'จักรภพ' เตือนวิกฤตชายแดนไทย–เขมร อย่าปล่อยอารมณ์นำประเทศ

‘จักรภพ’ เตือนวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา อย่าปล่อยอารมณ์นำประเทศ ชี้ทหารมีหน้าที่ทั้ง ‘ปฏิบัติการรบ–รักษาสันติภาพ’ แนะรัฐเร่งกำหนดเป้าหมายให้ชัด ก่อนกำลังพลคลางแคลงใจรบเพื่ออะไรแน่

15 พ.ค. 2569 – นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่กลับมาอีกครั้ง ว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงการปะทะในพื้นที่ แต่คือการที่สังคมไทยกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความโกรธ และกระแสชาตินิยม จนอาจทำให้ประเทศขาดความชัดเจนต่อเป้าหมายและปลายทางของสถานการณ์ ทั้งนี้ภาวะความขัดแย้งหรือสงครามเป็นภาวะที่น่ากลัวเพราะสามารถดึงด้านมืดของมนุษย์ออกมาได้ แม้แต่จากคนปกติ เมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน ก็อาจตัดสินใจทำบางสิ่งที่ภายหลังต้องเสียใจ พร้อมเตือนว่า สงครามจำนวนมากในโลกนำไปสู่ความพ่ายแพ้ หากสุดท้ายไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า เหตุของสงครามเริ่มจากอะไรและจะจบลงตรงไหน

อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เห็นว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญให้ชัดว่า ความขัดแย้งครั้งนี้มาจากมูลเหตุอะไร และประเทศไทยต้องการสิ่งใดจากสถานการณ์ทั้งหมดนี้ มากกว่าการตอบจะเสียพลังตอบโต้ต่อทุกการยั่วยุของฝ่ายกัมพูชาแต่เพียงอย่างเดียว ประเทศไทยต้องกำหนดแล้วว่า จะเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในอนาคตได้อย่างไร สถานการณ์ปัจจุบันต้องแยกออกเป็นหลายมิติ ทั้งเรื่องการปฏิบัติการทางทหาร ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียและทุกช่องทาง และเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ในอนาคต โดยแต่ละเรื่องต้องใช้วิธีจัดการต่างกัน แต่บางเรื่องทำพร้อมกันได้

ในส่วนของกองทัพ นายจักรภพ ย้ำว่า สังคมต้องเข้าใจว่าทหาร มี 2 บทบาทในเวลาเดียวกัน คือเป็นทั้ง “ผู้ปฏิบัติการรบ” (war practitioner) และ “ผู้รักษาสันติภาพ” (peace keeper) จึงไม่ควรกดดันให้กองทัพทำหน้าที่เพียงด้านเดียว เพราะภารกิจทางทหารไม่ได้มีเพียงการต่อสู้ แต่รวมถึงการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลายอีกด้วย

พร้อมกันนี้ ยังแสดงความกังวลต่อสภาพจิตใจของกำลังพลไทยในพื้นที่ชายแดน โดยเปรียบเทียบกับทหารอเมริกันในสงครามเวียดนาม ที่ตั้งคำถามในช่วงปลายของสงครามเวียดนามว่ากำลังรบเพื่ออะไร หากรัฐบาลไม่สามารถอธิบายเป้าหมายและปลายทางของสถานการณ์ให้ชัดเจน สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือ หากวันหนึ่งความชัดเจนว่าเรากำลังทำสิ่งนี้เพื่ออะไรเริ่มเลือนรางลง

นายจักรภพ ยังมองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กัมพูชาแสดงท่าทีระเบิดอารมณ์ในช่วงที่ผ่านมา มาจากมาตรการปิดชายแดน และการยกเลิก MOU 44 ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางทะเลของไทย ซึ่งกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความหวังในอนาคตของกัมพูชาโดยตรง ทั้งการค้าชายแดนและทรัพยากรทางทะเล

อย่างไรก็ตาม นายจักรภพ เห็นว่า ท่าทีของรัฐบาลไทยในขณะนี้ เป็นการใช้แนวทาง “Self-Restraint” หรือการอดกลั้น เพื่อรักษาบทบาทของไทยในฐานะผู้ใหญ่ ที่พยายามเปิดทางให้สถานการณ์คลี่คลาย และหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามไปสู่การเผชิญหน้ารุนแรง

อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเตือนว่า รูปแบบความขัดแย้งยุคใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบ แต่รวมถึงสงครามข้อมูลข่าวสาร ผ่านโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์ และปฏิบัติการทางจิตวิทยา ซึ่งสามารถกระตุ้นอารมณ์สังคมได้โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อเท็จจริงครบถ้วน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีบุคคลหรือกลุ่มต่างชาติบางส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการด้านข้อมูลในกัมพูชาในขณะนี้

นายจักรภพ ยังยอมรับว่า ในอดีตช่วงลี้ภัยทางการเมือง ตนเคยพำนักในกัมพูชาและรู้จักบุคคลระดับผู้นำหลายคน แต่ยืนยันว่า ไม่เคยมีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือความสัมพันธ์ในลักษณะ “ใจเขมร” อย่างที่บางคนกล่าวหา พร้อมเปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุปะทะรอบล่าสุด ตนได้ยุติการติดต่อกับฝ่ายกัมพูชาทั้งหมด เพื่อแสดงจุดยืนที่ชัดเจน ทั้งที่บางอย่างอาจมีประโยชน์ต่อปฏิบัติการของไทย แต่ก็ต้องข่มใจไม่ทำ เพราะอาจสร้างความรู้สึกเชิงลบขึ้นมาอีก

“ผมเป็นคนไทยตั้งแต่หัวจรดเท้า อยากให้เมืองไทยเป็นแกนกลางของความร่วมมือที่สำคัญในระดับโลก เช่น อาเซียน เป็นต้น แต่เมื่อผลประโยชน์ชาติถูกกระทบ เราก็ต้องวางอย่างอื่นและยึดจุดยืนของประเทศไทยก่อน” นายจักรภพ กล่าว

พร้อมกันนี้ นายจักรภพ ยังเรียกร้องให้สังคมไทยกลับมาใช้เหตุผลและข้อกฎหมายระหว่างประเทศในการถกเถียง มากกว่าใช้อารมณ์หรือความเกลียดชัง พร้อมเตือนว่า การรักชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการแสดงอารมณ์รุนแรงแบบตะโกนดังกว่าคนอื่น แต่ต้องมาพร้อมความรอบคอบ ความรู้ และการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว

“สุดท้ายไทยกับกัมพูชาก็ต้องอยู่ร่วมกันโดยกายภาพ สิ่งที่ควรตั้งเป้าไม่จำเป็นต้องเป็นความสัมพันธ์ที่หวานชื่น แต่คือการกลับมาอยู่ในระดับ ‘ปกติ’ ที่สามารถจะทำการค้า สนทนาแลกเปลี่ยน และควบคุมความเสี่ยงระหว่างกันได้” นายจักรภพ ระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เท้ง' ไล่บี้รัฐบาลปัดตกร่างแก้รธน. โวยกติกาสูงสุดฐานอำนาจระบอบสีน้ำเงิน

'เท้ง' จี้ ‘รัฐบาล’ ตอบให้ชัดหลังปัดตก กม.หลายฉบับ ถามอำนาจถกกฎหมายอยู่ใครกันแน่ เหน็บคุยหลังบ้านทั้งสภาล่าง-สภาบน ถึงมั่นใจทั้ง 34 ฉบับผ่านฉลุย ซัดกติกาสูงสุดประเทศกำลังเป็นฐานอำนาจระบอบสีน้ำเงิน

ตั้งทีม 'Task Force' ลุยกวาดล้างแก๊งยาเสพติดข้ามชาติ

รัฐบาลผนึกกำลัง ตั้ง Task Force ลุยกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ แฝงตัวในกลุ่มแรงงานไทยผิดกฎหมาย เข้มตรวจสารเสพติด คัดกรองแรงงานทุกด่าน ฟื้นความเชื่อมั่นจากเกาหลีใต้ต่อแรงงานไทย

รัฐบาลยกระดับคุ้มครอง 'ผู้เช่าซื้อรถ–ลีสซิ่ง' เริ่มเกณฑ์ใหม่ 1 มิ.ย.

รัฐบาลยกระดับคุ้มครอง 'ผู้เช่าซื้อรถ–ลีสซิ่ง' เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ 1 มิ.ย. ดูแลดอกเบี้ย ค่าบริการ และสิทธิลูกค้าให้เป็นธรรม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างครบวงจร

โฆษกรัฐบาล ยันไม่มีมติต่อใบอนุญาตทำงานให้แรงงานกัมพูชา

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการแชร์ข้อมูลทางออนไลน์เกี่ยวกับการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คน ที่ยังอยู่นอกระบบนั้น เป็นเพียงข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

'กลาโหม' ลั่นเก็บหลักฐาน 'กัมพูชา' ทุกเม็ดที่ละเมิดและยั่วยุไทย!

'กลาโหม' เก็บหลักฐาน-ข้อมูล 'กัมพูชา' ละเมิด 'ถ้อยแถลงร่วมฯ' หลังเกิดเหตุยั่วยุชายแดน 'โอร์เสม็ด-ช่องจอม' ย้ำไทยยึดตาม 'กฎใช้กำลัง' จากเบาไปหนัก สอดรับสถานการณ์