เกิดขึ้น นำโดยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ซึ่งมีสมาชิกเป็นคณะแพทย์ทั้งหมดของประเทศไทย 28 คณะ นำร่องโดยทำข้อตกลงร่วมกันที่จะมุ่งพัฒนาให้นักศึกษาแพทย์ทั้งหมดเป็น Nicotine-Free Generation Medical Students เมื่อวันครู 16 มกราคม 2569 และได้เริ่มมีการพัฒนานศพ.แกนนำร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย (สพท.) ที่คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนจากตัว นศพ.เอง
ไขข้อข้องใจ! 'อีโบลา' เข้าข่าย 'โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์' หรือไม่
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความเรื่อง "อีโบลา (Ebola) ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) หรือไม่?" โดยระบุว่า
ศูนย์จีโนมฯ เตือนสติ 'อีโบลา' ไม่ใช่เรื่องไกลตัว 'ไทย' ต้องเตรียมพร้อมทันที
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

