บทบรรณาธิการ

Monday, 10 February, 2014 - 00:00

บทเรียน...ชาวนากับงูเห่า

     ความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของพี่น้องเกษตรกรชาวนาในวันนี้ที่ "ใบประทวน" ขายข้าวกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่แตกต่างจาก "แบงก์กงเต๊ก" ที่ใช้เผาส่งไปให้คนในปรโลกได้เท่านั้น ความจริงมิใช่เรื่องแปลก หรือเป็นสถานการณ์พิเศษที่คาดคิดกันไม่ถึง แต่ในทางตรงกันข้าม มีผู้รู้ ผู้สนใจ และผู้ติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักบัญชี นักการตลาด นักขาย นักการเงิน นักการเมือง นักคิด และ ฯลฯ ได้ส่งสัญญาณเตือนมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ถึงหายนะที่ยิ่งใหญ่มโหฬารสำหรับนโยบายประชานิยมสุดขั้ว "จำนำข้าวทุกเมล็ด" ดังกล่าว
    อย่างไรก็ตาม จะเป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บเสียเปล่า หากมัวแต่ก่นด่าว่า ตำหนิติเตียนกันว่า บอกแล้วไม่ฟังไม่เชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่รัฐบาลรักษาการชุด "หญิงโง่โกงชาติ" (ตามสมญานามที่งิ้วธรรมศาสตร์บัญญัติให้) มิได้ยินดียินร้ายใดๆ กับสถานภาพที่ล้มเหลวของตนเองในฐานะผู้นำประเทศ แต่น่าจะช่วยกันฉกฉวยวิกฤตินี้เป็นโอกาสร่วมกันคิดร่วมกันแก้ไข ตลอดไปจนถึงร่วมกันหาทางป้องกันมิให้ภัยเลวร้ายแบบนี้กลับมาซ้ำเติมวิถีชีวิตเกษตรกรไทย ที่ได้ชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติอีกต่อไป
    การเริ่มต้นของชาวนาด้วยการรวมตัวกันฟ้องร้องกล่าวโทษรัฐบาลฉ้อโกงรับจำนำข้าวแล้วไม่จ่ายเงินต่อศาลปกครองนั้น ถือเป็นครรลองที่พึงกระทำและปฏิบัติเพื่อมิให้เกิดเป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ เกษตรกรชาวนา หรือผู้นำในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ควรจะต้องปรึกษาหารือ ตกผลึกทางความคิดให้ได้ว่า เหตุใดจึงต้องมีเหตุการณ์เยี่ยงนี้เกิดขึ้นในวงจรชีวิตของตัวเอง เพื่อที่จะป้องกันและแก้ไขมิให้เกิดปัญหาแบบเดียวกันนี้ขึ้นอีกเลย จะต้องคิดและช่วยกันทำอย่างไรบ้าง จะสามารถเขียนหรือเปลี่ยนวงจรอุบาทว์ของเกษตรกรชาวนาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ฉ้อโกงกันได้หรือไม่ด้วยสองมือและหัวสมองของชาวนากันเอง
    ความกินดีอยู่ดีที่ชาวนาและเกษตรกรทุกสาขาอาชีพใฝ่ฝันถึงนั้น เป็นการจินตนาการฝันเฟื่องตามกระแสประชานิยมที่นักเลือกตั้งใช้เป็นนโยบายในการหาเสียง อวดอ้างอุตริสารพัด หรือเป็นการคิดตามเหตุตามผลและตามความเป็นจริงกันแน่ เชื่อว่าวันนี้เกษตรกรชาวนาตระหนักรู้อยู่แก่ใจ ฉะนั้น จึงเป็นเวลาที่ชาวนาต้องรู้จักคิดและใช้เป็นบทเรียนสอนใจแล้วว่า การเชื่อใจกับคำพูดว่าจะให้เช่นนั้นเช่นนี้ของนักการเมือง นักเลือกตั้งนั้น แตกต่างหรือเหมือนกับนิทานอีสปเรื่องชาวนากับงูเห่ากันแน่
    เป็นโอกาสท่ามกลางวิกฤติที่หวังเหลือเกินว่าเกษตรกรของไทยจะลุกขึ้นปฏิรูปหรือปฏิวัติการบริหารจัดการชีวิตตัวเองโดยยึดหลักตามพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจัง นั่นคือ ทำได้แค่ไหนใช้แค่นั้น ทำได้มากเก็บหอมรอมริบ ทำได้น้อยใช้สอยต้องประหยัด อย่าสร้างหนี้เพียงเพื่อที่จะได้อยู่ดีกินดีเหมือนคนอื่น ในขณะที่สามารถปลอดหนี้ได้ และลุกนั่งสบายอกสบายใจ ไม่ถึงกับอัตคัด ที่สำคัญเหนืออื่นใด ไม่ควรคิดหรือคาดหวังว่า จะมีใครมาช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน เพราะพรรคการเมืองที่ท่านเลือกตั้งเข้ามาบัดนี้ได้แสดงตัวชัดเจนแล้วใช่ไหมว่า สัญญิงสัญญามากมาย ทำให้ชาวนาอดตาย แต่พวกนักการเมืองร่ำรวยมโหฬาร
    เพราะความวิปริตผิดเพี้ยนของโครงสร้างการตลาดในการจำหน่ายข้าวโดยฝีมือของนักการเมืองเอาแต่ได้ พรรคการเมืองเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว ทำให้วิถีชีวิตชาวนาไทยเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ปราศจากความยั่งยืน เพราะเป็นนโยบายประชานิยมสุดขั้ว ไร้เหตุผล ใช้เงินอนาคตมาสร้างกระแสหาเสียง ในขณะเดียวกัน ทำให้โครงสร้างข้าวไทยจมเหวสู่นรก จนประเทศไทยถูกหัวเราะเยาะไม่แพ้ผู้นำที่ถูกปรามาสเกี่ยวกับความไม่ฉลาดเฉลียวและความบกพร่องในการคิดการพูด
    ดังนั้น เมื่อความเดือดร้อนสามารถบรรเทาผ่อนคลายลงวันใด ไม่ว่าด้วยวิธีไหนที่คนไทยทุกฝ่ายกำลังระดมสมองในการเยียวยาฉุกเฉินในยามนี้หรือพรุ่งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชาวนาจะชำระบัญชีกับงูเห่าที่ตัวเองเลือกเข้ามาด้วยความยินดีปรีดิ์เปรมจนถูกนำไปอวดอ้างว่า "ฉันมาจากการเลือกตั้ง" มาโดยตลอด ด้วยการเขียนไว้ในใจเป็นบทเรียนเตือนตัวเองว่า การเลือกตั้งนักการเมืองชั่วเข้ามาบริหารประเทศนั้น ผลกรรมตกอยู่กับใคร ถ้าไม่ใช่ตัวเองและประเทศชาติบ้านเมือง.