'การปรับเปลี่ยนเวลา' ปัญหาเรื้อรังของผู้คนและรัฐสภายุโรป

AFP

ตั้งแต่ตอนดึกของวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา กลุ่มประเทศในยุโรปต้องหมุนเข็มนาฬิกาปรับเวลาให้เร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง เพื่อใช้เวลาฤดูร้อน (ซึ่งจะช้ากว่าเวลาในเมืองไทย 5 ชั่วโมง จากเดิมในช่วงฤดูหนาว 6 ชั่วโมง) ความจริงแล้วประเด็นการปรับเปลี่ยนเวลาเคยเป็นมติเข้ารัฐสภายุโรปไปแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมา

ทุกปี ประชากรชาวยุโรปต้องหมุนเข็มนาฬิกาปรับเวลาสองครั้งในช่วงปลายเดือนมีนาคมและตุลาคม เพื่อเข้าสู่ช่วงเวลาของฤดูร้อนและฤดูหนาว ซึ่งเป็นหัวข้อที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะผู้คนในเยอรมนี มีกลุ่มเฟสบุ๊กซึ่งมีสมาชิกหลายหมื่นคนเรียกร้องให้ยกการปรับเปลี่ยนเวลา ในช่องแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ต้องการให้ยกเลิกในทันที ด้วยเหตุผลว่ามันทำการทำงานของร่างกายเสียระบบ ทำให้เกิดสภาวะเหนื่อยหน่าย และอ่อนล้า

ประเด็นยกเลิกการปรับเปลี่ยนเวลาเคยเป็นมติเข้ารัฐสภายุโรปในกรุงบรัสเซลส์ ปี 2018 อียูเคยจัดทำแบบสำรวจออนไลน์ มีประชากรของอียูจำนวน 28 ประเทศในขณะนั้นราว 4.6 ล้านคนแสดงความเห็น ได้ผลลัพธ์ชัดเจนว่า 84 เปอร์เซ็นต์ต้องการให้ยุติการปรับเปลี่ยนเวลา ในจำนวนผู้ตอบแบบสำรวจเป็นชาวเยอรมันถึง 3 ล้านคน

ความเป็นมาดั้งเดิมเริ่มจากปลายศตวรรษที่ 18 เบนจามิน แฟรงคลิน-นักวิทยาศาสตร์และผู้นำสหรัฐฯ เคยเสนอนโยบายประหยัดเทียนไขด้วยวิธีการตื่นนอนและเข้านอนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ครั้งนั้นเขาไม่ได้เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนเวลา แต่ความตั้งใจของเขาคือหัวใจของข้อถกเถียงกันในเวลาต่อมา เพื่อใช้สนับสนุนการปรับเปลี่ยนเวลาตามฤดูกาล ด้วยข้ออ้างการจับคู่เวลาของกิจกรรมมนุษย์กับแสงแดดที่ได้ประโยชน์ดีกว่า และเพื่อประหยัดพลังงาน-ค่าใช้จ่ายทดแทนการใช้ไฟฟ้า กระทั่งเมื่อทรัพยากรพลังงานเริ่มขาดแคลนในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิเยอรมนีจึงนำแนวคิดในการประหยัดพลังงานด้วย “เวลาฤดูร้อน” มาใช้ในปี 1916 จากนั้นประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปนำไปปฏิบัติตาม จนเมื่อสงครามสิ้นสุดลงหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนไปใช้เวลาปกติ และหวนกลับมาใช้อีกครั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในเยอรมนีเองนั้นยุติการใช้เวลาฤดูร้อนครั้งแรกในปี 1950

ครั้นพอเกิดวิกฤตน้ำมันขึ้นในปี 1973 การหารือเรื่องที่จะนำ “เวลาฤดูร้อน” กลับมาใช้อีกครั้งก็ผุดขึ้นอีกครั้ง แต่เยอรมนีตะวันออกขณะนั้นให้คำตอบตกลงที่จะร่วมมือกับเยอรมนีตะวันตกในเดือนตุลาคม 1979 เยอรมนีทั้งสองประเทศจึงเริ่มใช้ “เวลาฤดูร้อน” พร้อมกันตั้งแต่ปี 1980 ส่วนประเทศอื่นๆ ที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเริ่มเปลี่ยนมาปรับเวลาให้ตรงกันตั้งแต่ปี 1996

หลังจากได้คำตอบจากผลสำรวจ ในปี 2018 สมาชิกรัฐสภายุโรปได้มีมติเห็นชอบร่วมกันที่จะยกเลิกการปรับเปลี่ยนเวลาตั้งแต่ปี 2019 แต่ยังให้อิสระแก่ประเทศสมาชิกที่จะตัดสินใจเลือกได้ว่า จะใช้ “เวลาฤดูร้อนหรือฤดูหนาว” เป็นการถาวรต่อไป ในเดือนมีนาคม 2019 รัฐสภายุโรปรับรองข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่จะยุติการเปลี่ยนนาฬิกาตามฤดูกาลภายในปี 2021 แต่ทว่าจนถึงบัดนี้ ปี 2023 ก็ยังมีการปรับเปลี่ยนเวลาอยู่เหมือนเดิม

คำตอบของรัฐสภายุโรปคือ ตอนนี้ยังคงขึ้นอยู่กับประเทศสมาชิกว่าจะมีจุดยืนร่วมกันในรัฐสภายุโรปอย่างไร หัวใจของปัญหาอยู่ที่ความเห็นที่ไม่ตรงกันภายในสหภาพยุโรปว่าควรใช้เวลาฤดูร้อน หรือฤดูหนาว เป็นเวลามาตรฐานร่วมกัน รัฐบาลของแต่ละประเทศควรควบคุมเรื่องนี้อย่างไร อีกทั้งบางประเทศในสหภาพยุโรปยังสนับสนุนระบบปรับเปลี่ยนเวลาแบบปัจจุบันอยู่

นอกจากนี้ ปัญหาอื่นๆ ก็ยังเข้ามาแทรกและเบียดบังประเด็นการปรับเปลี่ยนเวลา อย่างเช่น Brexit, การระบาดของโควิด-19 ล่าสุด สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน และผลที่ตามมา แผนการเดิมจึงถูกพักไว้ การปรับเปลี่ยนเวลาที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมาอาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

และเวลาจะเป็นตัวกำหนดเองว่า ท้ายที่สุดแล้วการปรับเปลี่ยนเวลาจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'มาม่า' สยายปีกบุกยุโรปเต็มสูบ

ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ สยายปีกต่างประเทศ ทุ่มงบขยายกำลังการผลิต จ่อบุกตลาดยุโรปเต็มสูบ เร่งดันสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40% ภายใน 2 ปี ชี้การปรับราคาขายส่งผลความสามารถทำกำไร 7-8%

พลังงานนิวเคลียร์ จะกลับเข้าสู่นโยบายหลักของสหภาพยุโรปอีกครั้ง

เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา การเริ่มต้นของยุคนิวเคลียร์ใหม่ได้รับการประกาศในปารีส รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของฝรั่งเศสระดมพันธมิตรนิวเคลียร์ในยุโรป

โควิด 'XBB.1.5' จ่อขยับสายพันธุ์หลัก ในอเมริกา-ยุโรป ก.พ.นี้

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 128,373 คน ตายเพิ่ม 635 คน รวมแล้วติดไป 673,294,559 คน เสียชีวิตรวม 6,746,068 คน

'ไวรัสกลายพันธุ์' ทุกตัว พบสมรรถนะระบาดสูงกว่าตระกูล BA.5

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 221,210 คน ตายเพิ่ม 389 คน รวมแล้วติดไป 629,907,713 คน เสียชีวิตรวม 6,571,257 คน